มท.3 ยัน รัฐบาลเอาจริงสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่น "ไม่มีละเว้น" ทุกขั้นตอน – ชี้ตั้งคณะทำงานอิสระก่อนสอบ ย้ำอีกถ้ารัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหา ก็คงไม่ตั้ง MOU ระหว่างหน่วยงานตรวจสอบตั้งแต่ปี 67 แล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานว่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ได้ขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เพื่อตอบข้อซักถามและคลายข้อกังวลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านได้กล่าวพาดพิงถึงความไม่จริงจังของรัฐบาลในการตรวจสอบและดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความคลางแคลงใจแก่สาธารณชนในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยนายวรศิษฏ์ได้ยืนยันถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลในการดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา และประกาศกร้าวว่าจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำผิดในทุกระดับชั้นอย่างเด็ดขาด
นายวรศิษฎ์ได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลอาจไม่ได้เอาจริงเอาจังในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และสุดท้ายอาจกลายเป็นเพียง "มวยล้มต้มคนดู" ที่จะเงียบหายไปจากกระแสสังคมเมื่อประชาชนเลิกให้ความสนใจ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ยืนกรานว่า ข้อเท็จจริงนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่ถูกกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลมีความตั้งใจจริงและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม และไม่ได้เพิ่งจะตื่นตัวเมื่อมีกระแสข่าวหรือข้อร้องเรียนเข้ามา หากแต่ได้มีการเตรียมการและวางมาตรการป้องกันไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการสอบเสียด้วยซ้ำไป เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและเจตจำนงในการธำรงไว้ซึ่งความสุจริตและยุติธรรมในการคัดเลือกบุคลากรเข้ารับราชการ
จุดเริ่มต้นความมุ่งมั่น: มาตรการเชิงรุกก่อนการสอบ
นายวรศิษฎ์ได้ย้อนลำดับเหตุการณ์ไปถึงช่วงปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการร้องเรียนและข้อมูลเกี่ยวกับการแอบอ้างว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งสามารถเรียกรับเงินจากผู้สมัคร เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้สามารถสอบบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ เมื่อทราบถึงข้อมูลดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ในขณะนั้น ได้ตระหนักถึงความสำคัญและความร้ายแรงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จึงมิได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันที เพื่อหาแนวทางในการตรวจสอบและป้องกันมิให้การทุจริตเกิดขึ้นหรือขยายวงกว้างจนยากแก่การควบคุม
ผลจากการประชุมดังกล่าว นำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานภาคีตรวจสอบขึ้นมาอย่างเร่งด่วน โดยมิได้จำกัดอยู่เพียงหน่วยงานภายในกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ได้มีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ 5 หน่วยงานอิสระ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงบทบาทในการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริต ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) รวมไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดสอบโดยตรง เพื่อให้หน่วยงานอิสระเหล่านี้สามารถเข้าไปสังเกตการณ์ ตรวจสอบ และติดตามกระบวนการสอบครั้งนี้ได้อย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน นับตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งแล้วเสร็จ
นายวรศิษฎ์เน้นย้ำว่า การดำเนินการเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนการสอบจะเริ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ต้องการป้องกันการทุจริตอย่างแท้จริง และไม่ได้มีเจตนาที่จะปล่อยปละละเลยหรือเพิกเฉยต่อปัญหาแต่อย่างใด
ความคืบหน้าการตรวจสอบ: คดีซับซ้อนแต่ไร้การละเว้น
ในส่วนของความคืบหน้าปัจจุบัน นายวรศิษฎ์ได้ชี้แจงว่า กระบวนการทั้งหมดกำลังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและรอบด้าน แม้จะมีการกล่าวถึงว่ามีการพบเบาะแสหรือหลักฐานบางอย่าง แต่ก็ยังไม่มีการจับกุมผู้กระทำผิดได้ทั้งหมด ทำให้หลายฝ่ายเกิดข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพในการทำงาน อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ขอทำความเข้าใจกับสมาชิกและสาธารณชนว่า กรณีการทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นนี้ ถือเป็นคดีที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากที่อาจเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกัน การทำงานของการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงไม่สามารถกระทำได้อย่างลวกๆ หรือเร่งรัดจนขาดความรอบคอบได้
จำเป็นอย่างยิ่งที่คณะทำงานจะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และที่สำคัญคือต้องมีการขยายผลการสอบสวนอย่างเป็นระบบ เพื่อสาวไปให้ถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าผู้นั้นจะมีบทบาทหรือตำแหน่งใดก็ตาม นายวรศิษฎ์ได้ย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงจุดยืนของรัฐบาลว่า "ไม่มีการละเว้น" ผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นคนรู้จัก ใครที่ไหน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอิทธิพลหรือไม่ก็ตาม การพิจารณาจะดำเนินการไปตามพฤติกรรมและหลักฐานที่ปรากฏ ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือการช่วยเหลือใดๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุดแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบและเพื่อผดุงไว้ซึ่งความโปร่งใสในระบบราชการ
ประเด็น TOR และหลักประกันความเป็นอิสระของการทำงาน
นอกจากประเด็นเรื่องการทุจริตโดยตรงแล้ว ยังมีสมาชิกบางท่านได้ตั้งข้อสังเกตและกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดและขอบเขตงาน (TOR) ของการจัดสอบ ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่หรือเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตได้ นายวรศิษฎ์ได้รับทราบข้อสังเกตนี้และได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในประเด็นเรื่อง TOR นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังให้ความสำคัญและอยู่ในระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและปราศจากข้อครหา
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวทิ้งท้ายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ผู้ที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครถูกใครผิดในเรื่องนี้ ไม่ใช่ตัวของท่านเอง ไม่ใช่รัฐบาล และไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะทำงานและทีมตรวจสอบที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือทีมตรวจสอบนี้จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา มีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ ปราศจากการเมืองและการแทรกแซงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด
นายวรศิษฎ์ย้ำว่า หากรัฐบาลไม่มีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาหรือไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานและทำ MOU กับหน่วยงานอิสระหลายหน่วยงานเข้ามาสังเกตการณ์การสอบอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรก การทำเช่นนั้นมีวัตถุประสงค์เดียวคือต้องการให้กระบวนการเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด และต้องการที่จะค้นหาความจริงเพื่อนำไปสู่การดำเนินงานอย่างเต็มที่และไม่มีการละเว้นผู้กระทำผิด เพื่อแถลงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพี่น้องประชาชนที่กำลังให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป.




