BBC ตีข่าวกฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ไทย สร้างความกังวลหนัก แรงงานเมียนมานับล้านเสี่ยงถูกผลักดันกลับประเทศ หวั่นผู้ไม่มีเอกสารสิทธิ์คือกลุ่มเปราะบาง นักวิจารณ์ชี้ สุ่มเสี่ยงประเด็นสิทธิมนุษยชน กระทบชาวเมียนมาลี้ภัย
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวอ้างอิงสำนักข่าวบีบีซี ซึ่งรายงานข่าวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 เป็นภาษาเมียนมา ระบุถึงข้อกังวลเกี่ยวกับกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับการเนรเทศชาวต่างชาติในประเทศไทย ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจส่งผลทำให้แรงงานเมียนมาต้องถูกเนรเทศกลับประเทศ เนื้อหาระบุว่า
ประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้มีการเนรเทศชาวต่างชาติที่กระทำความผิดทางกฎหมายอย่างรวดเร็ว โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว กฎระเบียบใหม่นี้ระบุว่าชาวต่างชาติที่กระทำความผิด 6 ประเภทที่กำหนดไว้ (ในบทความต้นทางไม่ได้ระบุว่าคือความผิดอะไรบ้าง) จะถูกดำเนินการภายใต้ขั้นตอนการเนรเทศโดยเร็วที่สุด แม้ว่ารัฐบาลไทยจะระบุว่ากฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับใช้กับชาวต่างชาติทุกคนที่กระทำความผิดภายในประเทศ ไม่ได้มีเจาะจงที่ชนชาติใด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและนักวิจารณ์กลับตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยเกี่ยวกับเจตนารมณ์และความชอบธรรมของกฎหมายนี้ เนื่องจากกังวลว่าอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาหลายล้านคนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานอย่างผิดกฎหมาย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการพำนักอาศัยและเอกสารสิทธิ์
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยองค์กรภาคประชาสังคมและองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ได้รายงานข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงจำนวนแรงงานเมียนมาจำนวนมหาศาลที่อาจได้รับผลกระทบ ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมามากกว่า 4 ล้านคนอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงทั้งผู้ที่ลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือเอกสารไม่ครบถ้วน ตามข้อมูลของ IOM ณ วันที่ 1 มกราคม 2568 มีแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่ลงทะเบียนในประเทศไทยแล้วกว่า 2.27 ล้านคน อย่างไรก็ตาม IOM ประเมินว่า ณ เดือนกรกฎาคม 2567 แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาอย่างน้อย 1.7 ล้านคนยังคงอยู่ในสถานะที่ไม่เป็นทางการหรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ครบถ้วน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางอย่างยิ่งต่อกฎหมายฉบับใหม่นี้
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และมนุษยธรรมในเมียนมาที่เลวร้ายลง รวมถึงความขัดแย้งทางอาวุธที่ปะทุขึ้นภายหลังการรัฐประหารในปี 2564 ได้ผลักดันให้ชาวเมียนมาจำนวนมากต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลของ IOM ระบุว่าในปี 2566 เพียงปีเดียว มีชาวเมียนมามากถึง 1.3 ล้านคนเดินทางเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นและความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา จึงเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากกฎหมายเนรเทศฉบับใหม่นี้
แม้ว่ากฎหมายนี้จะเน้นไปที่การกระทำความผิด 6 ประเภท แต่แรงงานเมียนมาส่วนใหญ่กลับตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกเนรเทศไม่ใช่เพราะการก่ออาชญากรรมรุนแรง แต่เป็นเพราะสถานะการพำนักที่ผิดกฎหมาย หรือการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งการตีความและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดอาจส่งผลกระทบในวงกว้างเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในส่วนของประเภทความผิด 6 ประเภทที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบใหม่นั้น แม้ไม่ได้ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนในข้อมูลที่ได้รับมา แต่มีการอ้างอิงถึงความผิดที่รุนแรง อาทิ ความผิดที่ต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป และ 5 ปีขึ้นไป ก็จะถูกพิจารณาเนรเทศ ซึ่งหมายความว่าความผิดอาญาที่ร้ายแรงจะนำไปสู่การเนรเทศอย่างแน่นอน และยังอาจรวมถึงความผิดอื่น ๆ ที่รัฐบาลไทยพิจารณาว่าเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายคนเข้าเมืองอย่างร้ายแรง
หนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งในประเทศเมียนมาและนานาชาติคือคดีของนายวินและนายซอ (วาย พโย และ ซอ ลิน) ชาวเมียนมาสองคนที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่าในปี 2557 หากรัฐบาลไทยบังคับใช้กฎหมายเนรเทศสำหรับผู้กระทำความผิดที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป กรณีของพวกเขาก็จะเข้าข่ายและอาจถูกส่งตัวกลับเมียนมาเมื่อพ้นโทษ
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้ดำเนินการส่งมอบชาวเมียนมาที่กระทำความผิดทางอาญาและรับโทษจนครบกำหนดแล้ว ให้กับทางการเมียนมาผ่านจุดผ่านแดนเมียวดี-แม่สอดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประกาศว่าได้ดำเนินการเนรเทศชาวเมียนมาไปแล้วถึง 144,000 คน ตัวเลขที่สูงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และบ่งชี้ว่ากฎระเบียบใหม่นี้อาจเพิ่มจำนวนผู้ถูกเนรเทศให้สูงขึ้นไปอีก สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่ออนาคตของแรงงานเมียนมาในประเทศไทย ซึ่งหลายคนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานและพำนักอยู่ในสถานะที่ไม่เป็นทางการเนื่องจากสถานการณ์ในประเทศบ้านเกิดที่ไม่เอื้ออำนวย




