"...การกระทำของนายจรัญดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ก้าวก่ายให้รายงานคดีและให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาเพื่อให้นายกฤตภาสได้เปรียบในผลแห่งคดี เป็นสาเหตุให้นายชานนท์กับพวกต้องเจรจาตกลงระงับข้อพิพาทกับนายกฤตภาส เนื่องจากเกรงว่าจะต้องถูกจำคุกและมีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ ต่อมาได้มีการทำสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท ฝ่ายนายชานนท์จ่ายเงินและโอนหุ้นจำนวนรวม 380,000,000 บาท เมื่อนายกฤตภาสได้รับเงินมาแล้วก็ได้มีการโอนให้กับจำเลยที่ 1 การกระทำของนายจรัญจึงมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่..."
กรณีสำนักข่าว Next News ติดตามนำเสนอข้อมูลคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ตัดสินคดีกล่าวหา นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต กับพวก ใช้อำนาจในตำแหน่งตุลาการโดยมิชอบ และมีพฤติการณ์ร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มบุคคล โดยมิชอบ จากการถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวนกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญา และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
โดยศาลฯ มีคำพิพากษา สั่งลงโทษจำคุก นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 12 เดือน นายยศกฤต ชูศรี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ (นักวิชาการที่ดินชำนาญการ) ช่วยราชการเป็นประจำทางกลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินภูเก็ต จำเลยที่ 2 มีโทษจำคุก 8 เดือน
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสอง ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้อีก

สั่งจำคุก 1 ปี 12 ด. อดีตผู้พิพากษาพันคดีก๊วนรุกที่ภูเก็ตเรียก 400 ล.
เปิดคำพิพากษา(1) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก พันคดีก๊วนรุกที่เรียก400 ล.
เปิดคำพิพากษา(2) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก ทำเป็นขบวนการเรียก 400 ล.
ข้อมูลสำคัญในตอนนี้ ยังคงเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลฯ ที่ตัดสินคดีนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากเนื้อหาในตอนที่แล้ว ในช่วงเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ที่ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ พนักงานสอบสวน เดินทางไปศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาคดีที่ดินของบริษัท มาดูโร จำกัด พร้อมนำพยานหลักฐานและภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุไปประกอบคำร้อง ระหว่างรอการพิจารณา เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าผู้พิพากษาเรียกพบ เมื่อเข้าไปในห้อง พ.ต.อ.พิสิษฐ์พบกับนายวิญช์ธรรมนาถ หรือที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า “ท่านเอ” ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดภูเก็ต โดยตามคำเบิกความของพยาน ระบุว่า ผู้พิพากษากล่าวตำหนิว่า “คุณไปรับใช้นายทุน” ก่อนเปิดตรวจเอกสารในสำนวนไปเรื่อย ๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่หลักฐานชิ้นสำคัญ นั่นคือ ภาพถ่ายจากบริเวณที่ดินพิพาท ซึ่งปรากฏภาพของผู้พิพากษารายดังกล่าวอยู่ด้วย
เปิดคำพิพากษา (3) คุกอดีต พ.ภูเก็ต 'ท่านเอ' ตำหนิ ตร.คุณไปรับใช้นายทุน
เหตุการณ์ต่อจากนั้น เป็นอย่างไร อ่านรายละเอียดทั้งหมด นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป
*************
หลังจากจำเลยที่ 1 เชิญให้พยานนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะตรงข้าม จำเลยที่ 1 ได้กล่าวตำหนิพยาน ด้วยน้ำเสียงแสดงอารมณ์ไม่ค่อยพอใจว่า “คุณไปรับใช้นายทุน”
แต่พยานไม่เข้าใจคำพูดของจำเลยที่ 1
จำเลยที่ 1 เปิดเอกสารในสำนวนดังกล่าวที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ต้องหาไปเรื่อย ๆ สักพักจึงมาหยุดอยู่ที่ภาพถ่ายซึ่งมีรูปของจำเลยที่ 1 ปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ผู้กล่าวหาได้ถ่ายไว้ในขณะเกิดเหตุบริเวณที่ดินของบริษัท มาดูโร จำกัด และได้นำมาใส่ไว้ในเอกสารในสำนวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในคดีนี้
ไม่รู้จักหรือเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 มาก่อน
ขณะนั้นพยานเกิดความรู้สึกตัวเองว่าไม่ค่อยดีเหมือนกันที่นำเอกสารดังกล่าวใส่มา
แต่เนื่องจากไม่ทราบมาก่อน จึงได้กล่าวขอโทษโดยแจ้งว่าไม่ทราบจริง ๆ ว่าเป็นภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นเอกสารที่ฝ่ายผู้กล่าวหานำมามอบให้พนักงานสอบสวนในครั้งแรกที่มาร้องทุกข์
พยานไม่รู้จักหรือเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 มาก่อน
ในส่วนของการรับใช้นายทุนตามที่จำเลยที่ 1 ตำหนินั้น พยานพยายามอธิบายชี้แจงว่าไม่ได้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 เข้าใจ เนื่องจากการออกเอกสารสิทธิให้กับทางฝ่ายผู้กล่าวหานั้นเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานที่ดิน มิใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด
พยานทำตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ เพราะได้ทำหนังสือตรวจสอบไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง จนแน่ชัดแล้ว เวลาล่วงเลยมานานถึงสองเดือนครึ่ง สำนักงานที่ดินเพิ่งจะทำหนังสือแจ้งตอบกลับพนักงานสอบสวน
โดยในหนังสือของสำนักงานที่ดินได้ยืนยันโดยสรุปว่า เอกสารการครอบครองที่ดินของบริษัท มาดูโร จำกัด ที่นำมาแสดงนั้น ยังไม่มีการออกเป็นเอกสารสิทธิอื่นแต่อย่างใด ถือว่าเป็นเอกสารที่ชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจะมีคำสั่งให้เพิกถอน แนวเขตที่ดินที่นายกฤตภาสกับพวกนำชี้ในการรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น ผลการรังวัดปรากฏว่าทับที่ดินแปลงที่ได้รับจัดออกหลักฐานที่ดินไปก่อนแล้ว ซึ่งเป็นของบริษัท มาดูโร จำกัด
พยานมายื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ต้องหาตามกฎหมาย ไม่เคยรู้จักกับทางฝ่ายผู้กล่าวหามาก่อน หากจะรับใช้นายทุนหรือทางฝ่ายผู้กล่าวหาจริง คงยื่นคำร้องขอออกหมายจับไปนานแล้ว โดยไม่รอคำยืนยันเป็นหนังสือจากสำนักงานที่ดินเป็นเวลาถึงสองเดือนครึ่ง เนื่องจากคดีดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดเกิน 3 ปี สามารถยื่นคำร้องขอออกหมายจับได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน
สักพักอารมณ์ของจำเลยที่ 1 ดีขึ้นและได้พูดคุยกับพยานในลักษณะของคนใจเย็น และได้บอกกับพยานว่า คุณไปบอกทนายของทางฝ่ายผู้กล่าวหาว่าให้นำภาพของจำเลยที่ 1 ออกจากสำนวนดังกล่าวเสีย เพราะจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด พยานรับปากว่าจะไปแจ้งทนายฝ่ายผู้กล่าวหา
พยานแจ้งจำเลยที่ 1 ไปว่า หากจำเลยที่ 1 รู้จักบุคคลที่ถูกขอออกหมายจับในคดีนี้ ก็ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเขียนในคำร้องว่าให้พยานนำกลับไปออกหมายเรียกก่อนก็ได้
แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีการสั่งใด ๆ ในคำร้องดังกล่าว ซึ่งโดยปกติผู้พิพากษาจะต้องมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดในคำร้อง เช่น ยกคำร้อง ให้แก้ไข หรือเห็นชอบในการออกหมายจับ เป็นต้น เพื่อพนักงานสอบสวนจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป
จำเลยที่ 1 ได้ยื่นซองเอกสารคำร้องดังกล่าวคืน
พยานจึงนำซองบรรจุเอกสารคำร้องขอออกหมายจับกลับ โดยวิตกกังวลว่าผู้พิพากษาจะมองว่าพนักงานสอบสวนมีปัญหาหรือไม่ และเกรงว่าเป็นปัญหาในการประสานงานหรือทำงานร่วมกันในอนาคต
วันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 29 กันยายน 2553 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายกฤตภาส นายธนากร และนายสมชีพ ผู้ต้องหาในคดีที่พยานยื่นคำร้องขอออกหมายจับต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ได้เดินทางมาพบพยานซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน ซึ่งพยานไม่ได้รู้จักกับผู้ต้องหาทั้งสามคนมาก่อน ไม่ได้โทรศัพท์แจ้งให้มาพบหรือนัดหมายให้มาพบ เพราะไม่รู้จักและไม่มีเบอร์โทรศัพท์ อีกทั้งไม่ได้ประสานให้ผู้ใดแจ้งให้ผู้ต้องหาทั้งสามเดินทางมาพบ
เมื่อผู้ต้องหาทั้งสามมาปรากฏต่อหน้า พยานจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและให้กลับไปโดยไม่มีการประกันตัวแต่อย่างใด
คำเบิกความพันตำรวจเอกมีน้ำหนักในการรับฟัง
ศาลฯ เห็นว่า คำเบิกความของพันตำรวจเอกพิสิษฐ์ข้างต้นสอดคล้องกับคำให้การที่ได้ให้การไว้กับพนักงานไต่สวน และบันทึกการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนในการดำเนินการทางวินัยกับจำเลยที่ 1
คำเบิกความของพันตำรวจเอกพิสิษฐ์จึงมีน้ำหนักในการรับฟัง
วันที่ 28 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่พันตำรวจเอกพิสิษฐ์เดินทางไปยื่นคำร้องขอออกหมายจับนายกฤตภาส นายธนากร และนายสมชีพ ที่ศาลจังหวัดภูเก็ตนั้น
ในวันดังกล่าวมีนายทวีป และนายสฤษดิ์ ผู้พิพากษาคณะที่ 9 ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาเวรชี้-เวรสั่ง ตามคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ 4/2553 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2553 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้-เวรสั่งในวันดังกล่าวแต่อย่างใด
ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้พิจารณาคำร้องขอออกหมายจับดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่เป็นผู้พิพากษาเวรชี้-เวรสั่ง
เมื่อจำเลยที่ 1 นำคำร้องขอออกหมายจับดังกล่าวมาพิจารณาแล้ว ก็ได้คืนคำร้องให้กับพันตำรวจเอกพิสิษฐ์โดยมิได้มีคำสั่งใด ๆ นั้น ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับและหมายค้นในคดีอาญา พ.ศ. 2545 ข้อ 15 และข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 ข้อ 19 ที่ว่า คำสั่งของศาลในการอนุญาตให้ออกหมายจับหรือยกคำร้องจะต้องระบุเหตุผลให้ครบถ้วนและชัดแจ้ง
ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ศาลจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้น ผู้พิพากษาที่ไม่ใช่เวรชี้-เวรสั่ง หากมีเวลาว่างก็จะมาช่วยทำเวร ถือเป็นเรื่องปกติ โดยมีผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้นคือนายพฤทธิ์ และนายอนุชา มาเบิกความยืนยันถึงการปฏิบัติเช่นดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่ใช่เหตุที่อาจอ้างเพื่อรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและไม่ขัดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญาแต่อย่างใด
ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เมื่อตรวจคำร้องขอออกหมายจับแล้ว ก็ได้อธิบายให้พันตำรวจเอกพิสิษฐ์ทราบว่าควรออกหมายเรียกก่อน พันตำรวจเอกพิสิษฐ์จึงขอคำร้องคืนเพื่อออกหมายเรียกก่อนและจะนำมายื่นใหม่ภายหลัง
ศาลฯ เห็นว่าการกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างถึงวิธีปฏิบัติที่ไม่มีกฎหมายสนับสนุน เพราะการขอออกหมายจับในคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินห้าปี จึงสามารถขอออกหมายจับได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน
ขณะที่พันตำรวจเอกพิสิษฐ์ยืนยันมาโดยตลอดว่าจำเลยที่ 1 ได้คืนคำร้องขอออกหมายจับให้ และคำให้การของพันตำรวจเอกพิสิษฐ์ที่ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการดำเนินการทางวินัยกับจำเลยที่ 1 นั้น พันตำรวจเอกพิสิษฐ์ให้การว่า ได้นำซองบรรจุคำร้องพร้อมเอกสารกลับ ไม่ได้ให้การว่าเป็นผู้ขอรับคำร้องขอออกหมายจับกลับคืนไปทำให้ถูกต้องตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ข้างต้นจึงขัดกับคำเบิกความของพันตำรวจเอกพิสิษฐ์ ทำให้ไม่มีน้ำหนักนำมาหักล้างให้ฟังเป็นอย่างอื่น
สกัดหมายจับ-แทรกคดีที่ดิน ก่อนจบดีล 380 ล้าน
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่พิจารณาคำร้องออกหมายจับ แต่กลับนำคำร้องออกหมายจับดังกล่าวมาพิจารณาแล้วคืนคำร้องไป โดยไม่มีคำสั่งใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการพิจารณาคำร้องขอออกหมายจับที่จะต้องระบุเหตุผลให้ครบถ้วนและชัดแจ้ง ไม่ว่าจะอนุญาตให้ออกหมายจับหรือยกคำร้อง
การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ แล้วคืนคำร้องไป ถือเป็นการกระทำโดยมิชอบ และมีผลให้นายกฤตภาส ซึ่งเป็นหุ้นส่วนร่วมซื้อเอกสาร ส.ค.1 เพื่อนำไปใช้ในการขอออกโฉนดกับจำเลยที่ 1 และนายสมชีพ ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการยื่นคำร้องขอออกโฉนด ไม่ต้องถูกออกหมายจับ จากการกระทำของบุคคลทั้งสองที่ไปนำชี้รังวัดที่ดินเพื่อขอออกโฉนด ซึ่งจำเลยที่ 1 มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยตรง
ซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีตั้งแต่เริ่มตรวจคำร้องขอออกหมายจับแล้วว่าตนเองมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคำร้องขอออกหมายจับดังกล่าว
จำเลยที่ 1 น่าจะมอบหมายให้ผู้พิพากษาคนอื่นเป็นผู้พิจารณาสั่งคำร้องขอออกหมายจับดังกล่าวแทน แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้กระทำไม่
ส่อให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้พันตำรวจเอกพิสิษฐ์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการพิจารณาคำร้องขอออกหมายจับ ทั้งที่จำเลยที่ 1 มิได้มีหน้าที่ดังกล่าว และเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้ขอให้นายสุรศักดิ์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายกฤตภาสเป็นโจทก์ฟ้องนายชานนท์กับพวก ให้สั่งคดีว่ามีมูล เนื่องจากนายกฤตภาสและจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดิน จำเลยที่ 1 ได้ลงทุนไว้กับที่ดินไปมากแล้ว
และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4348/2558 หมายเลขแดงที่ 11816/2560 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่างนายกฤตภาส โจทก์ นายชานนท์กับพวก จำเลย นายจรัญ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ในขณะนั้น มีคำสั่งให้รายงานคดีเพื่อตรวจก่อน ซึ่งเจ้าของสำนวนพิพากษายกฟ้อง
แต่นายจรัญได้ทักท้วงว่า ลงโทษได้ จึงมีการพิพากษาลงโทษนายชานนท์กับพวก คนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา
การกระทำของนายจรัญดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ก้าวก่ายให้รายงานคดีและให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาเพื่อให้นายกฤตภาสได้เปรียบในผลแห่งคดี เป็นสาเหตุให้นายชานนท์กับพวกต้องเจรจาตกลงระงับข้อพิพาทกับนายกฤตภาส เนื่องจากเกรงว่าจะต้องถูกจำคุกและมีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ
ต่อมาได้มีการทำสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท ฝ่ายนายชานนท์จ่ายเงินและโอนหุ้นจำนวนรวม 380,000,000 บาท เมื่อนายกฤตภาสได้รับเงินมาแล้วก็ได้มีการโอนให้กับจำเลยที่ 1
การกระทำของนายจรัญจึงมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่
น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำของนายจรัญดังกล่าวในลักษณะของตัวการร่วมกัน เพราะจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการกระทำของนายจรัญโดยตรงและสอดคล้องกับพฤติการณ์ข้างต้นของจำเลยที่ 1
ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของนายจรัญ จึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง
ชี้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตามฟ้องโจทก์
****หมายเหตุข้อมูลส่วนนี้ยังไม่จบ ยังมีคำวินิจฉัยในส่วนของจำเลยที่ 1 และ2 ว่ากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ อีก รายละเอียดเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไป




