นายอภิสิทธิ์เผยการกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำเพื่ออนาคตของพรรค พร้อมเร่งปั้นบุคลากรคนรุ่นใหม่ ย้ำจุดยืนทำการเมืองแบบสุจริต
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า การกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่ออนาคตทางการเมืองของตนเอง แต่ทำเพื่ออนาคตของพรรค พร้อมยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริต และเชื่อมั่นใจว่าผลงานการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ผ่านมา ประกอบกับการเปิดรับคนรุ่นใหม่ จะช่วยทลายข้อจำกัดและสร้างโอกาสให้พรรคเติบโตในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้
นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตอนที่กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะทำอย่างไรให้พรรครอด เนื่องจากในขณะนั้นสังคมเริ่มมองว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยในการเลือกตั้งรอบล่าสุด สิ่งที่ตั้งเป้าไว้คือการเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ให้มากขึ้นหลายเท่า เพราะก่อนหน้านั้นพรรคได้คะแนนเสียงเพียง 9 แสนคะแนน
ทว่าหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์สามารถคว้าคะแนนเสียงมาได้ถึง 3.9 ล้านคะแนน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าปี 2562 แต่ปัญหาสำคัญคือคะแนนส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเดียว อย่างไรก็ตาม ในฐานะหัวหน้าพรรคสะท้อนความรู้สึกว่า จำนวนเสียงที่ได้นี้ถือว่าค่อนข้างเพียงพอสำหรับการตั้งหลักของพรรคต่อไป
นายอภิสิทธิ์ ระบุด้วยว่า หลังจากผ่านการเลือกตั้งมา 2-3 เดือน พรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์แล้วว่า แม้จะมีจำนวนสมาชิกน้อยแต่พรรคยังคงเป็นกระบอกเสียงที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและทำหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ ทั้งในการวิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะแนวทางบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ พรรคยังได้เปิดรับคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม และแสดงให้เห็นว่าในประเด็นร่วมสมัยต่างๆ พรรคได้มองไปข้างหน้า ทั้งเรื่องการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้มีความยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเข้าใจในมิติปัญหาที่แตกต่างกันของคนแต่ละรุ่นที่มีทั้งความคาดหวังและแนวคิดที่หลากหลาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า จากสภาพการณ์ที่พรรคสามารถตั้งหลักได้ในปัจจุบัน หากพรรคแสดงให้เห็นว่าสามารถเป็นตัวเลือกที่ดีและดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามารับไม้ต่อได้ ก็จะช่วยให้พรรคเดินหน้าต่อไปได้
“ผมบอกคนในพรรคว่าเราต้องสร้างคนโดยเร็วที่สุด ผมอายุ 62 แล้ว มานั่งคิดแล้วก็ตกใจ ผมเป็นหัวหน้าพรรคครั้งแรกเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ตอนนี้ผมก็พยายามดึงคนเข้ามาสนับสนุนพรรคให้ได้มากที่สุด ผมกลับมาครั้งนี้ผมไม่ได้มองอนาคตตนเอง ผมมองว่าจะทำอย่างไรให้พรรคเดินไปสู่อนาคตได้” นายอภิสิทธิ์ ระบุ
สำหรับโครงสร้างและการกำหนดทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์มองว่า ทุกพรรคการเมืองในขณะนี้จำเป็นต้องย้อนกลับมาทบทวนว่าต้องการเป็นพรรคการเมืองรูปแบบใด ส่วนพรรคประชาธิปัตย์หากต้องการหยัดยืนในระยะยาว ก็ต้องเรียกกระแสความนิยมกลับมาให้ได้ ซึ่งวันนี้พรรคได้ตั้งหลักบนจุดยืนเรื่องการเมืองสุจริตอย่างชัดเจน เพราะหากปล่อยให้การเมืองหมุนกลับไปสู่ระบบอุปถัมภ์ บ้านเมืองก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ความท้าทายจึงอยู่ที่การฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อทำลายข้อจำกัดเหล่านี้ มากกว่าการมุ่งขยายขนาดของพรรคด้วยวิธีการดึงตัวบุคคลจากกลุ่มต่างๆ เข้ามา
สำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มองว่าพรรคมีโอกาสคว้าเก้าอี้ สส. ได้มากกว่าเดิม เนื่องจากผลงานการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาผู้สมัครติดข้อจำกัดทางด้านเวลา หากในการเลือกตั้งครั้งถัดไปผู้สมัครมีเวลาทำงานในพื้นที่และได้สร้างความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่มากขึ้น ก็มั่นใจได้ว่าพรรคจะมีโอกาสในการเติบโตขึ้นได้เช่นกัน




