News Logo
หน้าแรก
'หมอวรงค์' จี้ยกเลิก TOR TH-AI Passport พา 10 ขรก.ไปเที่ยวดูงาน

'หมอวรงค์' จี้ยกเลิก TOR TH-AI Passport พา 10 ขรก.ไปเที่ยวดูงาน

1 ก.ค. 2569 13:32
ผู้ชม 33 คน

"หมอวรงค์" เปิดโปงงบประมาณปี 70 โครงการ TH-AI Passport ส่อทุจริต ซัดล็อกสเปค ระบุเป็นขั้นต่ำ เอกชนต้องเอาโครงการขึ้นจอร้านสะดวกซื้อ จี้ยกเลิก TOR ใช้งบหลวงพา ขรก.ไม่น้อยกว่า 10 คนเที่ยว เหตุรับไม่ได้เพราะนายกฯบอกเองไม่มีดูงานแล้ว

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการอภิปรายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยมีผู้อภิปรายคือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ที่ได้ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นความพิรุธของโครงการปัญญาประดิษฐ์ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) การอภิปรายของ นพ.วรงค์ เต็มไปด้วยความเข้มข้น และมีการปะทะคารมกับ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลที่ลุกขึ้นประท้วงหลายครั้งตลอดระยะเวลาการอภิปราย ทำให้บรรยากาศการประชุมสภาเป็นไปอย่างดุเดือด นพ.วรงค์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเอื้อประโยชน์และการล็อกสเปคในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าว ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องการสื่อสารต่อรัฐบาลและประชาชน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยปลอดจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังได้ขยายประเด็นไปถึงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา และปัญหาการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน

เจตนารมณ์ต่อต้านทุจริต: มองสถานการณ์ CPI และเป้าหมายที่ท้าทายของรัฐบาล

นพ.วรงค์ ได้เริ่มต้นการอภิปรายโดยชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยอ้างอิงถึงเอกสารงบประมาณฉบับที่ 4 ซึ่งเป็นงบประมาณในเชิงบูรณาการ และเน้นย้ำถึงประเด็นยุทธศาสตร์ในการปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการอภิปรายครั้งนี้ ท่านได้แสดงความชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีที่กล้าหาญในการวางเป้าหมายอันสูงส่งในแผนแม่บทการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยจะต้องปลอดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีดัชนีชี้วัดการรับรู้การทุจริตของชาติ (Corruption Perception Index หรือ CPI) อยู่ในอันดับไม่เกิน 43 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอย่างมาก

ทว่า นพ.วรงค์ ได้นำเสนอความเป็นจริงที่แตกต่างจากเป้าหมายดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า "ดัชนี CPI หรือ Corruption Perception Index เราอันดับ 116 เราต้องกระโดดมาเยอะมากฮะ จาก 116 มาอยู่ที่ 43 ในขณะที่ทางรัฐบาลน่ะตั้งเป้าคะแนนไม่น้อยกว่า 57 คะแนน ทั้งๆ ที่ขณะนี้เราได้คะแนน 33 คะแนน" ท่านจึงได้ให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีอย่างจริงจัง เพราะมีความเชื่อมั่นว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นปัญหาระดับสถาบันของชาติที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน จะต้องร่วมมือกันแก้ไข และยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานต่อต้านการทุจริตขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นพ.วรงค์ ก็ยืนยันที่จะสนับสนุนเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ แต่ทว่า เพื่อให้การผลักดันดัชนี CPI ของประเทศไปสู่จุดที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมให้คลี่คลาย เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความกังวลใจ

เปิดปม TH-AI Passport: ข้อสงสัยการเอื้อประโยชน์และล็อกสเปค

นพ.วรงค์ ได้พุ่งเป้าไปที่โครงการ TH-AI Passport ซึ่งระบุว่ายังคงเป็นประเด็นที่สังคมและตนเองยังคงสงสัย โดยย้อนถึงการอภิปรายของ สส.ซีกรัฐบาลเมื่อสองวันที่ผ่านมา ที่ได้พยายามชี้แจงว่าโครงการนี้ไม่มีการทุจริต ไม่มีการล็อกสเปค การโฆษณาผ่านจอร้านสะดวกซื้อใครๆ ก็สามารถทำได้ และมีการปรับการจ่ายเงินเป็นรายเดือน โดยคำนวณจากผู้ใช้ 1 ล้านคน จะใช้งบประมาณประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ 1,621 ล้านบาทตามที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ

"ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าผมขออนุญาตเสนอมุมเห็นต่าง ซึ่งเป็นข้อสงสัยของผมเองและถ้ารัฐบาลคิดว่าผมเข้าใจบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง ผมยินดีที่จะรับฟัง เพราะผมคิดว่าเราช่วยกัน ที่จะทำให้ประเทศเราปลอดคอร์รัปชัน" นพ.วรงค์ กล่าวและระบุว่าประเด็นที่เพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลมองว่าไม่มีการเอื้อประโยชน์ ไม่มีการล็อกสเปค เพราะใครๆ ก็ทำได้ โดยเฉพาะนักโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้น เป็นมุมมองที่แตกต่าง ซึ่ง นพ.วรงค์ ต้องการความเข้าใจที่ตรงกันจากทุกฝ่าย

ประเด็นที่ นพ.วรงค์ กล่าวว่ากังวลใจที่สุดคือเงื่อนไขในทีโออาร์ (TOR) ข้อ 5.2 ที่ระบุถึง "การประชาสัมพันธ์ จอ 6,000 จุด กับ 1,500 สาขาร้านสะดวกซื้อ"   ซึ่งสิ่งที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีนัยยะสำคัญว่า "บังเอิญการบริหารจอ ที่แม้จะเป็นที่ 7-11  ปรากฏว่า จอนี้มันถูกกำหนดหรือถูกบริหารโดยบริษัทเอกชนบริษัทนึง ซึ่งคือ บริษัท แพลนบี ทุกคนรับรู้ดี ซึ่งเขาระบุไว้ในเว็บไซต์เขาชัดเจนว่า บริษัทเขา..."

ณ จุดนี้ นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงตามข้อ 9 ของข้อบังคับการประชุม โดยกล่าวว่า " เรื่อง TH-AI Passport ทราบว่าใช้เงินของกองทุน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณปี 70 ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้นะครับ" พร้อมขอให้ประธานวินิจฉัย และชี้ว่าผู้อภิปรายพยายามนำเรื่องนี้มาอภิปรายผิดวาระหลายครั้งแล้ว

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานในที่ประชุมได้วินิจฉัยว่า "ถึงแม้ว่าเป็นเงินกองทุน แต่ก็เป็นเงินของรัฐบาล เป็นเงินของรัฐ  อย่างเมื่อวานนี้ก็มีหลายการพูดประเด็นนี้มาที่ประชุมก็อนุญาตให้อภิปราย ฉะนั้นให้ฟังไปก่อน"

นพ.วรงค์ ได้กล่าวต่อหลังการวินิจฉัย โดยยอมรับที่จะถอนชื่อบริษัทที่เอ่ยถึง เพื่อให้เป็นไปตามคำแนะนำของประธาน โดยกล่าวเพียงว่าเป็น "บริษัทแห่งหนึ่ง ที่เขาระบุไว้ชัดเจนว่าเขามีการให้บริการสื่อโฆษณาภายในร้านสะดวกซื้อ ที่เป็นร้านสะดวกซื้อใหญ่บริษัทหนึ่ง ที่มีจออยู่ประมาณหมื่น 4,000 จอ และก็สาขาประมาณ 2,000 สาขา"

สส.พรรคไทยภักดี กล่าวว่าในเมื่อมีอยู่บริษัทหนึ่งเป็นผู้ให้บริการจอพวกนี้มีแค่บริษัทเดียวเพราะร้านสะดวกซื้อร้านอื่นอื่นๆ มันไม่มีองค์ประกอบที่ครบตามที่ทีโออาร์ของโครงการนี้กำหนดไว้" และระบุถึงความเชื่อมโยงว่า "ผู้บริหารของบริษัทนี้ กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญของบริษัทที่ไปประมูลโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แล้วยังมีนาย พ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ตนเอ่ย ไปเป็นหุ้นส่วนสำคัญอีกคนหนึ่ง และไปประมูลโครงการ TH-AI Passport นี่จึงเป็นปัญหาทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เอื้อประโยชน์กันหรือไม่ มีข้อสงสัยว่ามันมีการล็อกสเปคหรือไม่

นพ.วรงค์ ย้ำว่านี่คือประเด็นสำคัญ เพราะถ้าเป็นโฆษณาทั่วไปก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อผู้มีอำนาจเพียงเจ้าเดียวกลับไปมีส่วนร่วมในการประมูลของรัฐด้วย จึงทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์และการล็อกสเปค

ยืนยัน TOR บังคับว่าต้องเอาขึ้นจอ

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า "ต้องการจะสื่อสารไปยังประธาน ไปถึงนายกรัฐมนตรีว่าในเมื่อรัฐบาลประกาศไว้ชัดเจนว่าจะให้ Corruption Perception Index ของประเทศเราลดลงมาในอันดับที่ดีมาก แล้วมันอยู่ในยุทธศาสตร์ แม้นายกรัฐมนตรีจะใช้งบประมาณไม่เยอะแต่ตนคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี และตนก็มีข้อสงสัยถ้าสามารถเคลียร์ให้เข้าใจได้ ก็เชื่อว่า CPI ปีหน้าของไทยดีขึ้นแน่นอน"

สส.พรรคไทยภักดีได้กล่าวถึงข้อสงสัยว่ามีการเอื้อประโยชน์ แม้ปลัดกระทรวงดีอีจะบอกว่าการโฆษณาผ่านร้านสะดวกซื้อไม่ได้มีการบังคับ แต่ นพ.วรงค์ ยืนยันว่า "ไม่จริง เพราะผมต้องขออนุญาตเรียนตรงๆ แล้วว่ามันอยู่ในทีโออาร์ ทีโออาร์กำหนดไว้ชัดเจนว่าจอพวกนี้เนี่ยจะต้องดำเนินการขั้นต่ำก็คือมันเป็นสภาพบังคับ" และจอเหล่านี้ยังถูกเชื่อมโยงใน TOR ข้อที่ 8 เรื่องการชำระเงิน หากไม่มีจอ ก็ไม่สามารถได้รับการชำระเงินได้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจอเหล่านี้

นพ.วรงค์ ชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังขัดแย้งเรื่องนี้ โดยกล่าวถึงการเสนอทางออกของรัฐบาลที่จะให้จับจ่ายโครงการเป็นรายเดือนว่า "แม้จะให้ชำระเป็นรายเดือนก็จริงอยู่ แต่อย่าลืมว่าทีโออาร์ที่กำหนดมามันกำหนดมาชำระเป็นรายงวด มันแบ่งเป็น 5 งวด งวดละ 20% ดังนั้นการที่มาชำระเป็นรายเดือน มันจะย้อนแย้งกับ TOR มันมีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย ท่านจะเดินหน้าต่ออย่างนี้ได้เหรอ เพราะมันมีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย"

สส.พรรคไทยภักดียังเตือนด้วยว่า "ประชาชนและพวกเราสงสัยว่ามันมีการเอื้อประโยชน์ ท่านเอาการเอื้อประโยชน์ มาสุดท้ายท่านมาแก้ตอนหลังนะ มันไม่ได้ช่วยนะ"

นพ.วรงค์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่หลายฝ่ายพยายามบ่งบอกว่า การโฆษณา 900,000 บาทนั้นไม่เยอะ แต่ข้อสงสัยคือ "ท่านเอา 900,000 บาท มาล็อกสเปคหรือมาเอื้อประโยชน์เพื่อ 1,621 ล้านบาทหรือไม่" และย้ำว่าต้องการฟังคำชี้แจงจากรัฐมนตรีให้กระจ่าง เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าได้ หากมีการกระทำที่ขัดต่อ TOR ก็อาจนำไปสู่ความผิดกฎหมายได้

ข้อเสนอแนะให้ยกเลิกโครงการ และความพิรุธของ "ทริปดูงาน"

นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความพิรุธใน TOR ข้อ 4.4.1.4 ที่ระบุให้โครงการ "จัดให้เจ้าหน้าที่ไปดูงานที่สถานที่จริงของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ไม่น้อยกว่า 10 คน" โดยกล่าวว่า "ถ้าผมพูดภาษาแบบชาวบ้านก็คือเหมือนกับว่าเอาเจ้าหน้าที่ไม่น้อยกว่า 10 คนไปเที่ยว ผมอยากจะกราบเรียนนะว่ายุคนี้ยังมีอีกหรอที่จะพาราชการไปเที่ยว นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนที่ไม่ให้ส่วนราชการต่างๆ ไปทัศนศึกษาหรือไปดูงานต่างประเทศ แต่นี่ไปแฝงเอาเงินภาษีประชาชนไปแฝงที่เอกชนและให้เอกชนพาไปเที่ยว" โดยเสนอให้ยกเลิกข้อกำหนดนี้ใน TOR ใหม่ หากโครงการไปต่อไม่ได้ เพราะรับไม่ได้จริง ๆ กับการพาเจ้าหน้าที่ไปเที่ยวเช่นนี้

นพ.วรงค์ ย้ำว่าตนไม่มีอะไรกับรัฐบาลชุดนี้ แต่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาในฐานะฝ่ายค้าน และจะตรวจสอบทุกรัฐบาลที่ทำโครงการในลักษณะนี้

 "ผมชื่อว่าถ้าท่านฟังผม ผมว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ แต่ถ้าท่านไม่ฟังผมช่วยไม่ได้ครับ" นพ.วรงค์กล่าวทิ้งท้าย

ย้ำจุดยืนยกเลิกจ่ายบำนาญ สส.

นพ.วรงค์ ยังอภิปรายถึงการเสนอของบประมาณให้กับกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยในปีงบประมาณ 2570 ขอจัดสรร 294 ล้านบาท เพื่อจ่ายบำนาญและสวัสดิการให้ สส. และ สว. โดยในปี2569 ใช้งบประมาณจำนวน 420 ล้านบาท ทั้งนี้มีรายงานคาดการณ์ ปี69 จะใช้เงินสูงถึง 941 ล้านบาท ขณะที่มีการสมทบจากสมาชิกรัฐสภา เพียงปีละ 29.4ล้านบาท ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงถึง เกือบ 30 เท่า ซึ่งตนมองว่าเอาเปรียบประชาชนและในปีงบประมาณ 2570 ตนเชื่อว่าจะเกิดปัญหากองทุนติดลบ โดยปี2570 ตั้งงบไว้ 294 ล้านบาท เท่ากับจะติดลบกว่า 645ล้านบาท

“การแก้ปัญหาอาจต้องของบกลาง แม้รัฐบาลตั้งงบกลางไว้ 9 แสนล้านบาท แต่เพื่อช่วยเหลือประชาชนเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน มีภัยพิบัติ ซึ่งงบกลางไม่ได้ตั้งไว้เพื่อช่วยเหลือนักการเมือง ด้วยหลักคิดและเหตุผลของการตั้งกองทุน แต่จากระบบบัญชีไปต่อลำบาก ผมขอเรียกร้องให้เสียสละ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่เบียดเบียนภาษีประชาชน”นพ.วรงค์ อภิปราย

นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ในปีงบประมาณ 2570 หน่วยงานรัฐสภา โดยสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เสนอจัดสรร 5,087 ล้านบาท ซึ่งรวมเป็นเงินเดือน สส. เงินเดือนผู้ช่วย สส. ทั้ง8 คน ทั้งนี้มีข้อเรียกร้องจากนักวิชาการให้รู้จักพอดีต่อการใช้เงินภาษีของประชาชนและประหยัดเพื่อให้เกิดการยอมรับ โดยจากการตรวจสอบของตนพบว่ามีสส.บางคนตั้งผู้ช่วยสส.ไม่เกิน 3 คน แต่ตนขอฝากให้พิจารณาด้วยว่าเวทีของผู้ทรงเกียติ เป็นผู้แทนประชาชน ต้องเป็นเวทีปกป้องประโยชน์ของประชาชนไม่ใช่ประโยชน์ของนักการเมือง

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
อภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอกราช' แฉ รมว.กห.บล็อกเรือฟริเกต มาตรฐานนาโตเอื้อทุนสีน้ำเงิน
'เอกราช' แฉ รมว.กห.บล็อกเรือฟริเกต มาตรฐานนาโตเอื้อทุนสีน้ำเงิน