'ชัชชาติ' แจง หลัง ปชป.แถลงข้อพิรุธ จัดจ้างปี 68-69 แบบเจาะจงสูงถึง 92.8% ยืนยันทำตามระเบียบราชการที่กำหนด เน้นย้ำนโยบายเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบ หวังป้องกัน “ล็อคสเปค” ระบุปัญหาบัตรทอง-ใบส่งตัวผู้ป่วยเป็นเรื่องที่ สปสช. ต้องทบทวน ส่วน กทม. มุ่งขยายศักยภาพบริการสาธารณสุข เดินหน้าแผนพัฒนาเมือง “Mega Block” อย่างต่อเนื่อง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ในช่วงบ่าย นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่เขตดุสิต ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในหลายประเด็น รวมถึงประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. มีการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงสูงถึง 92.8% และโครงการส่วนใหญ่มีวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท

ปชป.แถลงพิรุธจัดจ้าง กทม. 68-69 พบเจาะจง 90%หวั่นย่อยสัญญาเลี่ยงประมูล
โดยนายชัชชาติชี้แจงว่าการจัดซื้อดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามระเบียบราชการที่กำหนดไว้ ซึ่งหากโครงการมีวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาท ไม่จำเป็นต้องจัดซื้อด้วยวิธี E-auctionหรือการประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ และสามารถใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติของทางราชการ อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีการ "ซอยย่อยโครงการ" เพื่อหลีกเลี่ยงระเบียบจริง ก็ถือเป็นข้อผิดพลาดที่ต้องตรวจสอบ และหากฝ่ายการเมืองเห็นว่าระเบียบปัจจุบันมีปัญหา ก็ควรระบุโครงการที่ชัดเจน หรืออาจต้องพิจารณาแก้กฎหมายเพื่อปรับลดวงเงินที่ต้องประมูลลง
ในส่วนของข้อกังวลเรื่อง "ล็อคสเปค" นายชัชชาติกล่าวย้ำว่า กทม. ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ โดยแนวทางที่ดีที่สุดคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบและทำประชาพิจารณ์ได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมา กทม. ได้ปรับปรุงให้การค้นหาเอกสารร่างขอบเขตงานหรือ TOR (Terms of Reference) บนเว็บไซต์เป็นเรื่องง่าย เพื่อให้ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างมีความชัดเจน ประชาชนและผู้ที่อยู่ในวงการสามารถช่วยกันทักท้วงหากพบการล็อคสเปค ทำให้การล็อคสเปคทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ในอนาคตมีนโยบายเชิงรุกที่จะส่ง TOR ของโครงการขนาดใหญ่ให้หน่วยงานวิชาชีพและสมาคมต่างๆ เข้ามาช่วยให้ความเห็นเพื่อตรวจสอบ
ด้าน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็น "Open Data" ว่า ปัจจุบันข้อมูลทั่วไปอยู่ในแผนความเสี่ยง Risk Map ส่วนข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างนั้นต้องขอจากกรมบัญชีกลางเป็นครั้งๆ ซึ่ง กทม. กำลังทำข้อตกลงกับกรมบัญชีกลางเพื่อขอคัดลอกข้อมูล พื่อให้สามารถเปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างได้ 100% สอดคล้องกับนโยบาย "Open Bangkok" ที่เน้นการเปิดเผยข้อมูล สัญญา โครงการ และนโยบาย พร้อมกันนี้ ยังมีแนวคิดที่จะนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการตั้งงบประมาณ เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น
นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า การปรับเปลี่ยนจากระบบ analog มาเป็น digital ต้องใช้เวลา แต่เชื่อว่าเป็นก้าวสำคัญ และหวังว่าผู้ว่าฯ คนใหม่จะสานต่อนโยบายเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุด พร้อมย้ำว่าปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่ปัญหาเฉพาะ กทม. แต่เป็นปัญหาใหญ่ของระบบราชการไทย ที่อาจสะท้อนปัญหาในระดับประเทศ หากมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ก็จะเป็นโอกาสในการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงระเบียบต่างๆ ทั่วประเทศให้มีความโปร่งใสยิ่งขึ้น
เดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุข กทม. ควบคู่แก้ปมบัตรทองที่ สปสช. รับผิดชอบ
นายชัชชาติกล่าวถึงปัญหาสาธารณสุขใน กทม. โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้บัตรทองกว่า 3.6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ กทม. รับผิดชอบประมาณ 1 ล้านคนผ่านศูนย์สาธารณสุขและโรงพยาบาล ส่วนอีก 2 ล้านคนอยู่ภายใต้คลินิกชุมชนอบอุ่น ปัญหาสำคัญคือกรณีที่คนไข้บัตรทองไม่สามารถรับใบส่งตัวไปโรงพยาบาลระดับสูงขึ้นได้ เนื่องจากคลินิกปฐมภูมิต้องตามไปจ่ายค่าบริการ 800 บาทต่อหัว ทำให้คลินิกบางแห่งปฏิเสธการส่งตัว ซึ่งปัญหานี้เกิดจากแนวทางที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กำหนด ไม่ใช่ปัญหาจากการบริหารจัดการของ กทม. โดยตรง
แนวทางการแก้ไขของ กทม. คือการขยายขีดความสามารถในการรองรับการดูแลสุขภาพปฐมภูมิจาก 1 ล้านคนเป็น 1.3 ล้านคน การสร้างโรงพยาบาลใหม่ 4 แห่ง และขยายเตียงเพิ่มอีก 2,000 เตียง เพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่เข้มแข็ง เช่น "ดุสิตโมเดล" ที่โรงพยาบาลวชิระเป็น "ยานแม่" และศูนย์สาธารณสุขเป็น "ยานลูก" โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยแบบออนไลน์ ลดการใช้แฟ้มประวัติ และตั้งเป้าลดเวลารอพบแพทย์สำหรับผู้ที่นัดล่วงหน้าให้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง พร้อมพัฒนาบริการโทรเวชกรรม (telemedicine) และตั้งศูนย์ตามศูนย์การค้าต่างๆ รวมถึงการตรวจสุขภาพเชิงรุกตั้งเป้า 2 ล้านคน และขยายบริการทำฟันในทุกศูนย์สาธารณสุข
นอกจากนี้ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.อีกรายหนึ่ง ได้กล่าวเสริมถึงการจัดตั้ง Primary Care Unit (PCU) ของโรงพยาบาลในสังกัด กทม. เช่น โรงพยาบาลวชิระ ที่ทำหน้าที่เหมือนศูนย์บริการสาธารณสุข แต่สามารถรับบัตรทองได้โดยตรง ลดปัญหาเรื่องใบส่งตัวและส่งต่อผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลได้โดยตรง โดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยเบาหวาน พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของอาสาสมัครสาธารณสุขและฉุกเฉินในการดูแลสุขภาพชุมชน
นายชัชชาติยืนยันว่า กทม. ไม่ได้ละเลยการพัฒนาสาธารณสุข แต่ได้ขยายศูนย์สุขภาพและให้บริการอย่างต่อเนื่อง การรับภาระดูแลผู้ป่วยจากคลินิกชุมชนอบอุ่นที่ถูกยกเลิกไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการเตรียมบุคลากรและสถานที่ อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติเชื่อมั่นว่านโยบายที่ทำมามีแผนชัดเจนและจะทำต่อไป
ความคืบหน้านโยบายอื่นๆ และแผนพัฒนาเมือง
ในประเด็นตั๋วร่วมรถไฟฟ้า นายชัชชาติกล่าวว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดของพรรคภูมิใจไทยที่เสนออัตราค่าโดยสาร 17-45 บาท แต่ตั้งข้อสังเกตถึงเงื่อนไขสัญญาสัมปทานและผู้รับผิดชอบส่วนต่าง หากมีการเก็บค่าโดยสารต่ำกว่าที่กำหนด พร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งผลักดันเรื่องนี้โดยเร็ว
สำหรับการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะตามข้อเสนอของนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส..พรรคประชาชน นายชัชชาติระบุว่า กทม. มีฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและทรัพย์สินสาธารณะอยู่แล้ว เช่น ถนน บ่อขุดของการไฟฟ้า ผู้รับผิดชอบ รวมถึงข้อมูลผู้ป่วยติดเตียง ถังดับเพลิง และอาคารที่ต้องตรวจสอบ ซึ่งกำลังพัฒนาให้เป็น Digital Twin เพื่อใช้ในการบริหารจัดการและรับมือเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงแนวคิด "Mega Block" ที่จะแบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็นบล็อกย่อยๆ ประมาณ 1-1.5 ตารางกิโลเมตร เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การคมนาคม และสาธารณูปโภคในแต่ละบล็อกอย่างครบวงจร โดยมีเป้าหมาย 425 บล็อก ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของ กทม. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ในตัวเมืองเท่านั้น โดยระบุว่าแนวคิดนี้จะช่วยให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นนโยบายที่หลายเมืองทั่วโลกใช้กัน
หมายเหตุ: รูปพาดหัวข่าวจาก The Reporter




