โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปี ผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กร หรือนักยุทธศาสตร์คนใดที่ยังกอดตำราเล่มเก่า บริหารบ้านเมืองด้วยแว่นตาคู่เดิม ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญหน้ากับทางตันอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เรากำลังเผชิญร่วมกันในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่คือ “พิมพ์เขียวใหม่ของระเบียบโลก” ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน เป็นระเบียบโลกที่ท้าทายกรอบความคิดดั้งเดิมที่เราเคยสมาทานกันมาเนิ่นนาน หากผู้นำยุคนี้ปรารถนาจะนำพาสังคมและประเทศชาติให้อยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
1. ความทันสมัยที่ไม่ผูกขาด: เมื่อเจริญได้โดยไม่ต้องแปลงเป็นตะวันตก (Multiple Modernities)
เป็นเวลากว่าศตวรรษที่แวดวงวิชาการและการบริหารของไทย ถูกครอบงำด้วยความคิดที่ว่า หากอยากให้ประเทศเจริญก้าวหน้าหรือมี “ความทันสมัย” (Modernization) เราจำเป็นต้องลอกเลียนแบบวิถีของตะวันตก (Westernization) ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ราวกับว่านั่นเป็นถนนสายเดียวที่มวลมนุษยชาติจำต้องเดิน
ทว่า วันนี้โลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงสภาวะ “ความทันสมัยที่หลากหลาย” (Multiple Modernities) อารยธรรมและประเทศต่าง ๆ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรือง มีวิทยาการขั้นสูง และมีเสถียรภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งรากเหง้า ตัวตน หรือจิตวิญญาณดั้งเดิมของตนเอง
ผู้นำในยุคปัจจุบันจึงไม่อาจมองโลกผ่านเลนส์แบบเหมาเข่ง (One-size-fits-all) ได้อีกต่อไป การทูตและการค้าจะพังทลายลงทันทีหากเราไปตัดสินประเทศอื่นว่า “ไม่พัฒนา” เพียงเพราะเขาไม่ได้ใช้พิมพ์เขียวทางการเมืองหรือเศรษฐกิจแบบอเมริกาหรือยุโรป ความเข้าใจในมิตินี้จะช่วยให้ผู้นำมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ เข้าหาพันธมิตรด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีที่เท่าเทียม และสามารถหยั่งรากความเจริญที่สอดรับกับอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างยั่งยืน
2. การเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจ: ยุคเสื่อมของตะวันตกนิยมและการกลับมาของบูรพาทิศ (Westernism in Decline & Return of Eastern Power)
เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Shift) ครั้งสำคัญ อำนาจทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพลังอำนาจแห่งอนาคต กำลังเคลื่อนย้ายจากซีกโลกแอตแลนติกเหนือข้ามมายังอินโด-แปซิฟิก ฝั่งตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังกลับมาทวงคืนพื้นที่ใจกลางของประวัติศาสตร์โลกอีกครั้ง
การเสื่อมถอยของ “ตะวันตกนิยม” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าตะวันตกจะล่มสลายหรือไร้ความหมาย แต่หมายถึง “การหมดสิ้นยุคผูกขาดความเป็นผู้นำโลก” ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Risk) จะตกอยู่กับผู้นำที่ยังพึ่งพาตลาด ทุน หรือระบบความมั่นคงจากฝั่งตะวันตกแต่เพียงฝั่งเดียว โดยละเลยความจริงที่ว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่โตเร็วที่สุดและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญที่สุดในโลกปัจจุบันฝังตัวอยู่ในโลกตะวันออก
ผู้นำที่ชาญฉลาดในยุคเปลี่ยนผ่านจึงต้องหันมาศึกษา “วิถีตะวันออก” อย่างจริงจัง เรียนรู้วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มั่นคงแบบจีน หรือถอดรหัสการทูตที่ยืดหยุ่นประนีประนอม และไม่เลือกข้างอันเป็นจุดแข็งของอาเซียน เพื่อนำมาปรับใช้ในการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของบ้านเมือง
3. ปรับรื้อตำรา รื้อสร้างองค์ความรู้สังคมศาสตร์ (Readjustment of Social Knowledge)
องค์ความรู้กระแสหลักของโลก ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ที่เราใช้เรียนใช้สอนในมหาวิทยาลัยและใช้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นโดยนักคิดตะวันตกในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งตกอยู่ภายใต้กรอบคิดที่เอาตะวันตกเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric)
ทว่า ในวันนี้ ตำราเก่าเหล่านั้นเริ่มไร้ความสามารถที่จะอธิบายปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ในเอเชียได้อย่างแม่นยำ ทฤษฎีเดิมไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมระบอบการเมืองของบางประเทศในเอเชียที่ไม่เข้าตามตำราประชาธิปไตยตะวันตก กลับสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับนวัตกรรม และขจัดความยากจนของประชาชนนับร้อยล้านคนได้อย่างรวดเร็ว หรือทำไมแนวคิดเรื่องครอบครัวนิยมและชุมชนนิยมในโลกตะวันออก ถึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่านโยบายรัฐสวัสดิการแบบตะวันตก
หน้าที่สำคัญของผู้นำและนักการศึกษาในยุคนี้ คือการสนับสนุนให้เกิดการ “ปรับรื้อและสร้างองค์ความรู้ใหม่” เพื่อสร้างนโยบายที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงของพื้นที่ (Local Context) เลิกเดินตามทฤษฎีที่ฝรั่งเขียนไว้แต่ใช้ไม่ได้จริงในเอเชีย
ยิ่งไปกว่านั้น หน้าที่อันสำคัญยิ่งของนักคิดและนักวิชาการไทยในเวลานี้ คือการลุกขึ้นมาสร้างองค์ความรู้ ตลอดจนหล่อหลอมต้นแบบทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมที่เป็น "ความทันสมัยหรืออารยะแบบไทย" (Thai-style Modernity/Civilization) ซึ่งเป็นการเจริญก้าวหน้าทางวัตถุและปัญญาที่หยั่งรากลึกอยู่ในเนื้อดินของเราเอง ไม่ใช่การลอกเลียนแบบใคร หากแต่เป็นความอารยะที่พร้อมจะแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกับโลกสากลได้อย่างสง่างาม
ปลายทางคือ "การประสานความรู้" ไม่ใช่การแบ่งแยก
สิ่งที่ผู้นำยุคนี้ต้องระแวดระวังลุ่มหลงให้จงหนัก คือการไม่ตกหลุมพรางของ “สงครามเย็นครั้งใหม่” หรือการแบ่งขั้วทางความคิดแบบสุดโต่ง ประเภทที่เชิดชูตะวันออกแล้วเกลียดชังตะวันตก หรือบูชาตะวันตกแล้วกดทับปฏิเสธตะวันออก การมองโลกแบบขาว-ดำเช่นนั้นรังแต่จะนำพาความขัดแย้งมาสู่บ้านเมือง
ผู้นำที่ยอดเยี่ยมและเป็นที่ต้องการของยุคสมัย คือผู้ที่สามารถทำ “การประสานประโยชน์และเชื่อมโยงองค์ความรู้” (Fruitful Reconciliation of East and West) นั่นคือการรู้จักเลือกสรรและหลอมรวมจุดแข็งของทั้งสองโลกเข้าด้วยกันอย่างทรงพลัง
หยิบยกและเรียนรู้ วิทยาการ นวัตกรรม ความเป็นสถาบัน และระบบธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพจากโลกตะวันตก
ผสานและสมาน เข้ากับความยืดหยุ่น ยุทธศาสตร์ที่มองการณ์ไกล ตลอดจนคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณอันงดงามจากโลกตะวันออก
ในท้ายที่สุดแล้ว การก้าวให้ทันโลกศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่การวิ่งไล่กวดตามก้นฝรั่งอย่างสิ้นคิด และไม่ใช่การปิดหูปิดตาปฏิเสธความเจริญของโลกภายนอก ทว่าคือ "การโอบรับและรู้เท่าทันต่อระเบียบโลกใหม่" ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดอันเป็นอิสระทางปัญญา ผู้นำและนักคิดไทยยุคเปลี่ยนผ่านจำต้องยืนอย่างสง่างามบนรากเหง้าของตนเอง พร้อมที่จะเรียนรู้วิทยาการจากตะวันตก และโอบรับพลังขับเคลื่อนใหม่จากตะวันออก เพื่อนำพาบ้านเมืองและมหาชนข้ามผ่านมรสุมภูมิรัฐศาสตร์ สู่ความเจริญรุ่งเรืองที่เป็นอารยะในแบบของเราเองอย่างแท้จริง




