News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษา (จบ) เส้นทางเงิน 200 ล้าน มัดแน่น โดนโทษไม่เกิน 2 ปี

เปิดคำพิพากษา (จบ) เส้นทางเงิน 200 ล้าน มัดแน่น โดนโทษไม่เกิน 2 ปี

10 ก.ย. 2569 14:59
ผู้ชม 61 คน

"...สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายนายชานนท์ต้องทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทและชำระเงินให้กับนายกฤตภาส เพราะนายชานนท์ กับพวก ไม่อยากเสี่ยงที่จะต้องถูกจำคุกและมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจ ซึ่งโทษจำคุก เกิดจากการใช้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ของนายจรัญ (เคยมีรายชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหาในไต่สวนของ ป.ป.ช. ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงในการพิจารณาพิพากษาคดีของตุลาการอื่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ให้เปลี่ยนแปลงผลคดีจากยกฟ้องนายกฤตภาส โจทก์ เป็นลงโทษจำคุกนายชานนท์ กับพวกจำเลย เพื่อให้นายกฤตภาสได้เปรียบในผลแห่งคดี อันมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่..."

กรณีสำนักข่าว Next News ติดตามนำเสนอข้อมูลคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ตัดสินคดีกล่าวหา นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต กับพวก ใช้อำนาจในตำแหน่งตุลาการโดยมิชอบ และมีพฤติการณ์ร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มบุคคล โดยมิชอบ จากการถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวนกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญา และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

โดยศาลฯ มีคำพิพากษา สั่งลงโทษจำคุก นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 12 เดือน นายยศกฤต ชูศรี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ (นักวิชาการที่ดินชำนาญการ) ช่วยราชการเป็นประจำทางกลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินภูเก็ต จำเลยที่ 2 มีโทษจำคุก 8 เดือน

อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสอง ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้อีก

สั่งจำคุก 1 ปี 12 ด. อดีตผู้พิพากษาพันคดีก๊วนรุกที่ภูเก็ตเรียก 400 ล.

เปิดคำพิพากษา(1) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก พันคดีก๊วนรุกที่เรียก400 ล.

เปิดคำพิพากษา(2) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก ทำเป็นขบวนการเรียก 400 ล.

เปิดคำพิพากษา (3) คุกอดีต พ.ภูเก็ต 'ท่านเอ' ตำหนิ ตร.คุณไปรับใช้นายทุน

ข้อมูลสำคัญในตอนนี้ เป็นรายละเอียดส่วนสุดท้ายเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลฯ ที่ชี้ว่า จำเลยที่ 1 และ2 ว่ากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ พร้อมบทลงโทษที่ได้รับ ต่อเนื่องจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตามฟ้องโจทก์ ที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้

มีรายละเอียดสำคัญดังต่อไปนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย กฎ หรือ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดตามฟ้องโจทก์หรือไม่

ข้อเท็จจริงรับฟังข้อยุติได้ว่า หลังจากทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทแล้ว บริษัท มาดูโร จำกัด ได้ซื้อตั๋วแลกเงินลงวันที่ 13 มีนาคม 2561 จำนวน 200,000,000 บาท สั่งจ่ายนายกฤตภาส โดยระบุ A/C PAYEE ONLY

นายกฤตภาสเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 เลขที่บัญชี XXX แล้วนำตั๋วแลกเงินเข้าบัญชีดังกล่าว

ในวันเดียวกันได้ถอนโอนเงินทั้งหมดไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxx และในวันเดียวกันมีการกระจายเงินจำนวน 200,000,000 บาท โดยถอนเงินสดจำนวน 6 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 59,080,000 บาท และถอนโดยการโอน 140,700,000 บาท รวมเป็นเงิน 199,780,000 บาท มีเงินคงเหลือในบัญชี 220,000 บาท

โดยนายกฤตภาสโอนเงินเข้าไปบัญชีนายบุญชนะวัฒน์ ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 20,200,000 บาท และโอนไปยังบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี xxxx ชื่อบัญชี นายจำเริญ จำนวน 5,000,000 บาท

จากการตรวจสอบบัญชีของนายกฤตภาส ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx ที่รับเงินจำนวน 50,000,000 บาท นายกฤตภาสได้กระจายเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ ได้แก่

(1) โอนไปยังบัญชีนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้ โลตัส ภูเก็ต เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 10,000,000 บาท

เมื่อได้รับเงินมาแล้วนายกฤษฎา ถอนเงินทั้งจำนวนโดยปิดบัญชีแล้วไปเปิดบัญชีใหม่ คือ บัญชีชื่อนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx

จากบัญชีนี้ นายกฤษฎา ได้กระจายเงินไปยังบัญชีของบุคคลต่าง ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้

-โอนไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 จำนวน 5 บัญชี รวมเป็นเงิน 11,313,781 บาท มีรายละเอียด ดังนี้

บัญชีที่ 1 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเทพกษัตรีย์ เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 300,000 บาท

บัญชีที่ 2 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโลตัส ภูเก็ต เลขที่บัญชี xxxx รับโอนผ่านระบบเอทีเอ็ม ครั้งละ 50,000 บาท 62 ครั้ง ๆ ละ 45,000 บาท 1 ครั้ง ๆ ละ 30,000 บาท 1 ครั้ง รวม 64 ครั้ง เป็นเงิน 3,175,000 บาท

บัญชีที่ 3 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพังงา (ภูเก็ต) เลขที่บัญชี xxxx จำนวนเงิน 50,000 บาท

บัญชีที่ 4 ธนาคารออมสิน จำกัด เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 50,000 บาท

บัญชีที่ 5 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินมาจากบัญชีนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx โดยได้รับชำระการจ่ายค่าหุ้น จำนวน 6 ครั้ง เป็นเงิน 7,738,781.02 บาท

(2) โอนไปยังบัญชี นายฐนท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้ โลตัส ภูเก็ต เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 10,000,000 บาท

เมื่อนายฐนทได้รับเงินมาแล้ว ได้ถอนเงินทั้งจำนวนโดยปิดบัญชี แล้วนำเงินไปเปิดบัญชีใหม่ คือ บัญชีชื่อนายฐนท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx

จากบัญชีนี้ นายฐนทได้กระจายเงินไปยังบัญชีของบุคคลต่าง ๆ โดยปรากฏรายการทำธุรกรรมทางการเงินสัมพันธ์กับบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับโอนเงิน ดังนี้

(2.1) บัญชีของจำเลยที่ 1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพังงา (ภูเก็ต) บัญชีเลขที่ xxxx จำนวนเงิน 100,000 บาท

(2.2) บัญชีของจำเลยที่ 1 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโลตัส ภูเก็ต บัญชีเลขที่ xxxx รับเงินมาจากบัญชีนายฐนท ด้วยวิธีการรับโอนผ่านระบบเอทีเอ็ม ครั้งละ 50,000 บาท 4 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท

(2.3) บัญชีของจำเลยที่ 1 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเทพกษัตรีย์ เลขที่บัญชี xxxx รับเงิน มาจากบัญชีนายฐนท เลขที่บัญชี xxxx ด้วยวิธีการรับโอนผ่านระบบเอทีเอ็ม ครั้งละ 150,000 บาท 8 ครั้ง เป็นเงิน 1,200,000 บาท

นอกจากนี้ยังปรากฏรายการทำธุรกรรมทางการเงินสัมพันธ์กับบัญชีเงินฝากจำเลยที่ 2 ดังนี้

นายกฤตภาส ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx โอนไปยังบัญชี นายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้ โลตัส ภูเก็ต เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 10,000,000 บาท

และเมื่อนายกฤษฎารับเงินมาแล้วได้มีการถอนทั้งจำนวนเพื่อนำไปเปิดบัญชีใหม่อีกหนึ่งบัญชี คือ บัญชีนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx วันที่ 27 มีนาคม 2561 และวันที่ 28 มีนาคม 2561 ได้มีการกระจายเงินโดยการโอนเข้าไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา บัญชีเลขที่ xxxx จำนวน 2 ครั้ง ๆ ละ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท

ศาลฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า เงินที่โอนเข้าบัญชีจำเลยทั้งสองข้างต้น เป็นเงินที่นายกฤตภาสได้รับมาจากการทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทกับฝ่ายนายชานนท์

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายนายชานนท์ต้องทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทและชำระเงินให้กับนายกฤตภาส เพราะนายชานนท์ กับพวก ไม่อยากเสี่ยงที่จะต้องถูกจำคุกและมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจ

ซึ่งโทษจำคุก เกิดจากการใช้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ของนายจรัญ (เคยมีรายชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหาในไต่สวนของ ป.ป.ช. ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงในการพิจารณาพิพากษาคดีของตุลาการอื่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ให้เปลี่ยนแปลงผลคดีจากยกฟ้องนายกฤตภาส โจทก์ เป็นลงโทษจำคุกนายชานนท์ กับพวกจำเลย

เพื่อให้นายกฤตภาสได้เปรียบในผลแห่งคดี อันมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

มีลักษณะของตัวการร่วมกัน

น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำของนายจรัญดังกล่าวในลักษณะของตัวการร่วมกัน เพราะจำเลย ที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการกระทำของนายจรัญดังกล่าว

ดังนั้นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อันมิควรได้ตามกฎหมาย ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐรับเงินดังกล่าว

ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของนายจรัญ เห็นว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ที่ขัดกับ พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ข้างต้นและพฤติกรรมในการ กระทำของนายจรัญที่เอื้อประโยชน์ให้กับจำเลยที่ 1 และพวก จากการกระทำของนายจรัญดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 และพวกได้รับประโยชน์โดยตรง ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักให้นำมาฟังหักล้างเป็นอย่างอื่น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย เพราะจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพิพาทกับนายกฤตภาส โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายนายชานนท์จะถูกขู่เข็ญกรรโชกให้ทำข้อตกลงระงับข้อพิพาทแต่อย่างใด จนถึงปัจจุบันไม่มีการฟ้องคดีเพิกถอนข้อตกลงระงับข้อพิพาทว่าเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ข้อตกลงดังกล่าวจึงยังคงมีผลบังคับได้ตามกฎหมายนั้น

แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพิพาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การทำข้อตกลงระงับข้อพิพาทมีมูลเหตุมาจากการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้นเงินที่จำเลยที่ 1ได้รับมาจึงเป็นเงินที่ได้รับมาโดยไม่ชอบ เป็นคนละส่วนกับการทำสัญญาข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทางแพ่ง

แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะยังไม่มีการขอเพิกถอนและมีผลบังคับได้ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ก็ไม่ทำให้การได้รับเงินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการได้รับเงินอันควรได้ตามกฎหมาย

ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟังเช่นกัน

ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่าเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่โอนเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการโอนชำระหนี้กู้ยืมที่จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 ไป เป็นต้นเงิน 1,500,000 บาท ดอกเบี้ย 500,000 บาท จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 ไปดังกล่าวเพื่อชำระค่าที่ดินที่ซื้อมาจากนางสาวเกตวดี อันเป็นการกล่าวอ้างว่าเงินที่จำเลยที่ 2ได้รับโอนมาเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย

โดยนางสาวเกศินีมาเบิกความยืนยันว่าเป็นผู้ขายที่ดินให้กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 2,500,00บาท เป็นแคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อนางสาวเกศินี แคชเชียร์เช็คดังกล่าวจำเลยที่ 2 เป็นคนซื้อ สั่งจ่ายให้พยาน

ต่างจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่เบิกความว่าในการให้เงินกู้ยืมกับจำเลยที่ 1 นั้นจำเลยที่ 2 ได้ถอนเงินจากบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 แล้วซื้อดราฟต์สั่งจ่ายจำเลยที่ 1 ในทำนองไม่ได้ซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายให้นางสาวเกศินี และจำเลยที่ 2 ได้อ้างส่งสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน สัญญาขายที่ดิน และโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย ล.77 เป็นพยาน

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเองระหว่างเอกชนด้วยกันระบุชื่อนางสาวเกศินีเป็นผู้จะขาย แต่สัญญาขายที่ดินและโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารราชการระบุชื่อนายพดล เป็นผู้ขายและมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2

หลักฐานในส่วนนี้จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวเกศินีตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง

ทั้งแตกต่างกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ได้ทำการชี้แจงต่อกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย จ.17 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.74) หน้าที่ 596 ว่า เดิมจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ลงทุนซื้อที่ดินราคา 8,000,000 บาท

แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงิน จึงให้จำเลยที่ 2 ชำระไป จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระคืนจึงทำสัญญากู้ยืมเงินแทน และได้ชำระให้จำเลยที่ 2 จำนวน 2,500,000 บาท ดอกเบี้ยอีก 500,000 บาทแล้ว

แม้จะเป็นการกล่าวอ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงินเช่นเดียวกัน แต่เหตุแห่งการขอกู้ยืมเงินแตกต่างกัน

จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 ไปเพื่อชำระคืนที่ดินให้นางสาวเกดวินีตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง

ทั้งการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็มิใช่เป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา เพราะการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา หมายความว่า การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากบุคคลที่ให้กันในโอกาสเทศกาลหรือวันสำคัญ และให้หมายความรวมถึงการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ในโอกาสการแสดงความยินดี การแสดงความขอบคุณ การต้อนรับ การแสดงความเสียใจ หรือการให้ตามมารยาทที่ถือปฏิบัติกันในสังคมด้วย

จำเลยที่ 2 ผิดตามฟ้อง

จึงฟังว่าการรับเงินที่โอนเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย ซึ่งห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐ รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด

การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง

อนึ่ง หลังจากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่กฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและมีระวางโทษเท่าเดิม กฎหมายที่บังคับใช้ใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองเช่นเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะอาจทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง และมาตรา 3

ผลคำพิพากษา

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 122, 123 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 122

การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด จำคุก 1 ปี ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด จำคุก 1 ปี

ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละคนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 1 ปี 12 เดือน

จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน

**************

ทั้งหมดนี้เป็นรายละเอียดคำพิพากษาส่วนสุดท้าย ในคดีนี้

อย่างไรก็ดี สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสอง ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้อีก

บทสรุปสุดท้าย ผลการต่อสู้คดีนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร ติดคอยติดตามดูกันต่อไป

#อ่านข่าวผลคำพิพากษาคดีทุจริตดังที่นี่ คำพิพากษาจำคุก

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต
เรียกเงิน400ล้าน
คำพิพากษา



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3 กสทช.จ่อถกร่วม 6 กรรมการ หลังประชุมล่มครั้ง 10 ปมคุณสมบัติ 'หมอสรณ'
3 กสทช.จ่อถกร่วม 6 กรรมการ หลังประชุมล่มครั้ง 10 ปมคุณสมบัติ 'หมอสรณ'