News Logo
หน้าแรก
‘วิโรจน์’ ขึ้นเบิกความปากแรกคดีอดีต 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ยันเจตนาสุจริต

‘วิโรจน์’ ขึ้นเบิกความปากแรกคดีอดีต 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ยันเจตนาสุจริต

3 พ.ย. 2569 16:05
ผู้ชม 22 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'วิโรจน์' ขึ้นเบิกความศาลคดีจริยธรรม 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปากแรก ยันยื่นแก้ไขมาตรา 112 ผ่านกระบวนการรอบคอบ ไม่ใช่เรื่องทำเอาสนุก ด้านทนายเผยเตรียมพยาน 60 ปาก นัดถัดไป 17 พ.ย. 'เบญจา-ส.ศิวรักษ์' จ่อขึ้นเบิกความ

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะพยานและผู้คัดค้านในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงกรณีเสนอแก้ไขมาตรา 112 ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าไต่สวนพยานปากแรกฝั่งผู้คัดค้านต่อศาล โดยระบุว่า วันนี้รู้สึกสบายใจที่ได้เล่าความจริงและเจตนารมณ์สุจริตให้ศาลฟัง ซึ่งศาลได้รับฟังด้วยความตั้งใจ 

“วันนี้ผมรู้สึกสบายใจมากนะ เพราะปกติผมพูดก็จะสบตาผู้ฟังด้วย จากปฎิกิริยาของศาล ผมรู้สึกดีมากๆ ที่ศาลท่านรับฟัง คำถามที่ศาลถามเป็นคำถามที่อยากทราบเป็นโอกาสที่ผมได้เล่าถึงเจตนาที่ดี ศาลก็สบตา พยักหน้าและรับฟัง” นายวิโรจน์กล่าว 

เมื่อถูกถามถึงการขึ้นเบิกความเป็นพยานผู้คัดค้านปากแรกว่า เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การต่อสู้คดีหรือไม่ นายวิโรจน์ชี้แจงว่า เป็นเรื่องของความพร้อม ไม่ใช่เทคนิคหรือกลยุทธ์แต่อย่างใด โดยระบุว่าตั้งแต่ชั้นการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตนเองก็เดินทางไปเป็นคนแรกเช่นกัน พร้อมกับยินดีที่ได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาล เนื่องจากเข้าร่วมการประชุมกับเพื่อน สส. มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น และเห็นถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ของทุกคน 

นายวิโรจน์ระบุอีกว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าพวกตนทำกันเอาสนุกหรือทำแบบสุกเอาเผากินนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นคงยื่นร่างกฎหมายไปนานแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องทบทวนหรือถกเถียงกันหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งในวันนี้ได้เบิกความต่อศาลใน 2 หลักการสำคัญ คือ พวกตนดำเนินงานด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และพยายามทำอย่างรอบคอบที่สุด 

เมื่อถูกถามถึงกรณีพยานฝ่ายผู้ร้องระบุว่า ในการประชุมพรรคมีผู้ไม่เห็นด้วยและถูกไม่ให้ลงสมัคร สส. ในนามพรรคนั้นมีความหนักใจหรือไม่ นายวิโรจน์ยืนยันว่าไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด โดยชี้ว่าเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมืองที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน พร้อมย้ำว่าทุกคนทำหน้าที่ด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองและต้องการใช้กลไกสภาคลี่คลายความขัดแย้ง

นายวิโรจน์ระบุเพิ่มเติมว่า แม้แนวทางและสาระสำคัญของกฎหมายที่แต่ละคนเสนอจะหลากหลาย จนเกิดการถกเถียงกัน แต่ที่ประชุมเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกทักท้วงได้ชี้แจงเสมอ หากยังมีข้อสงสัยก็กลับไปค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ และนำรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มาอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งแม้จะมีความเห็นแย้งเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่สุดท้ายพรรคมีข้อสรุปที่ทุกคนยอมรับร่วมกันเสมอ จึงไม่เข้าใจเจตนาของฝั่งผู้ร้อง

ด้าน นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความ ระบุว่า การไต่สวนในวันนี้มีพยานขึ้นเบิกความ 2 ปาก คือ นายวิโรจน์ และ รศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ ส่วนนัดไต่สวนครั้งถัดไปในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นการไต่สวน น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณราชประเพณีและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ฝั่งผู้คัดค้านได้เตรียมพยานไว้รวม 60 ปาก โดยในส่วนของ นายสุลักษณ์ต้องยื่นเสนอความเห็นต่อศาลก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลว่าจะอนุญาตให้เข้าเบิกความด้วยตนเองหรือไม่ ทั้งนี้ ฝ่ายทนายความเห็นว่าหากศาลอนุญาตให้เบิกความต่อหน้าจะช่วยให้การให้ข้อเท็จจริงมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่าพิจารณาผ่านเอกสาร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตัดอำนาจประธาน กมธ.แก้ทำงานซ้ำซ้อนหรือลดทอนการตรวจสอบของฝ่ายค้าน?
ตัดอำนาจประธาน กมธ.แก้ทำงานซ้ำซ้อนหรือลดทอนการตรวจสอบของฝ่ายค้าน?