รมว.กห.แจงปมใช้งบ2.5 แสนล้าน ย้ำความมั่นคงคือรากฐานการพัฒนาประเทศ เผย 3 ยุทธศาสตร์หลัก: ป้องกันประเทศ-พัฒนากำลังพล-ช่วยเหลือประชาชน พร้อมเปิดนโยบายเรือฟริเกตลำที่ 2 ต้องโปร่งใส ยันไร้ทหารผี หากพบพร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวชี้แจงในการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณปี พ.ศ.2570 ประเด็นที่กระทรวงกลาโหมถูกพาดพิงว่าใช้จ่ายงบประมาณไม่โปร่งใส และการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ โดยยืนยันว่าตนเองเติบโตมาจากพื้นฐานทางการทหารอย่างแท้จริง ผ่านการเป็นผู้บังคับหน่วยมาทุกระดับ ไม่เคยมีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลดังที่ถูกพาดพิง และพร้อมชี้แจงให้สังคมทราบว่ากระทรวงกลาโหมใช้งบประมาณไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ กองทัพ และประชาชนอย่างไรบ้าง
สำหรับประเด็นเรื่องเรือฟริเกต พล.ท.อดุลย์ยืนยันว่าได้หารือกับผู้บัญชาการทหารเรือถึงนโยบายให้กองทัพเรือและประเทศชาติได้ประโยชน์สูงสุด และขอให้พิจารณาบริษัทที่จัดหาที่มีนโยบายซื้อสินค้าจากประเทศไทยเป็นการตอบแทน พร้อมทั้งชี้แจงสถานะงบประมาณของกองทัพเรือว่ามีความจำเป็นต้องคำนึงถึงภาระงบประมาณที่มีอยู่ หากจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 2 ภายในปีเดียวกัน อาจส่งผลให้งบประมาณติดลบได้ เนื่องจากกองทัพเรือได้รับจัดสรรงบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2570 แต่มีภาระงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง หากมีการใช้จ่ายงวดแรกสำหรับการจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 2 กว่า 1,700 ล้านบาท จะเหลืองบประมาณเพียง 1,383 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายงวดที่สองอีกกว่า 4,500 ล้านบาท และจะทำให้งบประมาณติดลบได้ แม้จะยืนยันในศักยภาพและความพร้อมรบของกองทัพเรือในปัจจุบันว่าอยู่ในระดับสูงแล้วก็ตาม แต่เรื่องนี้จะพิจารณาอีกครั้งในปีงบประมาณถัดไป หากสถานการณ์งบประมาณดีขึ้น
พล.ท.อดุลย์ ได้กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี พ.ศ.2570 ทั้งสิ้นกว่า 200,000 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณประจำประมาณ 150,000 กว่าล้านบาท และงบลงทุนประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 5.4% ของงบประมาณทั้งประเทศ หรือ 0.9% ของ GDP โดยงบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อจัดการกับภัยคุกคามรอบด้าน ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ การป้องกันประเทศและการเสริมสร้างความมั่นคง, การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมรบของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, และการช่วยเหลือประชาชนบรรเทาสาธารณภัย
ภารกิจหลักเพื่อความมั่นคงและประชาชน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ขยายความถึงการใช้งบประมาณในแต่ละกลุ่มอย่างละเอียดมีรายละเอียดแต่ละด้านดังนี้
การป้องกันประเทศและการเสริมสร้างความมั่นคง: งบประมาณส่วนนี้ใช้ในการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นหลัก ครอบคลุมการเตรียมกำลังทางอวกาศ ทางอากาศ ทางบก ทางทะเล และใต้ทะเล รวมถึงระบบสั่งการและบังคับบัญชาการรบในพื้นที่แบบการบริเวณชายแดน ซึ่งในมิติของการสู้รบปัจจุบันไม่ได้จำกัดแค่กำลังทางบกเท่านั้น แต่รวมถึงทุกมิติที่กล่าวมา นอกจากนี้ ยังจัดกำลังออกปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน 8 กองกำลัง เพื่อเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย อาชญากรรมข้ามชาติ และการปกครองในพื้นที่ชายแดนที่มีระยะทางทางบกรวมกว่า 5,600 กิโลเมตร และทางน้ำกว่า 300,000 กิโลเมตร โดยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วย 5 พันธกิจหลัก ได้แก่ การเฝ้าตรวจและป้องกันชายแดน, เสริมสร้างความมั่นคง, แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น, ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน, และบำบัดภารกิจในพื้นที่ล่อแหลมที่อาจเกิดผลกระทบต่อความมั่นคง พล.ท.อดลย์ย้ำว่ากำลังพลปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่ใช่ "ทหารผี" ตามที่ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์บริหารความมั่นคงบริเวณชายแดน (สปค.ชด.) ซึ่งเป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการอื่น เช่น จังหวัด อำเภอ กรมศุลกากร และ ตม. ในพื้นที่ชายแดน โดยมีผู้อำนวยการสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในการควบคุมและสั่งการ
การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมรบ: งบประมาณในส่วนนี้ใช้ในการพัฒนากำลังพล โดยเน้นการฝึกทหารใหม่ให้มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง สามารถปฏิเสธยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย พร้อมให้โอกาสด้านการศึกษาและฝึกอาชีพเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวหลังปลดประจำการ หรือโอกาสในการสมัครเป็นทหารอาสาในสัญญา 4 ปี เพื่อลดอัตรากำลังพลที่ต้องเกณฑ์ ซึ่งในปี 2569 มีผู้สมัครออนไลน์กว่า 22,000 คน และร้องขอในวันตรวจเลือกกว่า 20,000 คน นอกจากนี้ ยังมีการจัดฝึกเฉพาะหน้าที่ของแต่ละเหล่าทัพ การฝึกร่วมระหว่างกำลังทางบก ทางเรือ และทางอากาศ และการฝึกร่วมกับมิตรประเทศ เช่น Gold Cobra และ Cope Tiger เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้พร้อมรบและได้รับชัยชนะ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วจาก 2 ครั้งที่ผ่านมา และการจัดหายุทโธปกรณ์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม เพื่อดำรงสภาพความพร้อมรบ ขยายขีดความสามารถ และเสริมสร้างความทันสมัย เช่น จัดหากระสุน ซ่อมบำรุง และจัดหาวิศวกรรมที่ทันสมัยสำหรับการรบในอนาคต รวมถึงการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้มีน้ำไหล ไฟสว่าง ถนนดี และสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พล.ท.อดุลย์ได้ยกตัวอย่างการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ เช่น เรือฟริเกตลำที่ 1 ที่ต้องมีการวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเครื่องมือ ผลิตในประเทศไทย รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร และยังมีการพูดคุยเรื่องการจัดซื้อสินค้าจากไทยเป็นการตอบแทนจากประเทศคู่ค้าอีกด้วย
การช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย: ภารกิจนี้ไม่ได้ทำตามลำพัง แต่ทำงานร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีมณฑลทหารบกและหน่วยทหารกว่า 343 หน่วย ครอบคลุม 878 อำเภอทั่วประเทศ และ 50 เขตในกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 927-928 พื้นที่ ที่มีหน่วยรับผิดชอบชัดเจนพร้อมรับผิดชอบในการช่วยเหลือประชาชน ในปีที่ผ่านมาใช้กำลังพลกว่า 150,000 นาย ในการช่วยเหลือน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยมีการแจกจ่ายน้ำกว่า 15 ล้านลิตร นอกจากนี้ กองทัพอากาศยังส่งอากาศยานกว่า 1,500 เที่ยวบิน เพื่อช่วยดับไฟป่าและหมอกควันร่วมกับกรมอุทยานฯ และกระทรวงเกษตรฯ
ชี้แจงประเด็นร้อน: เรือดำน้ำ และ "ทหารผี"
พล.ท.อดุลย์ ได้กล่าวถึงประเด็นการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ที่ถูกตั้งคำถามว่า การจัดหาเรือดำน้ำเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ โดยเรือดำน้ำจะเข้ามาพร้อมเครื่องยนต์และสามารถใช้งานได้ภายในปี พ.ศ.2572 อย่างแน่นอน ไม่ต้องกังวลใจ และในประเด็นเรื่อง "ทหารผี" พล.ท.อดุลย์ ยืนยันหนักแน่นว่านโยบายของกระทรวงกลาโหมและผู้บังคับบัญชาทุกเหล่าทัพไม่มีเรื่อง "ทหารผี" หรือการบรรจุชื่อแต่ไม่มีตัวตน หากท่านใดมีข้อมูล ขอให้แจ้งตรงมายังตนเอง พร้อมที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง
พล.ท.อดุลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า "ความมั่นคงของชาติและอธิปไตยของชาติไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นในวันที่เกิดวิกฤต แต่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าเสมอ เพราะความมั่นคงและอธิปไตยของชาติคือรากฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน" การใช้งบประมาณของกระทรวงกลาโหมจึงเป็นการลงทุนเพื่อปกป้องประชาชน รักษาอธิปไตย สร้างพลังหนุนในเวทีระหว่างประเทศ สร้างอนาคตที่มั่นคงและมีศักดิ์ศรี เพื่อส่งต่อเกียรติภูมิให้คนรุ่นต่อไป.




