News Logo
หน้าแรก
เรื่องเล่าจากนิทรรศการพิเศษ “ดอนยายทอง”

เรื่องเล่าจากนิทรรศการพิเศษ “ดอนยายทอง”

7 ก.ย. 2569 13:00
ผู้ชม 5 คน

การขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ดอนกลางผืนนาบ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ที่เรียกกันว่า “แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาที่สุดครั้งหนึ่งของแวดวงโบราณคดีของไทย เมื่อพบโครงกระดูกมนุษย์และโบราณวัตถุที่ฝังไว้ด้วยกันในสภาพสมบูรณ์มาก จนเป็นหลักฐานชั้นดีที่สะท้อนความเชื่อและพิธีกรรมฝังศพ ตลอดจนแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนโบราณแห่งนี้กับชุมชนภายนอกในช่วงเวลากว่า 2,000 ปีมาแล้ว

กรมศิลปากรจึงนำโบราณวัตถุที่ค้นพบมาจัดนิทรรศการพิเศษในชื่อ “ดอนยายทอง : ปฐมบทอารยธรรมเมืองเพชรบุรี” ระหว่างวันที่ 24 - 28 สิงหาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกก่อนนำไปทำการอนุรักษ์และศึกษาข้อมูลต่อไป

กลองมโหระทึกแบบเอเกอร์ 1 (Heger I) ในวัฒนธรรมดองซอน เป็นกลองสำริดโบราณ กำหนดอายุในช่วง 1,500 - 2,000 ปี

กลองมโหระทึกแบบเอเกอร์ 1 (Heger I) ในวัฒนธรรมดองซอน เป็นกลองสำริดโบราณ กำหนดอายุในช่วง 1,500 - 2,000 ปี

แม้เป็นนิทรรศการขนาดเล็กที่จัดขึ้นเพียงแค่ 5 วัน ทว่าได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่ติดตามข่าวสารการขุดค้นพบตลอดช่วงเวลากว่า 6 เดือนที่ทีมนักโบราณคดีปฏิบัติงาน

ภายในงานบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ผศ.แสนประเสริฐ ปานเนียม ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประสานให้กรมศิลปากรลงพื้นที่ตรวจสอบหลังจากมีชาวบ้านพบกลองมโหระทึก หรือกลองสำริดโบราณที่ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ฝังอยู่กลางทุ่งนาของนางคนางค์ และนายเจน เพชรสุด เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569

ที่ตั้งของโบราณวัตถุที่พบมีลักษณะเป็นที่ดอนสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ชาวบ้านแถวนั้นเรียกบริเวณนี้ว่านาดอนยายทอง ตามชื่อเจ้าของเดิมคือ ‘ยายทอง’ จึงเป็นที่มาของชื่อ “แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง”

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ทีมนักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เริ่มเปิดหน้าดินเพื่อขุดกู้กลองมโหระทึกด้วยกระบวนการขุดค้นทางโบราณคดีเต็มรูปแบบ เริ่มจากพื้นที่ทรงสี่เหลี่ยมขนาด 2 x 2.2 เมตร วางแนวตามทิศตะวันออก-ตะวันตก กำหนดตำแหน่งที่พบกลองไว้ตรงกลาง ผลการขุดกู้พบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึกใบแรก เมื่อขุดถึงระดับความลึกประมาณ 60 เซนติเมตร พบกลองใบที่สองกับภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง

นักโบราณคดีจึงต้องเปลี่ยนภารกิจจากงานขุดกู้ (กลองมโหระทึก) มาเป็นงานขุดค้นแทน

เมื่อขุดลึกลงไปอีก ไม่เพียงพบชิ้นส่วนกลองมโหระทึกเพิ่มเติม ยังพบโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียงในแนวระนาบเดียวกัน พร้อมสิ่งอุทิศวางในตำแหน่งต่าง ๆ ทำให้ทีมนักโบราณคดีดำเนินการขุดค้นอย่างละเอียดเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการขยายพื้นที่ขุดค้นออกไปเป็นขนาด 4 x 4.5 เมตร และขนาด 6 x 6 เมตรในท้ายที่สุด จนพบโครงกระดูกเพิ่มเติม และหลักฐานใหม่อีกมากมาย

ผลจากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2569 ทีมนักโบราณคดีพบโครงกระดูกมนุษย์ 11 โครง กลองมโหระทึก 6 ใบ ภาชนะสำริด ภาชนะดินเผา เครื่องประดับทองคำ เครื่องประดับสำริด ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน กำไลหิน กระสุนดินเผา กรามสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทวัวควาย ทั้งหมดถูกฝังรวมกันอย่างเป็นระเบียบ

สะท้อนให้เห็นว่าบุคคลที่ถูกฝังเหล่านี้มีระบบความเชื่อและรูปแบบพิธีกรรมที่ซับซ้อนเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย อีกทั้งแสดงถึงสถานะทางสังคมของผู้ล่วงลับว่าน่าจะเป็นชนชั้นสูง หรือผู้ร่ำรวยของยุคสมัยนั้น เพราะมีการให้คุณค่าอย่างสูงด้วยการอุทิศสิ่งของมีค่าจำนวนมาก

ภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญครบทุกประเภท (ยกเว้นโครงกระดูกมนุษย์) พร้อมข้อมูลรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

โครงกระดูกมนุษย์ 11 โครง ฝังแยกกันเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 4 โครง กลุ่มที่พบตรงพื้นที่ส่วนขยายด้านทิศใต้จำนวน 4 โครง วางตัวเรียงแนวเดียวกับกลุ่มแรก โดยมีภาชนะดินเผาคั่นกลาง และกลุ่มที่พบในพื้นที่ส่วนขยายด้านทิศเหนืออีก 3 โครง

ทุกโครงนอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางทิศเดียวกันคือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีการฝังอุทิศภาชนะดินเผาและภาชนะสำริดบริเวณปลายเท้า สวมเครื่องประดับกำไลข้อเท้าสำริด ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน เครื่องประดับทองคำ อาทิ กำไล แหวน จี้ และต่างหู

ภาชนะดินเผาที่พบมีหลายรูปแบบและขนาด สันนิษฐานว่าใช้บรรจุอาหารอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับ

ภาชนะดินเผาที่พบมีหลายรูปแบบและขนาด สันนิษฐานว่าใช้บรรจุอาหารอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับ

สิ่งที่แปลกไม่เคยปรากฏหลักฐานการพบจากแหล่งโบราณคดีอื่นในประเทศไทยมาก่อน คือ โครงกระดูกทั้ง 11 โครง สวมโลหะสำริดครอบศีรษะทั้งส่วนบนของกะโหลกและบริเวณคาง กับการฝังซ้อนทับร่างกัน

ส่วนกลองมโหระทึกที่พบจำนวน 6 ใบ นับเป็นการพบครั้งแรกในจังหวัดเพชรบุรี และพบจากแหล่งโบราณคดีเดียวกันจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย

แม้ส่วนใหญ่จะมีสภาพไม่สมบูรณ์ แต่ลักษณะบ่งบอกว่าเป็นรูปแบบเดียวกับวัฒนธรรมดองซอน วัฒนธรรมยุคสำริดที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแดง (ตอนเหนือของเวียดนาม) คือเป็นกลองสำริดทรงกระบอก ส่วนบนและส่วนล่างผายออก มีหูกลอง 4 หู หน้ากลองมีทั้งแบบประดับลวดลายและแบบเรียบ เรียกว่าแบบเฮเกอร์ 1 (Heger I) กำหนดอายุในช่วง 1,500 - 2,000 ปี จึงเป็นหลักฐานแสดงว่าพื้นที่นี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายวัฒนธรรมและการค้าที่เชื่อมโยงกับอารยธรรมจีนตอนใต้และชุมชนอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับภาชนะดินเผาและภาชนะสำริดที่พบมีหลายรูปแบบและขนาด ภาชนะดินเผามีการวางบริเวณปลายเท้าและล้อมรอบหลุมฝังศพ ส่วนภาชนะสำริดวางบริเวณลำตัวและปลายเท้า เบื้องต้นสันนิษฐานว่าภาชนะเหล่านี้ใช้บรรจุอาหารเพื่อเป็นเครื่องอุทิศให้กับผู้ล่วงลับ

กลุ่มเครื่องประดับเป็นโบราณวัตถุที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มีทั้งกำไลข้อมือทองคำ แหวนทองคำ จี้ทองคำ ต่างหูทองคำ ลูกปัดทองคำ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และเครื่องประดับสำริดจำนวนมาก แสดงถึงความสำคัญและฐานะของบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องประดับ

เครื่องประดับทองคำที่พบมีรูปแบบและลวดลายคล้ายคลึงกับเครื่องประดับในวัฒนธรรมอินเดียโบราณ สะท้อนว่าชุมชนโบราณแห่งนี้มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายที่มาจากเส้นทางการค้ากับอินเดียในช่วงปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์

เครื่องประดับชิ้นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือ ‘แหวนตราทองคำ’ จารึกอักษรพราหมี ภาษาปรากฤต ที่พบในระหว่างการจัดเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ พร้อมกับแหวนทองคำอีกวงที่ไม่มีลวดลายประดับ ซึ่ง ดร.อุเทน วงศ์สถิต อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่าจารึกบนแหวนวงนี้เป็นอักษรอินเดียโบราณพราหมี อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5 - 7 หรือประมาณ 1,900 - 2,100 ปีที่ผ่านมา

จารึกอ่านว่า ‘ปุสรขิตส’ แปลว่า ‘ของปุสรขิตะ’ สันนิษฐานว่าเจ้าของแหวนอยู่ในวรรณะแพศย์ (พ่อค้า) เพราะการค้ายุคโบราณ แหวนตราแบบนี้ (จารึกตัวอักษรกลับด้าน) เป็นสัญลักษณ์แทนผู้เป็นเจ้าของสินค้า ใช้ประทับตราบนสิ่งของที่อ่อนนุ่ม เช่น ครั่ง ขี้ผึ้ง หรือดินเหนียว เป็นต้น

แหวนตราจารึกอักษรโบราณเป็นโบราณวัตถุที่พบน้อย แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีการพบอักษรพราหมีบนตราประทับและเครื่องประดับในแหล่งโบราณคดีทางภาคใต้ แต่การพบที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทองถือเป็นครั้งแรกที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดี ที่สำคัญยังพบใน ‘ตำแหน่งเดิม’ (in situ) ทำให้แวดวงโบราณคดีนานาชาติถือว่าแหวนตราวงนี้เป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมในการศึกษาทางโบราณคดี

ต่างหูทองคำแบบต่าง ๆ ที่มีรูปแบบและลวดลายคล้ายคลึงกับเครื่องประดับในวัฒนธรรมอินเดียโบราณ

ต่างหูทองคำแบบต่าง ๆ ที่มีรูปแบบและลวดลายคล้ายคลึงกับเครื่องประดับในวัฒนธรรมอินเดียโบราณ

การพบโบราณวัตถุตรงที่ฝังไว้ตั้งแต่ในอดีต โดยไม่มีการเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง หรือถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอกก่อนถึงมือของนักโบราณคดี คือความพิเศษสุดของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ที่จะช่วยให้เข้าใจบริบทสังคมในอดีตได้อย่างถูกต้อง

ในบทสรุปของนิทรรศการเปิดเผยผลค่าอายุจากตัวอย่างถ่านที่ส่งไปตรวจยังห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ BETA ANALYTIC ที่สหรัฐอเมริกา ด้วยวิธี Accelerator Mass Spectrometer (AMS) ยืนยันว่ามีอายุประมาณ 2,100 ปีมาแล้ว

จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ชี้ชัดว่า แหล่งโบราณคดีดอนยายทองเป็นแหล่งฝังศพที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม การติดต่อการค้าระหว่างดินแดนสุวรรณภูมิกับอินเดียและจีนตอนใต้ในช่วงต้นประวัติศาสตร์ และมีศักยภาพต่อการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งในด้านโบราณคดี มานุษยวิทยา และประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของภูมิภาค

‘กรรณิการ์ เปรมใจ’ นักโบราณคดี ชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และหัวหน้าทีมปฏิบัติการขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ให้ข้อมูลกับผู้เขียนในระหว่างการชมนิทรรศการว่า หลังจากนี้โบราณวัตถุทุกชิ้นจะถูกนำไปอนุรักษ์ต่อที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เช่นเดียวกับโครงกระดูกทั้ง 11 โครง ที่เคลื่อนย้ายไปแล้ว

“ส่วนการดำเนินการขุดค้นครั้งใหม่จะเริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม 2569 ด้วยการขยายพื้นที่การขุดค้นจากเดิมที่มีขนาดเพียง 6x6 เมตร เป็นเต็มพื้นที่กระทงนา”

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Data Center กลางกรุง ระบบรั่ว คนโง่ หรือคนแกล้งโง่
Data Center กลางกรุง ระบบรั่ว คนโง่ หรือคนแกล้งโง่