News Logo
หน้าแรก
รวันดา…เมื่ออดีตไม่อาจลบเลือน แต่อนาคตเลือกได้

รวันดา…เมื่ออดีตไม่อาจลบเลือน แต่อนาคตเลือกได้

18 ต.ค. 2569 20:09
ผู้ชม 12 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

หากมีใครถามว่าประเทศใดในทวีปแอฟริกาที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีภูเขาและเนินเขาสลับซับซ้อน
อยู่ทั่วประเทศจนได้รับสมญาว่า “ดินแดนแห่งพันเนินเขา” เป็นถิ่นอาศัยของกอริลลาภูเขาที่หาชมได้ยาก และได้รับการกล่าวถึงในเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยของเมืองหลวง รวมทั้งมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าคำตอบคือ ประเทศรวันดา (Rwanda) เพราะหากย้อนกลับไปเพียง 30 กว่าปี ภาพที่คนทั่วโลกจดจำเกี่ยวกับประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ กลับเป็นภาพของหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ในปี ค.ศ. 1994 ภายในเวลาเพียงประมาณ 100 วัน ชาวรวันดากว่า 800,000 คนถูกสังหาร ส่วนใหญ่เป็นชาวทุตซี (Tutsi) ประเทศตกอยู่ในความโกลาหล ผู้คนหนีตายข้ามพรมแดน เศรษฐกิจพังทลาย บ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย ขณะที่ความไว้วางใจระหว่างเพื่อนบ้านแทบไม่เหลืออยู่ ประเทศที่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกันกลับกลายเป็นดินแดนที่มนุษย์หันมาฆ่าฟันกันเองอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่วันนี้ รวันดากลับเดินหน้าอย่างรวดเร็วจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่โดดเด่นของแอฟริกา อะไรทำให้ประเทศที่เกือบแตกสลาย สามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่การสร้างถนน อาคาร หรือระบบเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่เท่านั้น แต่ต้องย้อนกลับไป
ทำความเข้าใจว่า เหตุใดผู้คนที่เคยอยู่ร่วมกันได้ จึงหันมาเข่นฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยม และรวันดาเรียนรู้อะไร
จากบาดแผลครั้งนั้น

ย้อนกลับไปในอดีต รวันดาปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มาหลายร้อยปี ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ โดยมีประชากรหลักสามกลุ่ม ได้แก่ ฮูตู (Hutu) ทุตซี (Tutsi) และทวา (Twa) แม้ว่าทั้งสามกลุ่มจะมีความแตกต่างกันในด้านอาชีพและสถานะทางสังคม แต่มีภาษา วัฒนธรรม
และประเพณีร่วมกัน มีการแต่งงานข้ามกลุ่ม และไม่ได้แบ่งแยกกันอย่างตายตัวเหมือนภาพที่ปรากฏ
ในเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุคล่าอาณานิคม เมื่อเยอรมนีเข้ามาปกครองรวันดาในช่วงปลายศตวรรษ
ที่ 19 เยอรมนีเลือกใช้ระบบปกครองทางอ้อม โดยอาศัยกษัตริย์และชนชั้นนำเดิมเป็นกลไกในการบริหารประเทศ พร้อมกับนำแนวคิดเรื่องลำดับชั้นทางเชื้อชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อการปกครอง โดยมองว่าชาวทุตซีมีสถานะเหนือกว่าชาวฮูตู ต่อมา หลังเยอรมนีพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เบลเยียมเข้ามาปกครองรวันดาแทน และยิ่งทำให้ความแตกต่างระหว่างกลุ่มประชากรเด่นชัดขึ้น ชาวทุตซีได้รับโอกาสเข้าถึงการศึกษาและตำแหน่งบริหารมากกว่าชาวฮูตูอย่างชัดเจน ความแตกต่างที่เคยดำรงอยู่ในสังคมจึงค่อย ๆ กลายเป็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและโอกาสในชีวิต

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ การที่เบลเยียมจัดทำระบบจำแนกประชากร โดยกำหนดให้บัตรประจำตัวประชาชนมีการระบุว่าบุคคลนั้นเป็นฮูตู ทุตซี หรือทวา จากความแตกต่างที่เคยยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทของสังคม อัตลักษณ์เหล่านี้กลับถูกบันทึกไว้ในเอกสารราชการอย่างเป็นทางการ และกลายเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้จำแนกประชาชนออกจากกัน เมื่อโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และการเข้าถึงอำนาจผูกติดอยู่กับการแบ่งกลุ่ม ความแตกต่างจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของสิทธิ ความได้เปรียบและเสียเปรียบในชีวิต1/

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวตลอดเวลา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสเรียกร้องเอกราชและประชาธิปไตยเริ่มขยายตัว เบลเยียมค่อย ๆ เปลี่ยนมาสนับสนุนขบวนการทางการเมืองของชาวฮูตูมากขึ้น ความขัดแย้งจึงพลิกกลับอีกด้าน ชาวทุตซีจำนวนหนึ่งถูกโจมตีและต้องอพยพหนีภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อระบอบกษัตริย์สิ้นสุดลง และรวันดาได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1962 ความรุนแรงและความหวาดระแวงยังไม่จางหาย ผู้ลี้ภัยชาวทุตซีจำนวนหนึ่งพยายามกลับประเทศ ขณะที่ความขัดแย้ง
ทางการเมืองและการสู้รบยังดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลาหลายสิบปี

เมื่อวันที่ 6 เมษายน ปี ค.ศ. 1994 เครื่องบินที่ประธานาธิบดีจูเวนัล ฮาเบียริมานา (Juvénal Habyarimana) ซึ่งเป็นชาวฮูตูโดยสารอยู่ถูกยิงตกขณะกำลังเดินทางกลับกรุงคิกาลี เหตุการณ์นี้กลายเป็นชนวนให้เกิดการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ กองกำลังหัวรุนแรงและกลุ่มติดอาวุธเริ่มลงมือสังหารชาวทุตซี รวมถึงชาวฮูตูที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรง ภายในเวลาเพียงประมาณ 100 วัน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 800,000 คน สิ่งที่ทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้สะเทือนใจยิ่งขึ้นคือ ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ถูกสังหารในสนามรบ แต่ถูกฆ่าตายในบ้านเรือน โบสถ์ และสถานที่ที่พวกเขาคิดว่าจะปลอดภัยที่สุด อาวุธที่ใช้ไม่ได้มีเพียงปืนหรืออาวุธสงคราม แต่รวมถึงมีดพร้าและเครื่องมือที่หาได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อนบ้านที่เคยทักทายกันทุกเช้า กลับกลายเป็นผู้ลงมือทำร้ายกันเอง

ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานีวิทยุ RTLM ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในหมู่ผู้ฟัง ได้เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อและถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง เรียกชาวทุตซีด้วยคำเหยียดหยาม และกระตุ้นให้ผู้คนเข้าร่วมการสังหาร บางครั้งยังเผยแพร่ข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ก่อเหตุค้นหาผู้ที่หลบซ่อนอยู่ได้ บัตรประจำตัวที่เคยใช้จำแนกประชากรในยุคล่าอาณานิคม ได้กลายเป็นเครื่องมือให้ผู้ก่อเหตุใช้ตรวจสอบและแยกแยะเหยื่อที่ด่านตรวจ

นี่คือบทเรียนอันน่าสะพรึงกลัวว่า เมื่ออคติถูกปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง เมื่อสื่อกลายเป็นเครื่องมือปลุกปั่น และเมื่อระบบราชการถูกนำมาใช้เพื่อแบ่งแยกผู้คน ความเกลียดชังก็สามารถเปลี่ยนจากความคิดในใจให้กลายเป็นการฆ่าฟันที่เกิดขึ้นจริงได้ ขณะที่การสังหารดำเนินไป กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติไม่สามารถหยุดยั้งโศกนาฏกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โลกจึงต้องเฝ้ามอง
ความสูญเสียครั้งใหญ่โดยไม่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้ทันเวลา

ท้ายที่สุด กองกำลังแนวร่วมรักชาติรวันดา ซึ่งนำโดยพอล คากาเม (Paul Kagame) สามารถเอาชนะกองกำลังรัฐบาลเดิมและเข้าควบคุมประเทศได้ในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1994 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
จึงยุติลง แต่การหยุดฆ่ากันได้ ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะกลับมาเป็นปกติในทันที เมื่อการสร้างประเทศ ต้องเริ่มจากการเยียวยาหัวใจของผู้คน


ประเทศรวันดา


บัตรประชาชนที่แบ่งแยกเชื้อชาติ


ประชากรที่ได้รับผลกระทบ


ระบบศาลชุมชน Gacaca

 

หลังเหตุการณ์สงบลง รวันดาต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากยิ่งกว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจคือ จะสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ได้อย่างไรในเมื่อผู้คนจำนวนมากสูญเสียพ่อแม่ ลูกหลาน และคนที่รัก ขณะที่ผู้ก่อเหตุบางคนยังคงอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกับครอบครัวของเหยื่อ

รัฐบาลรวันดาจึงต้องดำเนินการ 2 เรื่องควบคู่กันคือ การสร้างประเทศขึ้นใหม่ และการพยายามทำให้สังคมกลับมาอยู่ร่วมกันได้อีกครั้ง หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ การนำระบบศาลชุมชนที่เรียกว่า Gacaca กลับมาใช้ เดิมที Gacaca เป็นกระบวนการยุติธรรมตามประเพณีที่เปิดโอกาสให้สมาชิก
ในชุมชนมารวมตัวกันเพื่อรับฟังข้อพิพาทและหาทางคลี่คลายความขัดแย้ง รัฐบาลนำแนวคิดนี้
มาปรับใช้เพื่อจัดการคดีที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จำนวนมหาศาล ซึ่งระบบศาลปกติไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ

ผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันเพื่อรับฟังคำให้การ เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดสารภาพ ให้ผู้เสียหายและครอบครัวได้บอกเล่าความสูญเสีย และให้สังคมได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีการจัดตั้งศาลชุมชนมากกว่า 12,000 แห่ง และพิจารณาคดีรวมกว่า 1.2 ล้านคดี ก่อนยุติกระบวนการในปี ค.ศ. 2012


     แน่นอนว่า Gacaca ไม่ใช่กระบวนการที่สมบูรณ์แบบ และยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นธรรม การคุ้มครองผู้เสียหาย และความน่าเชื่อถือของกระบวนการอยู่ไม่น้อย แต่การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามครั้งใหญ่ในการเผชิญหน้ากับอดีต แทนที่จะปล่อยให้ความจริงและความเจ็บปวดถูกฝังอยู่ใต้พรม


          รวันดายังจัดกิจกรรมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นประจำทุกปี เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ประเทศไม่ได้เลือกที่จะลืมอดีตแต่พยายามจดจำอดีตในแบบที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจว่า ความเกลียดชังสามารถพาสังคมไปได้ไกลเพียงใด

                                               

เมื่อความมั่นคงเริ่มกลับคืนมา รวันดาเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง รัฐบาลกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาว Vision 2050 โดยตั้งเป้าหมายยกระดับรวันดาให้เป็นประเทศรายได้สูงภายในปี ค.ศ. 2050 พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากประเทศที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก ไปสู่เศรษฐกิจที่มีอุตสาหกรรม บริการ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับการศึกษา การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการลงทุน จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ


          รวันดายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางของธุรกิจและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ซึ่งกอริลลาภูเขาและภูมิประเทศอันงดงามเป็นทรัพยากรสำคัญ

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การพัฒนาเศรษฐกิจคือ แนวคิดที่ว่าประเทศจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อเมื่อทรัพยากรธรรมชาติได้รับการดูแลไปพร้อม ๆ กัน

รวันดาประกาศห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 และใช้มาตรการควบคุมขยะพลาสติกอย่างจริงจัง นับเป็นหนึ่งในประเทศแอฟริกาที่มีบทบาทโดดเด่นด้านนี้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Umuganda ซึ่งจัดขึ้นในเช้าวันเสาร์สุดท้ายของแต่ละเดือน
โดยประชาชนร่วมกันทำงานสาธารณะ เช่น ทำความสะอาดถนน ปลูกต้นไม้ ดูแลพื้นที่ส่วนรวม
และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในชุมชน กิจกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำความสะอาดเมืองแต่ยังมุ่งสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน และทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง
จนกรุงคิกาลี ถูกจัดให้เป็นเมืองที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด

สำหรับเศรษฐกิจ ตัวเลขได้สะท้อนการเติบโตที่โดดเด่นเช่นกัน ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจรวันดาขยายตัวร้อยละ 9.4 ในปี ค.ศ. 2025 และร้อยละ 9.7 ในช่วงครึ่งแรกของปี ค.ศ. 2026

เมื่อมองย้อนกลับไป รวันดาไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากประเทศที่เกือบแตกสลายมาเป็นประเทศ
ที่มีความหวังได้ในชั่วข้ามคืน ความสำเร็จในวันนี้เกิดจากกระบวนการฟื้นฟูที่ยาวนาน ทั้งการสร้างสถาบันของรัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ การจัดการกับอดีต และการกำหนดเป้าหมายใหม่ให้กับคน
ทั้งประเทศ

สำหรับผม บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากรวันดา คือ เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้แต่เราสามารถเลือกได้ว่า จะเรียนรู้อะไรจากอดีต และจะไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกได้อย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว อดีตอาจเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันลบเลือนแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดอนาคตของคนทั้งประเทศไว้ตลอดไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทลาย"คณะกรรมการเฟ้อ"สู่"ผู้นำเชิงรุก"
ทลาย"คณะกรรมการเฟ้อ"สู่"ผู้นำเชิงรุก"