ช่วงนี้ได้ยินเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร และฝ่ายบุคคลหลายแห่งบ่นเรื่องคล้าย ๆ กัน ผู้สมัครงานบางคนเดินเข้าห้องสัมภาษณ์มา ยังไม่ทันได้คุยกันมากนักว่างานที่สมัครคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง เคยสร้างผลงานอะไรมา หรือถ้ารับเข้ามาแล้วจะช่วยให้องค์กรดีขึ้นตรงไหน ก็เริ่มยิงคำถามกลับมาเป็นชุด
มี Work from Home ไหม หยุดกี่วัน ต้องทำ OT หรือเปล่า OT ได้เงินไหม มีโบนัสไหม ประกันอะไรบ้าง ลาพักร้อนได้กี่วัน ลากิจได้ไหม เวลาเข้างานยืดหยุ่นหรือเปล่า มีอาหารไหม มีฟิตเนสไหม มีโน่นไหม มีนี่ไหม
ผมคิดว่าถามได้ครับ ถามได้ทุกข้อเลย เพราะคนสมัครงานมีสิทธิ์รู้ว่าองค์กรจะให้อะไรกับเขา ก่อนตัดสินใจว่าจะเอาเวลาหลายปีของชีวิตมาฝากไว้กับที่นี่หรือไม่
แต่ในห้องเดียวกันนั้นยังมีอีกคำถามหนึ่งที่ฝ่ายนายจ้างก็มีสิทธิ์ถามเหมือนกัน
“แล้วคุณจะให้อะไรกับองค์กรบ้างครับ?”
เพราะการจ้างงานไม่ใช่โครงการสวัสดิการแห่งชาติ และบริษัทก็ไม่ได้เปิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ดูแลความสุขของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว มันคือการแลกเปลี่ยน ฝ่ายหนึ่งมีเวลา ความสามารถ ความคิด ความรับผิดชอบ และแรงงาน อีกฝ่ายมีเงินเดือน สวัสดิการ โอกาส และทรัพยากร ต่างฝ่ายต่างเอาของที่ตัวเองมีมาวางบนโต๊ะ แล้วถามกันง่าย ๆ ว่า แลกกันไหม
อยากได้เงินเดือนดี ผมเข้าใจ อยากมีวันหยุด ผมเข้าใจ ไม่อยากทำ OT ผมก็เข้าใจ อยากมี Work-Life Balance ยิ่งเข้าใจใหญ่เลย ชีวิตคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานจนตาย
แต่ถ้าคำถามทั้งหมดของผู้สมัครคือ “ผมจะได้อะไร” โดยแทบไม่มีคำถามว่า “แล้วผมทำอะไรให้คุณได้บ้าง” คำถามที่ผุดขึ้นในใจของคนที่นั่งอีกฝั่งของโต๊ะก็คือ
“แล้วผมจะจ้างคุณทำไม”
ก่อนจะไปต่อ ขอวางเรื่องหนึ่งไว้ตรงนี้ก่อน เพื่อไม่ให้เข้าใจกันผิด
นี่ไม่ใช่สงครามระหว่าง Baby Boomer, Gen X, Gen Y หรือ Gen Z และไม่ใช่เด็ก Gen Z ทุกคนจะเป็นแบบนี้ คนรุ่นใหม่ที่เก่ง ขยัน มีความรับผิดชอบ และรู้ว่าตัวเองสร้างคุณค่าอะไรได้ มีอยู่มากมาย และคนเหล่านั้นอาจยิ่งมีค่าขึ้นด้วยซ้ำในยุคนี้ ผมเองก็เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่เดินเข้าห้องสัมภาษณ์โดยไม่รู้ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ในมือบ้างเหมือนกัน
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเกิด Generation ไหน ปัญหาอยู่ที่ว่าวันที่คนคนหนึ่งเดินเข้าไปต่อรองกับองค์กร เขามีอะไรอยู่ในมือ
เมื่อก่อนคำถามนี้อาจไม่สำคัญมากนัก เพราะโรงงานต้องมีคน บริษัทต้องมีคน สำนักงานต้องมีคน โรงพยาบาลต้องมีคน ธนาคารต้องมีคน ไม่ว่ามนุษย์จะเรื่องมากแค่ไหน สุดท้ายนายจ้างก็ยังต้องง้อมนุษย์
แต่โลกกำลังเปลี่ยนครับ เพราะวันนี้มีผู้สมัครงานอีกประเภทหนึ่งเดินเข้ามาในตลาดแรงงานแล้ว
ผู้สมัครคนนี้ไม่เคยถามว่า Work from Home ได้กี่วัน ไม่ถามว่าหยุดเสาร์อาทิตย์ไหม ไม่ขอลาพักร้อน ไม่มีลากิจ ไม่มีลาป่วย ไม่เบิกค่ารักษาพยาบาล ไม่มี maternity leave ไม่ถามโบนัส ไม่ขอขึ้นเงินเดือนเพราะค่าครองชีพแพง ไม่บ่นว่าหัวหน้า toxic ไม่ Burnout และที่สำคัญ…
มันทำงานตอนตีสามได้
ชื่อของผู้สมัครคนนี้คือ AI
และถ้างานนั้นต้องใช้แขนใช้ขาด้วย เราก็กำลังมีเพื่อนของมันอีกคนชื่อ Robot
มันยังทำงานแทนมนุษย์ไม่ได้ทุกอย่างแน่นอน และในหลายเรื่องยังห่างไกลจากมนุษย์ที่เก่งจริง ๆ แต่คำสำคัญคือ “ยัง”
ถึงตรงนี้ ผมขอเตือนฝั่งนายจ้างไว้ด้วยเหมือนกันว่าอย่าเพิ่งดีใจเกินไป
ผู้สมัครที่ชื่อ AI ไม่ได้มาฟรี มันมีค่าระบบ ค่าข้อมูล ค่าเวลาที่ต้องลองผิดลองถูก และมีค่าคนที่ต้องคอยตรวจว่าสิ่งที่มันทำออกมานั้นถูกหรือมั่ว เวลามันทำพัง มันก็ไม่ได้เดินเข้าห้องประชุมมารับผิดชอบแทนเรา คนที่ต้องเซ็นชื่อรับผลยังเป็นมนุษย์อยู่ดี
องค์กรที่คิดว่าซื้อ AI มาแล้วจะลดคนออกได้เป็นแถว โดยไม่ต้องออกแบบงานใหม่ ไม่ต้องฝึกคนที่เหลือ ไม่ต้องวางระบบตรวจสอบ สุดท้ายอาจเหลืองานกองหนึ่งที่เสร็จเร็วมาก แต่ไม่มีใครกล้ารับรองว่าใช้ได้
AI จึงไม่ได้ลบมนุษย์ออกจากสมการ มันแค่เปลี่ยนว่า มนุษย์แบบไหนที่ยังจำเป็น และคำถามข้อนี้ทั้งลูกจ้างและนายจ้างต้องตอบพร้อมกัน
คนรุ่นใหม่จึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับนายจ้างเต็มที่ครับ มีสิทธิ์บอกว่าไม่ต้องการให้งานกินชีวิตทั้งชีวิต ถูกต้องแล้ว มีสิทธิ์บอกว่าต้องการ Work-Life Balance ก็ยินดีด้วย มีสิทธิ์บอกว่าเงื่อนไขแบบนี้ไม่ทำ ก็ไม่มีปัญหา
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องจำไว้
สิทธิ์ในการปฏิเสธไม่ได้มีอยู่ฝ่ายเดียว
นายจ้างก็มีสิทธิ์ตอบว่า “ตกลงครับ” แล้วหันไปถาม AI ว่า
“มึงทำได้ไหม”
ถ้ามันตอบว่า “ได้ครับ” เรื่องอาจจบตรงนั้นเลย
ใครที่เก่งจน AI แทนไม่ได้ ต่อรองได้เต็มที่ครับ อยากได้เงินเดือนสูง ต่อรอง อยากหยุดเยอะ ต่อรอง อยากทำงานจากมัลดีฟส์ ต่อรอง เพราะมีของอยู่ในมือจริง
แต่ถ้าความสามารถยังธรรมดา งานที่ทำก็เป็น routine ความรับผิดชอบไม่อยากเพิ่ม งานเกินเวลานิดหนึ่งก็ไม่เอา แต่ expectation ต่อองค์กรมีสิบเจ็ดข้อ ก่อนจะถามว่าบริษัทมีอะไรให้บ้าง อาจต้องถามตัวเองอีกข้อหนึ่งก่อนว่า
“ถ้าบริษัทไม่เลือกผม บริษัทเสียอะไร”
ถ้าคำตอบคือ “ไม่ค่อยเสียอะไร” อันนี้น่าคิดแล้วครับ
และถ้าคำตอบที่น่ากลัวกว่านั้นคือ “ไม่เสียอะไร แถม AI ทำได้ถูกกว่าอีก” ก็คงไม่มีใครทะเลาะด้วย
เพราะประโยคที่นายจ้างจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้พูดออกมาดัง ๆ แต่คิดอยู่ในใจแล้ว คือประโยคนี้
ผมเคารพ Work-Life Balance ของคุณอย่างที่สุด
นั่นประตู
นั่นบ้าน
นั่นเตียงนอน
กลับไปนอนให้เต็มที่ครับ ไม่ต้องห่วงงาน
ผมมี AI กับ Robot แล้ว
แต่เขียนมาถึงตรงนี้ ผมยังจบไม่ลงครับ
เพราะประโยคที่ว่า “เงื่อนไขแบบนี้ฉันไม่ทำ” ไม่ใช่ประโยคที่ทุกคนพูดได้
คนที่พูดประโยคนี้ได้อย่างสบายใจ หลายคนมีบ้านให้กลับ มีข้าวให้กิน มีครอบครัวเป็นเบาะรองรับ หรืออย่างน้อยก็มีเงินสำรองมากพอให้ตัวเองว่างงานได้ระยะหนึ่ง
การมีสิทธิ์ปฏิเสธงาน คือทรัพย์สินอย่างหนึ่งครับ และทรัพย์สินก้อนนี้ บางคนสร้างขึ้นมาเอง แต่บางคนโชคดีกว่า เพราะได้รับต้นทุนชีวิตส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวตั้งแต่แรก
แล้วคนที่ไม่มีล่ะครับ
คนที่เรียนจบมาพร้อมหนี้ กยศ. คนที่เงินเดือนออกวันที่ห้า แล้ววันที่สิบห้าก็หมดแล้ว คนที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ในฐานะมรดก แต่อยู่ในฐานะรายจ่ายประจำเดือน คนที่ถ้าตกงานสามเดือน คนทั้งบ้านสั่นคลอนตามไปด้วย
คนกลุ่มนี้ปฏิเสธงานได้ยากกว่ามากครับ ไม่ใช่เพราะไม่มีศักดิ์ศรี แต่เพราะไม่มีต้นทุนพอจะเดินออกจากห้องสัมภาษณ์ได้ง่าย ๆ
และคนกลุ่มนี้แหละที่อาจได้รับผลกระทบจาก AI หนักกว่าคนอื่น เพราะงานจำนวนมากที่เขาพอจะเข้าถึงได้ในช่วงเริ่มต้น มักเป็นงาน routine ที่ถูกทำให้เป็นระบบและ automation ได้ง่ายกว่างานที่ต้องอาศัย judgment ความเชี่ยวชาญ และความรับผิดชอบสูง
ผมไม่มีคำปลอบใจสวย ๆ ให้ แต่มีเรื่องที่คิดว่าจริงอยู่สามข้อ
ข้อแรก คนที่ไม่มีมรดกเป็นที่ดินหรือเงินก้อน ต้องสร้างมรดกอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาเอง และต้องเริ่มตั้งแต่วันที่ยังไม่เดือดร้อน สิ่งที่สะสมได้โดยไม่ต้องรอใครยกให้คือทักษะที่ต่อยอดกันเป็นชั้น ปีที่ห้าของคนคนหนึ่งต้องไม่ใช่ปีแรกที่ทำซ้ำห้ารอบ เพราะงานที่ทำซ้ำได้เหมือนเดิมทุกวัน คืองานที่ง่ายต่อการเขียนเป็นขั้นตอนให้เครื่องเข้ามาช่วยหรือทำแทน
ข้อสอง สะสมความน่าเชื่อถือไว้ในชื่อของตัวเอง ให้คนจำได้ว่างานที่ผ่านมือคนคนนี้แล้วเชื่อถือได้ เพราะสิ่งที่ AI ยังรับแทนมนุษย์ไม่ได้คือ ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในฐานะบุคคล เครื่องสร้างคำตอบได้ แต่เมื่อคำตอบนั้นสร้างความเสียหาย คนที่ต้องอธิบาย ตัดสินใจ เซ็นชื่อ และรับผลของการตัดสินใจยังเป็นมนุษย์ คนที่มี judgment และกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ จะยังมีมูลค่าสูงขึ้นในโลกที่ AI แพร่หลาย
ข้อสาม เก็บเงินสำรองให้ได้แม้จะน้อย เพราะเงินสำรองไม่ได้มีไว้กันฉุกเฉินอย่างเดียว มันคือสิ่งที่แปลงเป็นสิทธิ์ในการปฏิเสธ คนที่มีเงินพอประทังชีวิตสามเดือนหรือหกเดือน ย่อมมีอำนาจในการเจรจามากกว่าคนที่รู้ว่าถ้าเงินเดือนเดือนหน้าหายไป บ้านทั้งบ้านจะมีปัญหา
ผมเขียนไว้ข้างบนว่า นั่นประตู นั่นบ้าน นั่นเตียงนอน
แต่ผมรู้ดีว่าสำหรับหลายคน ประตูบานนั้นไม่ได้เปิดออกไปสู่บ้าน
คนที่มีบ้านรออยู่ เดินออกไปแล้วได้พัก
คนที่ไม่มี เดินออกไปแล้วได้แต่เดินต่อ
ผมจึงไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อขอให้ใครก้มหน้าทนงานแย่ ๆ ผมเขียนเพื่อจะบอกว่า คนที่ไม่มีเบาะรองแบบที่คนอื่นมี ต้องสะสมของในมือให้เร็วกว่าคนอื่นสักก้าวหนึ่งเสมอ
เพราะวันที่เขามีของมากพอ ประโยคที่ว่า “เงื่อนไขแบบนี้ฉันไม่ทำ” จะกลายเป็นประโยคของเขาบ้าง




