News Logo
หน้าแรก
ทบ.ยุติกระจายเสียง 29 คลื่น AM/FM- กสทช.เห็นชอบตามคำขอ

ทบ.ยุติกระจายเสียง 29 คลื่น AM/FM- กสทช.เห็นชอบตามคำขอ

13 ก.ย. 2569 12:07
ผู้ชม 46 คน

กองทัพบกยุติส่งสัญญาณวิทยุ 29 คลื่น เอฟเอ็ม 1 เอเอ็ม 28 คลื่นก่อนหมดอายุปี 70 กสทช. เห็นชอบตามคำขอ อดีตรอง ผอ.ไทยพีบีเอสวิเคราะห์ต้นทุนสูง-ผู้ฟังลดลงคือปัจจัยหลัก ตั้งคำถามทิศทางภูมิทัศน์วิทยุไทยในอนาคต

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. หรือ Thai PBS) ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งถึงการยุติการออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงของกองทัพบก ในระบบ AM/FM จำนวนรวม 29 คลื่นความถี่ ประกอบด้วยคลื่นความถี่ในระบบเอฟเอ็มจำนวน 1 คลื่นความถี่ และระบบเอเอ็มจำนวน 28 คลื่นความถี่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เห็นชอบตามคำขอของกองทัพบก เพื่อยกเลิกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการก่อนวันที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดในวันที่ 3 เมษายน 2570

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำขอยกเลิกการใช้งานคลื่นความถี่และประกอบกิจการของกองทัพบก โดย กสทช. ได้เห็นชอบให้กองทัพบกยกเลิกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับการให้บริการกระจายเสียงประเภทกิจการบริการสาธารณะ และยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงประเภทกิจการบริการสาธารณะประเภทที่สอง ตามความในข้อ 25 ของประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ หรือให้รื้อถอน พ.ศ. 2555 และเนื่องจากกองทัพบกเป็นส่วนราชการตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 จึงได้รับการยกเว้นใบอนุญาตบางประการ

กสทช. ได้สั่งการให้กองทัพบกดําเนินการรื้อถอนสายอากาศและอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกอากาศให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน นับจากวันที่ได้รับความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่ และให้การมีไว้ครอบครอง การทำลาย หรือจำหน่ายจ่ายโอนเครื่องวิทยุคมนาคมและสายอากาศดังกล่าว ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เนื่องจากถือเป็นครุภัณฑ์หรือทรัพย์สินของกองทัพบก นอกจากนี้ กองทัพบกยังคงต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีจนถึงวันที่ยกเลิกการประกอบกิจการ ภายใน 60 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ยกเลิกการประกอบกิจการ และได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ส่วนภูมิภาค ดำเนินการตรวจสอบและติดตามการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมาย

ต้นทุนสูงและผู้ฟังลดลงคือปัจจัยหลัก

นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการยุติการออกอากาศ โดยเฉพาะคลื่นเอเอ็มจำนวนมากถึง 28 คลื่น เนื่องจากคลื่นเอเอ็มแม้จะมีข้อได้เปรียบในเรื่องของการครอบคลุมพื้นที่ออกอากาศที่กว้างขวาง แต่สถานีส่งกำลังสูงมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูง ทั้งด้านพลังงานไฟฟ้า การบำรุงรักษาระบบสายอากาศ และพื้นที่สถานีส่ง ส่งผลให้เกิดคำถามเชิงเศรษฐศาสตร์ของการแพร่ภาพในยุคปัจจุบันว่า "เรากำลังใช้ต้นทุนเท่าไรเพื่อเข้าถึงผู้ฟังที่ยังเหลืออยู่?" ซึ่งเป็นแนวคิดเรื่อง Cost per Listener หรือต้นทุนต่อผู้ฟังหนึ่งคน โดยเมื่อจำนวนผู้ฟังลดลงอย่างมาก ต้นทุนต่อผู้ฟังหนึ่งคนจะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้ต้นทุนการส่งสัญญาณจะเท่าเดิม ซึ่งสะท้อนถึง Transmission Economics ของ Linear Radio ในยุค Platform Media ที่พฤติกรรมผู้ฟังเปลี่ยนไปสู่การรับฟังแบบ On-demand ผ่านสมาร์ทโฟนและแพลตฟอร์มต่าง ๆ

นายอนุพงษ์กล่าวต่อว่าคาดการณ์ว่าการคืนคลื่นความถี่ของกองทัพบกในครั้งนี้ อาจเป็นการ "Early Exit" หรือการยุติก่อนกำหนด เนื่องจากใบอนุญาตของสถานีวิทยุหลักประเภทบริการสาธารณะของส่วนราชการจำนวน 382 สถานีทั่วประเทศ จะสิ้นสุดพร้อมกันในวันที่ 3 เมษายน 2570 แบ่งเป็นคลื่นเอฟเอ็ม 237 สถานี และเอเอ็ม 145 สถานี

“การยุติการออกอากาศของ 29 คลื่นความถี่ของกองทัพบก จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ เมื่อครั้งอดีต คลื่นความถี่ถือเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีคุณค่ามหาศาล ทั้งทางความมั่นคง ธุรกิจ และวัฒนธรรม แต่ในปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้ฟังที่เปลี่ยนไป ทำให้สินทรัพย์บางส่วนที่ครั้งหนึ่งมีค่าอาจกำลังกลายเป็น Stranded Asset หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงอยู่ แต่คุณค่าจากการใช้งานลดลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงจุดจบของสถานีวิทยุของหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่าสำหรับผู้กำกับดูแลว่า "ประเทศไทยยังต้องการ AM/FM Terrestrial Infrastructure ในขนาดเดิมหรือไม่?" และ "หลังวันที่ 3 เมษายน 2570 ประเทศไทยต้องการ Radio Landscape แบบใด?” นายอนุพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ราชกิจจาฯ ประกาศปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร
ราชกิจจาฯ ประกาศปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร