News Logo
หน้าแรก
มติ กกต.คดีฮั้ว สว.สวน กับบทบัญญัติของกฎหมาย-บรรทัดฐานเดิม

มติ กกต.คดีฮั้ว สว.สวน กับบทบัญญัติของกฎหมาย-บรรทัดฐานเดิม

15 ก.ย. 2569 14:13
ผู้ชม 3 คน

มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย (สว. ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 หรือ "คดีฮั้ว สว." ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย ได้สร้างข้อสงสัยและแรงสั่นสะเทือนต่อวงการกฎหมายและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่าง กกต. ที่อาจกำลังเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม

1. การปะปนหลักการ: นำหลักคดีอาญา (หมวด 6) มาครอบดุลพินิจการเพิกถอนสิทธิ (หมวด 4)

หัวใจสำคัญที่น่าจะเป็นข้อผิดพลาดทางหลักการอย่างร้ายแรงของ กกต. เสียงข้างมาก คือการนำ มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา (Proof Beyond a Reasonable Doubt) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หมวด 6 (บทกำหนดโทษ) มาปะปนและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใน หมวด 4 (การควบคุมการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม) โดยเฉพาะ มาตรา 62

• หมวด 4 มาตรา 62 (มาตรการทางทางการเมือง)

: กำหนดไว้ชัดเจนว่า หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกเป็นไปโดยทุจริต หรือไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์เพียง "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" (Reasonable Grounds to Believe) ซึ่งเป็นเกณฑ์ดุลพินิจเพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานมัดแน่นถึงขั้นลงโทษจำคุกบุคคล

• หมวด 6 (ความผิดทางอาญา)

: เป็นเรื่องของการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรเพื่อลงโทษจำคุกหรือปรับบุคคลในทางอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาและเจาะจงตัวบุคคลอย่างเคร่งครัด

การที่ กกต. นำเงื่อนไขทางอาญาในหมวด 6 มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิทธิทางการเมืองตามหมวด 4 ส่งผลให้เกิดการ "บีบช่องทางฟ้อง" ให้แคบลงอย่างผิดธรรมชาติ จนยกเว้นไม่ส่งฟ้องกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าทำให้การเลือกไม่สุจริต เพียงเพราะอ้างว่า "หลักฐานทางอาญายังไม่ถึงขั้น" ทั้งที่มาตรการตามหมวด 4 ถูกออกแบบมาเพื่อล้างผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตออกไปก่อน โดยไม่สามารถนำองค์ประกอบความผิดอาญามาครอบบังคับใช้ได้ เว้นแต่การกระทำนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาด้วย

2. บทเรียนบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีทุจริตเลือก สว. (ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ร้อยเอ็ด)

หากนำแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่เคยมีคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองของผู้กระทำผิดในคดีเลือก สว. ปี 2567 มาพิจารณา จะเห็นได้ชัดเจนว่าศาลฎีกามุ่งคุ้มครอง "วิจารณญาณอันเป็นอิสระ" และใช้พยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์ สถิติ และนิติวิทยาศาสตร์ในการวินิจฉัยตามมาตรา 62 โดยไม่ตัดตอนพิจารณาเฉพาะเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียว ดังนี้:

คดีชลบุรี (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 47/2568) :

• บรรทัดฐานแรกของการจับคู่: ศาลฎีกาวางแนวไว้ว่า เพียงการ "สมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนน" ผ่านข้อความแชทแอปพลิเคชัน LINE เช่น "เราเป็นเนื้อคู่กันแน่เลยค่ะ มาจับคู่เลือกกันนะ" หรือการนัดพบปะกันก่อนวันเลือกจริง ก็ถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำลายดุลพินิจอิสระและทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมแล้ว ศาลจึงพิพากษา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

คดีฉะเชิงเทรา / คดี "กำพล" (ดำ ลต สว 19/2568 / แดง ลต สว 66/2569) :

• เครือข่ายจัดตั้งและผู้บงการ (Mastermind): ศาลรับฟังพฤติการณ์การทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีการวางแผน จัดหาผู้สมัครนอมินี สนับสนุนเงินค่าสมัคร (คนละ 4,500 บาท) และสั่งการลงคะแนน ("ยิงเบอร์")

• พยานซัดทอดและพยานดิจิทัล: ศาลรับฟังคำให้การของ ผู้ร่วมกระทำความผิดที่ กกต. กันไว้เป็นพยาน (Accomplice Witness) ตามมาตรา 65 ประกอบกับพยานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น คลิปเสียงที่ไม่พบร่องรอยตัดต่อ, ประวัติการใช้โทรศัพท์ (Call Log), และชุดข้อมูลแชท LINE ศาลมองภาพรวม (The Big Picture) ตั้งแต่ขั้นตระเตรียมการว่าเป็นการกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อล็อกผลลัพธ์ แม้ผู้บงการจะไม่ได้ลงมือส่งเงินด้วยตนเองก็ตาม

คดีร้อยเอ็ด (ดำ ลต สว 15/2568 / แดง ลต สว 69/2569) :

• นอมินีการเงินและกระบวนการศาลอำพราง: ผู้กระทำผิดพยายามสร้างธุรกรรมอำพรางโดยโอนเงินผ่านบัญชีนอมินี (ลูกน้อง/ภริยา) และอ้างค่าสินค้า/ค่ากาแฟ รวมถึงการสร้างพยานหลักฐานเท็จด้วยการแกล้งยื่นฟ้องคดีแพ่งอำพราง

• พยานวิทยาศาสตร์และหลักความผิดสำเร็จ: ศาลฎีกาใช้น้ำหนักจากพิกัดเสาสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Site) ยืนยันตำแหน่งบุคคลร่วมกับระยะเวลาโอนเงินที่ห่างกันเพียง 1 นาที หักล้างข้ออ้างทั้งหมด อีกทั้งวางหลักว่าการ "เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้" ถือเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่การเจรจาสิ้นสุด แม้เงินยังไม่ถึงมือก็ตาม ส่งผลให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี รวม 6 ราย

พฤติการณ์จากทั้ง 3 คดีข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าการบล็อกโหวต การตั้งเครือข่าย หรือการตกลงแลกคะแนน ย่อม "เพียงพอ" ที่จะรับฟังได้ว่าการเลือก สว. "มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม" ตามมาตรา 62 การที่ กกต. เสียงข้างมากมองข้ามพยานหลักฐานเชิงเชื่อมโยง แผนผังความสัมพันธ์ และรูปแบบการลงคะแนน แล้วตัดตอนส่งฟ้องเพียง 77 ราย โดยอ้างว่าพยานหลักฐานทางอาญาไม่สมบูรณ์ จึงเป็นการปฏิเสธเจตนารมณ์ของกฎหมายและบรรทัดฐานของศาลฎีกาโดยสิ้นเชิง

3. สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดอาญา

การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เสียงข้างมากในครั้งนี้ อาจมิใช่เพียงความผิดพลาดในการตีความกฎหมายธรรมดา แต่อาจเข้าข่ายเป็นการ "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 69 ด้วยเหตุผลดังนี้:

• การดึงพฤติการณ์ความผิดออกมารับโทษบางส่วน (ตัดตอนคดี): ทั้งที่มีรายงานและพยานหลักฐานจากสำนวนการไต่สวนที่ระบุถึงผู้เกี่ยวข้องและขบวนการที่ใหญ่กว่า แต่การกระทำของ กกต. เสียงข้างมากอาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อ "ปล่อยหลุด" ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะระดับผู้วางแผน สั่งการ หรือสนับสนุนทางการเมือง

• สร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อระบบกระบวนการยุติธรรม: การนำหลักกฎหมายอาญามาสวมทับดุลพินิจในคดีเลือกตั้ง จะทำให้ กกต. กลายเป็น "เกราะคุ้มกัน" ผู้กระทำผิด แทนที่จะเป็น "ผู้พิทักษ์ความสุจริตหรือเที่ยงธรรม" ของการเลือกตั้ง

บทสรุป

มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ส่งฟ้องเพียง 77 ราย จากคดีฮั้ว สว. ทั้งระบบ ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย จึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายผิดประเภทอย่างร้ายแรง การนำหมวด 6 (โทษทางอาญา) มาบดบังหมวด 4 (การควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต) ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. แต่ยังอาจเป็นเหตุแห่งความรับผิดทางอาญาที่ กกต. เสียงข้างมากต้องเผชิญในอนาคต หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการตัดตอนและเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวทำไปเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้พ้นจากการถูกตรวจสอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับบ้านนอนดีกว่าไหม วันที่นายจ้างมีพนักงานใหม่
กลับบ้านนอนดีกว่าไหม วันที่นายจ้างมีพนักงานใหม่