"...เจ้าหน้าที่ธุรการได้แจ้งให้พยานทราบว่าผู้พิพากษาเรียกไปพบ สงสัยคำร้องจะมีปัญหาพยานจึงเข้าไปพบที่ห้องพิจารณาคำร้อง ซึ่งอยู่หลังสุดของห้องธุรการชั้นล่าง และได้พบผู้พิพากษาท่านหนึ่งนั่งอยู่โดยมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจ ทราบภายหลังว่าชื่อนายวิญช์ธรรมนาถ (จำเลยที่ 1) ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดภูเก็ต หรือที่เจ้าหน้าที่ของศาลจังหวัดภูเก็ต เรียกว่า “ท่านเอ” ซึ่งพยานไม่เคยรู้จักมาก่อน จึงทำความเคารพด้วยการโค้งศีรษะและยืนตรง จากนั้นจำเลยที่ 1 เชิญให้พยานนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะตรงข้าม จำเลยที่ 1 ได้กล่าวตำหนิพยาน ด้วยน้ำเสียงแสดงอารมณ์ไม่ค่อยพอใจว่า “คุณไปรับใช้นายทุน”..."
กรณีสำนักข่าว Next News ติดตามนำเสนอข้อมูลคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ตัดสินคดีกล่าวหา นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต กับพวก ใช้อำนาจในตำแหน่งตุลาการโดยมิชอบ และมีพฤติการณ์ร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มบุคคล โดยมิชอบ จากการถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญา และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
โดยศาลฯ มีคำพิพากษา สั่งลงโทษจำคุก นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 12 เดือน นายยศกฤต ชูศรี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ (นักวิชาการที่ดินชำนาญการ) ช่วยราชการเป็นประจำทางกลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินภูเก็ต จำเลยที่ 2 มีโทษจำคุก 8 เดือน
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสอง ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้อีก

สั่งจำคุก 1 ปี 12 ด. อดีตผู้พิพากษาพันคดีก๊วนรุกที่ภูเก็ตเรียก 400 ล.
เปิดคำพิพากษา(1) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก พันคดีก๊วนรุกที่เรียก400 ล.
เปิดคำพิพากษา(2) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก ทำเป็นขบวนการเรียก 400 ล.
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News นำข้อมูลสถานะของจำเลยทั้ง 2 ราย และข้อกฏหมาย ที่เกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่รับฟังเป็นข้อยุติ คู่ความไม่โต้แย้งกันในคดีนี้ มานำเสนอไปแล้ว
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดคำพิพากษาของศาล ในการตัดสินคดีนี้ ที่มีข้อมูลสำคัญ เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาล ว่า การไต่สวนคดีนี้ ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อมุ่งแต่จะเอาผิดจำเลยที่ 1 ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ไม่มีน้ำหนักให้ฟังเป็นอย่างอื่น การไต่สวนและชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ร่วมกันมาในคดีเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ได้
นอกจากนี้ ยังมีคำวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ซึ่งมีข้อมูลสำคัญของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ซึ่งรับผิดชอบสำนวน เดินทางไปศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหา พร้อมนำพยานหลักฐานและภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุไปประกอบคำร้อง ระหว่างรอการพิจารณา เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าผู้พิพากษาเรียกพบ เมื่อเข้าไปในห้อง พ.ต.อ.พิสิษฐ์พบกับนายวิญช์ธรรมนาถ หรือที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า “ท่านเอ” ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดภูเก็ต โดยตามคำเบิกความของพยาน ระบุว่า ผู้พิพากษากล่าวตำหนิว่า “คุณไปรับใช้นายทุน” ก่อนเปิดตรวจเอกสารในสำนวนไปเรื่อย ๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่หลักฐานชิ้นสำคัญ นั่นคือ ภาพถ่ายจากบริเวณที่ดินพิพาท ซึ่งปรากฏภาพของผู้พิพากษารายดังกล่าวอยู่ด้วย
นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป คือ รายละเอียดเนื้อหาคำพิพากษาส่วนนี้ทั้งหมด
@คดีนี้ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการแรกมีว่า การไต่สวนและชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 25 หรือไม่
จำเลยที่ 1 อ้างว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้ตรวจสอบการออกโฉนดของบริษัท มาดูโร จำกัด ว่าได้ดำเนินการออกโฉนดทับที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 และนายกฤตภาส และออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
มุ่งแต่จะเอาผิดจำเลยที่ 1 จึงขาดความยุติธรรม ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ไม่ปราศจากอคติ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลฯ เห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 เริ่มแต่มีมติรับเรื่องไว้พิจารณาแล้วตั้งคณะกรรมการไต่สวน จากนั้นคณะกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการไต่สวน โดยการแสวงหารวบรวม และดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้น แล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญาในข้อหาตามฟ้อง การดำเนินการไต่สวนและชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 25
ส่วนการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้ตรวจสอบการออกโฉนดของบริษัท มาดูโร จำกัด ว่าได้ดำเนินการออกโฉนดทับที่ดินของจำเลยที่ 1 และนายกฤตภาส และเป็นการออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น
การไม่ดำเนินการดังกล่าวก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากเห็นว่าการออกโฉนดของบริษัท มาดูโร จำกัด จะทับที่ดินพิพาทหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับประเด็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ ถือเป็นการใช้ดุลพินิจไปตามอำนาจและหน้าที่ในการไต่สวน
ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อมุ่งแต่จะเอาผิดจำเลยที่ 1 เท่านั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ไม่มีน้ำหนักให้ฟังเป็นอย่างอื่น
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการไต่สวนและชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
@ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ร่วมกันมาในคดีเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่
จำเลยที่ 2 อ้างว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวพันกันที่จะให้ฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันได้
ศาลฯ เห็นว่า แม้ฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 จะบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ก็ตาม
แต่ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.2 ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในฐานความผิดเดียวกัน
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของเงินที่จำเลยทั้งสองได้รับมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกัน จึงเป็นกรณีที่มีผู้กระทำผิดหลายคนเกี่ยวพันกันในการกระทำความผิดฐานหนึ่ง โจทก์ชอบที่จะฟ้องผู้กระทำความผิดทั้งหมดรวมกันได้
เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองรวมกันมาเป็นคดีนี้จึงเป็นการฟ้องโดยชอบ ไม่ขัดกับหลักการฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 ประกอบมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองรวมกันมาเป็นคดีนี้ได้
@ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นตามฟ้องโจทก์หรือไม่
โจทก์มีพันตำรวจเอกพิสิษฐ์ เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการในตำแหน่งรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรถลาง จังหวัดภูเก็ต ทำหน้าที่หัวหน้างานสอบสวน
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2553 บริษัท มาดูโร จำกัด มอบอำนาจให้นายจิระศักดิ์ มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรถลาง เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤตภาส นายธนากร และนายสมชีพ โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข มีร้อยตำรวจโทปฏิวัติ เป็นพนักงานสอบสวน
ต่อมาร้อยตำรวจโทปฏิวัติ ได้ทำบันทึกเสนอหัวหน้าพนักงานสอบสวนเพื่อขอมอบสำนวนดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนผู้อื่นรับดำเนินการสอบสวนต่อ เนื่องจากมีสำนวนที่อยู่ในความรับผิดชอบหลายสำนวน ประกอบกับคดีดังกล่าวมีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก หัวหน้าพนักงานสอบสวนจึงมอบหมายให้พยานเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าว
พยานได้ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง วันที่ 29 มิถุนายน 2553 พนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือไปตรวจสอบหลักฐานการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 65 และ 170 ซึ่งนายกฤตภาส กับพวก ยื่นคำร้องขอออกโฉนดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง เพื่อตรวจสอบหลักฐานการครอบครองที่ดินตามที่ผู้กล่าวหา (นายจิระศักดิ์ ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทมาดูโรจำกัด) นำมากล่าวอ้าง
จากการสอบสวนและตรวจสอบไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง ทราบว่าในปี 2552 นายกฤตภาสหรือเสวก ได้นำหลักฐานเป็นสำเนา ส.ค.1 เลขที่ 65 (เนื้อที่ 64 ไร่) และ ส.ค.1 เลขที่ 170 (เนื้อที่ 24 ไร่) มาขอออกโฉนดที่ดินของบริษัทมาดูโร จำกัด โดยมีนายธนากร และนายสมชีพ ร่วมลงชื่อในคำร้องขอนำ ส.ค.1 เลขที่ 65 และ 170 ในการขอออกโฉนดด้วย
ซึ่งตามเอกสารหลักฐานพบว่า ที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 65 นายกฤตภาสหรือเสวก ทำสัญญาซื้อมาจากนายอาโณ จำนวน 200,000 บาท เมื่อปี 2549 (แต่ข้อเท็จจริงได้ทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อปลายปี 2552) และที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 170 นายกฤตภาสหรือเสวก ทำสัญญาซื้อมาจากนายร่อหมาน จำนวน 1,000,000 บาท เมื่อปี 2549 (แต่ข้อเท็จจริงได้ทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อปลายปี 2552 เช่นกัน)
ประกอบกับการตรวจสอบพบว่า ทั้งสองกรณีเพิ่งจะขอถ่ายสำเนา ส.ค.1 จากสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง อีกทั้งนายอาโณและนายร่อหมานให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า บิดาของตนเองทั้งสองได้ขายที่ดินให้คนอื่นไปนานแล้ว ตั้งแต่ตนเองยังเป็นเด็ก และไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ตรงไหน
ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง มีหนังสือลงวันที่ 15 กันยายน 2553 รับรองว่าเอกสารการครอบครองที่ดินดังกล่าวของบริษัท มาดูโร จำกัด ยังไม่มีการออกเป็นเอกสารสิทธิ์อื่นแต่อย่างใด และถือว่าเป็นเอกสารที่ชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจะมีคำสั่งให้เพิกถอน ซึ่งแนวเขตที่ดินที่นายกฤตภาสกับพวกนำชี้ในการรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น ผลการรังวัดปรากฏว่าทับที่ดินของบริษัท มาดูโร จำกัด ซึ่งมีการออกหลักฐานที่ดินไปก่อนแล้ว
เนื่องจากคดีดังกล่าวมีโทษจำคุกเกิน 3 ปี พยานในฐานะพนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อขอออกหมายจับผู้กระทำผิดในคดีนี้
วันที่ 28 กันยายน 2553 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา พยานเดินทางไปยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้กระทำผิดในคดีนี้ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
โดยยื่นคำร้องพร้อมสำเนาเอกสารที่ทำการสอบสวนและรวบรวมมา รวมทั้งภาพถ่ายที่ผู้เสียหายมอบให้ไว้ในสำนวน โดยนำเอกสารใส่ซองไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้อง ซึ่งโดยปกติจะมีนางสาวอรพิน ไม่ทราบนามสกุล และนายสมโภชน์ ไม่ทราบนามสกุล เป็นเจ้าหน้าที่รับคำร้อง
ในวันดังกล่าวนางสาวอรพินเป็นผู้รับคำร้อง และได้นำซองคำร้องพร้อมหนังสือลงรับไปวางไว้ที่โต๊ะผู้พิพากษาเวร ระหว่างรอผู้พิพากษาเวรพิจารณาคำร้อง พยานนั่งรอและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ธุรการของศาลเกี่ยวกับเรื่องทั่ว ๆ ไป ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ธุรการได้แจ้งให้พยานทราบว่าผู้พิพากษาเรียกไปพบ สงสัยคำร้องจะมีปัญหา
พยานจึงเข้าไปพบที่ห้องพิจารณาคำร้อง ซึ่งอยู่หลังสุดของห้องธุรการชั้นล่าง และได้พบผู้พิพากษาท่านหนึ่งนั่งอยู่โดยมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
ทราบภายหลังว่าชื่อนายวิญช์ธรรมนาถ (จำเลยที่ 1) ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดภูเก็ต หรือที่เจ้าหน้าที่ของศาลจังหวัดภูเก็ต เรียกว่า “ท่านเอ”
ซึ่งพยานไม่เคยรู้จักมาก่อน จึงทำความเคารพด้วยการโค้งศีรษะและยืนตรง
ขณะนั้นมีผู้พิพากษาอีกท่านหนึ่ง นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ ก้มหน้าตรวจเอกสารอยู่
จากนั้นจำเลยที่ 1 เชิญให้พยานนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะตรงข้าม
จำเลยที่ 1 ได้กล่าวตำหนิพยาน ด้วยน้ำเสียงแสดงอารมณ์ไม่ค่อยพอใจว่า “คุณไปรับใช้นายทุน”
แต่พยานไม่เข้าใจคำพูดของจำเลยที่ 1
จำเลยที่ 1 เปิดเอกสารในสำนวนดังกล่าวที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ต้องหาไปเรื่อย ๆ
สักพักจึงมาหยุดอยู่ที่ภาพถ่ายซึ่งมีรูปของจำเลยที่ 1 ปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ผู้กล่าวหาได้ถ่ายไว้ในขณะเกิดเหตุบริเวณที่ดินของบริษัท มาดูโร จำกัด และได้นำมาใส่ไว้ในเอกสารในสำนวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในคดีนี้
****หมายเหตุข้อมูลส่วนนี้ยังไม่จบ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นต่อ ติดตามตอนต่อไป




