ประเทศต้องเคยยิ่งใหญ่ก่อนหรือ จึงจะเสื่อมแบบจักรวรรดิปลายยุคได้
โรมเคยสร้างถนนและวางรากฐานกฎหมาย จีนเคยเป็นศูนย์กลางอารยธรรม ออตโตมันเคยปกครองดินแดนข้ามสามทวีป สหภาพโซเวียตเคยส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศเป็นชาติแรก พวกเขามีความสำเร็จจริง ก่อนจะค่อย ๆ เสียอำนาจที่เคยมี
เจ็ดบทที่ผ่านมาเล่าถึงปัญหาที่กัดกินรัฐเหล่านี้ ความสำเร็จทำให้หยุดเรียนรู้ ภาระโตเกินกำลัง อำนาจกลายเป็นของซื้อขาย คนข้างบนแย่งกันครองประเทศ คนไม่พร้อมได้ตำแหน่ง และประชาชนค่อย ๆ หมดศรัทธา แต่ผลลัพธ์ไม่ได้เหมือนกันทุกแห่ง บางรัฐปรับตัวทัน บางแห่งเปลี่ยนช้า และบางแห่งยอมเสียทั้งระบบ เพราะไม่ยอมเสียประโยชน์บางส่วน
แต่โรคเหล่านี้ไม่ได้สงวนไว้ให้ประเทศที่เคยรุ่งเรือง ประเทศหนึ่งอาจมีครบทุกอาการ ทั้งที่ยังสร้างชีวิตมั่นคงให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เลย
ความยิ่งใหญ่ต้องใช้ความสามารถ แต่ความเสื่อมไม่ต้องรอให้ยิ่งใหญ่ก่อน
ลองมองประเทศสมมติแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “สารขันธ์”
สารขันธ์ชอบบอกว่าผ่านวิกฤตมาแล้วหลายครั้งและรอดทุกครั้ง คนที่ปกครองประเทศจึงมั่นใจว่าวิธีเดิมยังใช้ได้ โดยไม่ถามว่าแต่ละครั้งได้แก้ปัญหาจริง หรือเพียงให้ประชาชนแบกรับจนผ่านไปได้อีกหน ใครเสนอให้เปลี่ยนก็ถูกถามว่า ถ้าระบบไม่ดี แล้วเราอยู่มาได้อย่างไร
คำถามที่ควรถามกลับคือ อยู่มาได้แบบไหน และใครเป็นคนจ่าย
สารขันธ์ไม่มีอาณานิคมครึ่งโลกให้ดูแล แต่ทำให้การดูแลประเทศตัวเองยุ่งยากได้ หน่วยงานเพิ่ม ขั้นตอนเพิ่ม งบเพิ่ม พอประชาชนมีปัญหา ทุกหน่วยงานกลับอธิบายได้ว่าทำไมไม่ใช่หน้าที่ตน เรื่องถูกส่งจากโต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่ง จนคนร้องเรียนเหนื่อยก่อนคนรับเรื่อง
ถ้าแก้ไม่ได้ก็ตั้งคณะกรรมการ ถ้ายังไม่ได้ผลก็ตั้งคนมากำกับอีกชั้น ประเทศจึงมีคนรับผิดชอบในเอกสารมากขึ้น แต่คนแก้เรื่องให้จบกลับหาไม่เจอ ในจักรวรรดิเก่า ระยะทางทำให้คำสั่งไปไม่ถึงชายขอบ ในสารขันธ์ บางครั้งไม่ต้องออกจากเมืองหลวง คำสั่งก็ไปไม่ถึงผลลัพธ์แล้ว
ส่วนตำแหน่งและงบประมาณถูกแบ่งให้พวกพ้อง คนที่ช่วยพาขึ้นสู่อำนาจก็รอรับส่วนแบ่ง คนได้ตำแหน่งต้องดูแลคนที่ฝากมา คนได้โครงการต้องรู้จักตอบแทนคนที่ช่วยให้ได้งาน ความสามารถจึงอาจสำคัญน้อยกว่าการอยู่ถูกกลุ่ม
งานประชาชนรอได้ แต่งานผู้มีพระคุณรอไม่ได้
เรื่องนี้ไม่ต้องมีใครยืนประมูลบัลลังก์กลางค่ายทหารเหมือนโรม แค่ตำแหน่งถูกใช้ตอบแทนบุญคุณ และงบส่วนรวมถูกใช้เลี้ยงเครือข่าย อำนาจที่ควรมีไว้ทำงานก็กลายเป็นของแบ่งกันแล้ว พอเกิดเรื่อง คนที่ควรถูกตรวจอาจเป็นคนของผู้มีหน้าที่ตรวจ วันนี้ช่วยปิดเรื่องให้ วันหน้าก็หวังให้อีกฝ่ายช่วยกลับ
เหอเชินมีเฉียนหลงเป็นผู้คุ้มครองคนสำคัญ ส่วนสารขันธ์มีเหอเชินหลายคน ต่างคนต่างมีผู้คุ้มครอง จัดการคนหนึ่ง เครือข่ายอื่นก็ยังอยู่ การปราบโกงจึงอาจจบแค่เปลี่ยนคนที่ได้กิน
ขณะเดียวกัน คนข้างบนก็แย่งกันเป็นเจ้าของประเทศ งบก้อนนี้ของกลุ่มเรา หน่วยงานนี้ของพวกเรา เก้าอี้นี้ต้องเป็นคนเรา ทุกฝ่ายพูดว่าประเทศเป็นของประชาชน แต่พอถึงเวลาแบ่งตำแหน่ง ประชาชนกลับไม่มีชื่ออยู่ในวง
การเปลี่ยนผู้ชนะจึงไม่จบปัญหา ถ้าทุกฝ่ายยังต้องการสิทธิ์ตั้งกติกาให้พวกตัวเองได้เปรียบ คนแพ้กลัวถูกเล่นงาน คนชนะกลัวเสียอำนาจ ต่างฝ่ายต่างยึดส่วนที่ตัวเองคุมไว้ ส่วนความเสียหายของบ้านเมืองให้คนอื่นรับไป
สารขันธ์มีคนเก่ง แต่ความสามารถอย่างเดียวพาไปไม่ถึงตำแหน่งสำคัญ ต้องมีคนฝาก มีคนคุ้มครอง และรู้ว่าเรื่องไหนควรเงียบ คนถามมากถูกมองว่าทำงานด้วยยาก คนไม่ขัดผู้ใหญ่กลับได้รับคำชมว่ารู้จักทำงาน
เมื่อเลือกคนจากความว่าง่าย ก็ได้คนถนัดรอคำสั่ง เมื่อให้ตำแหน่งตอบแทนความภักดี ก็ได้คนที่ห่วงเจ้านายมากกว่าผลงาน นานเข้า คนทำงานก็เรียนรู้ว่า แก้ปัญหาอาจได้ศัตรู แต่ทำให้เจ้านายสบายใจมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง
เจ้าชายออตโตมันบางองค์ถูกกักอยู่ในวังจนไม่มีโอกาสฝึกปกครอง ในสารขันธ์ไม่ต้องมีกำแพง ก็เลี้ยงคนให้ห่างจากโลกจริงได้ มีคนแก้ปัญหาให้ ปัดคำวิจารณ์ให้ และรับความผิดแทน พอวันหนึ่งได้ขึ้นไปตัดสินอนาคตคนจำนวนมาก ก็ยังเชื่อว่าทำผิดแล้วจะมีคนจัดการให้เหมือนเดิม
จากนั้นข่าวร้ายก็เดินทางลำบากขึ้น รายงานถูกเขียนให้ดูดี ปัญหาถูกเล่าให้ดูเล็ก คนเตือนถูกมองว่าทำลายภาพลักษณ์ ผู้บริหารจึงเห็นประเทศที่เรียบร้อยอยู่ในแฟ้ม ขณะที่ประชาชนต้องอยู่กับอีกประเทศหนึ่งนอกห้องประชุม
เมื่อพึ่งระบบไม่ได้ คนก็หาทางของตัวเอง เหมือนคนโซเวียตที่ใช้เส้นสายหาของที่ร้านรัฐไม่มี คนมีเงินซื้อบริการที่พึ่งได้ คนมีเส้นใช้คนรู้จัก คนมีทางไปก็หาที่วางอนาคตใหม่ ส่วนคนที่ไปไหนไม่ได้ก็ลดความหวังลงให้พอดีกับสิ่งที่หาได้
บ้านเมืองอาจดูสงบ เพราะคนจำนวนหนึ่งเหนื่อยเกินกว่าจะเรียกร้องซ้ำ ผู้ปกครองอาจนับความเงียบเป็นความสำเร็จ ทั้งที่ประชาชนเพียงเลิกเชื่อว่าพูดไปจะเปลี่ยนอะไรได้
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แยกกันอยู่ ระบบอุปถัมภ์พาคนไม่พร้อมขึ้นไป คนไม่พร้อมเลือกคนว่าง่าย คนว่าง่ายไม่รายงานข่าวร้าย ปัญหาจึงไม่ถูกแก้ ประชาชนยิ่งหมดศรัทธา แต่ผู้มีอำนาจกลับคิดว่าต้องควบคุมมากขึ้น วงจรจึงหมุนต่อ และทุกคนบอกว่าตัวเองกำลังแก้ปัญหา
ที่น่าเจ็บใจคือ สารขันธ์ยังไปไม่ถึงความเจริญที่ทำให้คนส่วนใหญ่มีชีวิตมั่นคง การศึกษายังให้โอกาสไม่ทั่วถึง กฎหมายยังคุ้มครองคนไม่เท่ากัน แต่ระบบอภิสิทธิ์กลับแข็งแรงจนแทบแตะไม่ได้
ความมั่งคั่งมีแล้ว แต่อยู่กับคนบางกลุ่ม ความมั่นคงก็มีแล้ว แต่เป็นความมั่นคงของเก้าอี้และเครือข่าย ส่วนประชาชนยังถูกขอให้อดทนรออนาคตที่ประกาศใหม่ทุกปี
สารขันธ์ยังปีนไปไม่ถึงความเจริญที่คนส่วนใหญ่รออยู่ แต่ระบบที่ควรพาขึ้นไปกลับเริ่มผุพังเสียก่อน
ทุกครั้งที่แบ่งผลประโยชน์เพื่อให้คนมีอำนาจอยู่ร่วมกันได้ แต่ปล่อยปัญหาของประชาชนไว้เหมือนเดิม ประเทศกำลังเสียทั้งเงินและเวลา ทุกครั้งที่คนเก่งหมดใจ ก็เสียกำลังที่จะช่วยแก้ไข และทุกครั้งที่บิดกติกาเพื่อช่วยพวกตน คนอื่นก็ยิ่งไม่เห็นเหตุผลที่จะเชื่อในกติกานั้น
ในชีวิตการทำงาน ผมเคยเห็นองค์กรที่นำความสำเร็จเก่ามาปัดคำเตือน คนไม่พร้อมได้ตำแหน่ง คนทำงานค่อย ๆ ถอย และปัญหาถูกเลื่อนจนแก้ไม่ทัน องค์กรกับประเทศมีเงื่อนไขต่างกัน แต่ประสบการณ์นั้นทำให้ผมรู้ว่า การยังเปิดทำการอยู่ไม่ได้แปลว่าข้างในยังแข็งแรง
ประเทศก็อาจยังใช้ชื่อเดิม มีรัฐบาลใหม่ มีโครงการใหม่ ขณะที่ประชาชนต้องเหนื่อยขึ้นเพื่ออยู่ให้ได้เท่าเดิม ความเสื่อมไม่จำเป็นต้องรอให้ธงถูกลดหรือประเทศหายจากแผนที่ มันอาจมาในรูปของชีวิตที่ยากขึ้น และทางเลือกที่เหลือน้อยลงทุกปี
บทที่เจ็ดแสดงให้เห็นแล้วว่าการแก้ปัญหามีราคา บางรัฐยอมเปลี่ยนก่อนวิกฤตจะบังคับ ส่วนราชวงศ์ชิง ช่วงหนึ่งเน้นซื้ออาวุธและเทคโนโลยีใหม่ ขณะที่โครงสร้างอำนาจเดิมเปลี่ยนน้อย กว่าจะปฏิรูปกว้างขึ้น ปัญหาก็ลุกลามจนรับมือไม่ทัน
สารขันธ์ก็หนีคำถามนี้ไม่พ้น จะยอมให้คนที่ได้ประโยชน์เสียบางส่วน หรือให้ประชาชนจ่ายเพิ่มไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้คนกลุ่มเดิมต้องเสียอะไรเลย
ไม่มีใครระบุได้ว่าสารขันธ์จะพังเมื่อไรหรือในรูปแบบไหน แต่การไม่รู้วัน ไม่ได้ทำให้สัญญาณหมดความหมาย และการยังประคองอยู่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไปถึงความเจริญที่สัญญาไว้
บางประเทศเสื่อมหลังผ่านยุครุ่งเรือง แต่สารขันธ์อาจใช้อนาคตหมดไปกับการรักษาอภิสิทธิ์ของคนไม่กี่กลุ่ม ก่อนสร้างความเจริญให้คนส่วนใหญ่ได้สำเร็จ
ยังไม่ทันเจริญ ก็เสื่อมจนไปต่อไม่ไหวเสียแล้ว




