คุณอาจเดินเข้าคลินิกเพราะช่วงนี้เหนื่อยง่าย นอนไม่ค่อยดี อยากดูแลตัวเองให้มากขึ้น แต่เดินออกมาพร้อมความเชื่อว่าร่างกายขาดวิตามินหลายตัว มีโลหะหนักสะสม ฮอร์โมนเสียสมดุล และต้องซื้อคอร์สแก้ไขอีกยาว ทั้งที่ตอนเดินเข้าไป ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีปัญหาเหล่านี้
บางแห่งเจาะเลือดตรวจเป็นชุดใหญ่ บางแห่งเอาเลือดสดหยดเดียวไปส่องกล้อง บางแห่งสแกนฝ่ามือไม่กี่จุด แล้วออกรายงานว่าคุณขาดอะไร เกินอะไร ต้องเติมอะไร และต้องขับอะไรออก จากนั้นรายการสินค้าก็ตามมา ทั้งวิตามิน อาหารเสริม สารให้ทางหลอดเลือด ฮอร์โมน หรือคอร์สล้างพิษ
ถ้าวิธีตรวจเชื่อถือได้ มีเหตุผลให้ตรวจ และนำไปสู่การรักษาที่มีประโยชน์ ก็อธิบายกันได้ตามหลักฐาน แต่ถ้าวิธีตรวจยังตอบสิ่งที่อ้างไม่ได้ตั้งแต่แรก คอร์สราคาแพงที่ตามมาทั้งหมดตั้งอยู่บนอะไร?
คนไข้อาจเสียเงินตั้งแต่ขั้นตอนที่ถูกทำให้เชื่อว่าตัวเองมีปัญหา แล้วต้องจ่ายเพิ่มให้คนที่เป็นผู้บอกว่าปัญหานั้นมีอยู่
เลือดหยดเดียว เห็นไปถึงไหนกันแน่
การตรวจที่เรียกว่า Live Blood Analysis นำเลือดสดจากปลายนิ้วไปส่องกล้อง แล้วแสดงภาพให้ผู้รับบริการดูบนจอ มีเว็บไซต์ผู้ให้บริการในไทยอ้างถึงการประเมินสารพิษ โลหะหนัก ความผิดปกติของฮอร์โมน และการขาดสารอาหารจากการตรวจลักษณะนี้ บางแห่งเชื่อมไปถึงการล้างพิษโดยตรง ภาพเม็ดเลือดที่เห็นกับตาทำให้คำอธิบายฟังดูน่าเชื่อ แต่ภาพนั้นบอกอะไรได้จริง ต้องพิสูจน์กันอีกเรื่องหนึ่ง
สภาเทคนิคการแพทย์ไทยมีประกาศเรื่องนี้แล้ว โดยระบุว่า การตรวจวิเคราะห์ด้วยการตรวจเลือดสด หรือ Live Blood Analysis ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการในวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ฝั่งหน่วยงานกำกับโฆษณาของอังกฤษก็เคยตัดสินคำโฆษณาที่อ้างว่าการตรวจนี้บอกการขาดวิตามิน ภูมิแพ้ และความผิดปกติอื่น ๆ ได้ เพราะผู้ขายไม่มีหลักฐานเพียงพอมารองรับ
เลือดปริมาณน้อยนำไปตรวจบางอย่างได้จริง ประเด็นอยู่ที่ตรวจอะไรและใช้วิธีไหน การเห็นรูปร่างเม็ดเลือดไม่ได้ทำให้ผู้ตรวจรู้ปริมาณฮอร์โมน วิตามิน หรือโลหะหนักทุกชนิดในตัวคุณ คนไข้เห็นภาพจริง แต่คำอธิบายที่ได้ยินอาจไปไกลกว่าสิ่งที่ภาพบอกได้มาก
อีกแบบคือ OligoScan เว็บไซต์ผู้ให้บริการในไทยมีคำอธิบายว่าสแกนฝ่ามือสี่จุด ประเมินแร่ธาตุและโลหะหนัก แล้วใช้วางแผนเสริมวิตามินหรือขับโลหะหนักเฉพาะบุคคล นี่เป็นคำกล่าวอ้างของผู้ขายที่ต้องขอหลักฐานต่อว่า ตรวจซ้ำแล้วผลตรงกันแค่ไหน เทียบกับวิธีมาตรฐานแล้วแม่นยำเพียงใด และเมื่อนำผลไปจัดการรักษา คนไข้ได้ประโยชน์อะไร
คำว่า “ตรวจลึกระดับเซลล์” ฟังแล้วเหมือนรู้จักร่างกายเราดีกว่าตัวเราเอง แต่คนที่เก็บเงินควรตอบได้ว่าความแม่นยำนั้นพิสูจน์อย่างไร การมีเครื่อง มีหน้าจอ และมีรายงานหลายหน้า ยังตอบคำถามนี้ไม่ครบ
สูตรเฉพาะคุณ หรือบิลเฉพาะคุณ
บริการที่ใช้คำว่า Personalized supplements หรืออาหารเสริมเฉพาะบุคคล มีโฆษณาอยู่จริงในไทย โดยนำผลตรวจมาจัดสูตรวิตามินให้ผู้รับบริการ
การดูแลให้เหมาะกับแต่ละคนเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ต้องมีเหตุผลรองรับทุกขั้น ตั้งแต่ควรตรวจหรือไม่ วิธีตรวจเชื่อถือได้แค่ไหน เกณฑ์ที่บอกว่าขาดเหมาะสมหรือเปล่า ไปจนถึงจำเป็นต้องเสริมหรือไม่ เสริมเท่าไร และเสริมแล้วช่วยอะไร หากผิดตั้งแต่ต้น การปรุงวิตามินให้ต่างกันคนละสูตรก็ไม่ได้ช่วยให้ข้อสรุปนั้นถูกขึ้นมา
คำว่า “เฉพาะคุณ” ยังทำให้สินค้าดูพิเศษ เปรียบเทียบกับของทั่วไปยาก และอาจทำให้ผู้ซื้อกลัวว่าหยุดแล้วร่างกายจะกลับไปขาดอีก คนที่ตรวจ แปลผล และขายสิ่งที่จะใช้แก้ผลตรวจนั้น จึงต้องอธิบายให้ชัดว่าอะไรจำเป็น อะไรเลือกได้ และอะไรไม่ต้องซื้อ
ถ้าผู้ขายมีคำตอบให้ทุกอย่าง ยกเว้นคำว่า “คุณไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรเพิ่ม” คนไข้ควรเริ่มสงสัยได้แล้ว
ความแก่ทำให้มีลูกค้าได้ทั้งชีวิต
คนอยากแก่ช้าเพราะอยากใช้ชีวิตต่อ อยากเดินทาง อยากจำหน้าลูกหลานได้ อยากเข้าห้องน้ำเองได้ ความต้องการเหล่านี้สมเหตุสมผล และทำให้หลายคนยอมจ่ายเงินมากเมื่อมีแพทย์เสนอความหวังให้
ตลาดจึงขยายไปถึงคนที่ยังไม่ป่วยได้ คนผลเลือดปกติก็ยังขายบริการได้ หากบอกว่าค่าปกติยังไม่ดีพอ ต้องขยับไปสู่ระดับที่ “เหมาะสมที่สุด” คำถามคือระดับนั้นมาจากไหน และการขยับตัวเลขไปถึงตรงนั้นทำให้สุขภาพดีขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าเป้าหมายถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ คนไข้ก็ต้องตรวจซ้ำ เติมซ้ำ และจ่ายซ้ำ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงพอ
ในทางธุรกิจ การจัดเป็นคอร์สและขายต่อเนื่องสร้างโอกาสให้มีรายได้ซ้ำ แต่กำไรจริงของแต่ละแห่งต้องดูข้อมูลต้นทุนและรายได้ จะเหมาเอาว่าทุกคลินิกกำไรมหาศาลไม่ได้ ประเด็นที่ชัดกว่าคือ ผู้แนะนำบริการกับผู้ได้เงินจากบริการเป็นคนเดียวกัน เมื่อการบอกว่า “พอแล้ว” ทำให้รายได้หยุดลง ใครเป็นคนรักษาประโยชน์ของคนไข้?
คำสัญญาเรื่องอนาคตยิ่งตรวจสอบยาก วันนี้ดริปแล้วสดชื่น ไม่ได้ตอบว่าอีกสิบปีจะป่วยน้อยลง คนที่รู้สึกดีขึ้นอาจได้พัก ได้แก้ภาวะขาดน้ำ หรือได้รับการรักษาปัญหาที่มีจริง ต้องแยกให้ได้ว่าอะไรเกิดจากอะไร หน่วยงานกำกับโฆษณาของอังกฤษเคยพบว่าหลักฐานที่ผู้ขายยื่นมายังไม่พอรองรับคำอ้างว่าการให้วิตามินบีสิบสองทางหลอดเลือดช่วยเพิ่มพลังงานในคนสุขภาพดี
ถ้าคลินิกแนะนำให้ออกกำลัง เลิกบุหรี่ กินยาความดันให้สม่ำเสมอ พร้อมขายวิตามินไปด้วย หกเดือนต่อมาคนไข้สุขภาพดีขึ้น ใครจะได้รับความดีความชอบ? หากผู้ขายยกทั้งหมดให้ขวดวิตามิน คนไข้ก็มีเหตุผลจะซื้อขวดต่อไป ทั้งที่ยังไม่มีคำตอบว่าขวดแรกช่วยอะไร
คนที่คิดว่าอย่างน้อยลองแล้วคงไม่เสียหาย ก็ควรรู้ว่าการให้สารทางหลอดเลือดมีความเสี่ยง รวมถึงการติดเชื้อจากการเตรียมสารที่ไม่ปลอดเชื้อ สมาคมวิชาชีพด้านเภสัชวิทยาคลินิกของสหรัฐฯ เคยออกแถลงการณ์เตือนเรื่องคลินิกให้น้ำเกลือและวิตามินแล้ว สุขภาพดีก่อนเข้าไป ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีอันตรายจากบริการที่ซื้อ
คนไข้ซื้อความใส่ใจด้วย
คลินิกบางแห่งให้เวลาฟังปัญหานานกว่าที่คนไข้เคยได้รับ เขาได้เล่าเรื่องงาน เรื่องเครียด เรื่องนอนไม่หลับ ได้รู้สึกว่ามีคนสนใจสุขภาพของเขาจริง ๆ ประสบการณ์แบบนี้มีคุณค่า และระบบบริการที่เร่งรีบควรยอมรับว่าตัวเองตอบสนองได้ไม่พอ
แต่ความประทับใจต่อการดูแลกับประโยชน์ของสิ่งที่ขาย ต้องประเมินแยกกัน คนไข้สามารถได้รับการรับฟังอย่างดี พร้อมกับได้รับการตรวจที่ไม่จำเป็นและอาหารเสริมที่ไม่มีเหตุผลต้องใช้ในครั้งเดียวกันได้ ความสุภาพของคนขายไม่ได้เป็นหลักฐานว่าสินค้าช่วยสุขภาพ
ใบประกาศอบรม ชื่อหลักสูตร และศัพท์ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน คนไข้มีสิทธิถามว่าเกี่ยวข้องกับบริการที่กำลังขายอย่างไร และหลักฐานของบริการอยู่ตรงไหน ผนังที่แขวนใบประกาศเต็มห้องไม่ควรทำให้คำถามเหล่านี้ถามไม่ได้
หมออยากมีชีวิตดีได้ แต่ต้องพูดความจริงให้ครบ
ลองให้หมอที่อดนอนอยู่เวรมาเมื่อคืนเลือกระหว่างงานเดิมกับงานที่นัดคนไข้ล่วงหน้าได้ จัดเวลาทำงานเองได้ และมีโอกาสสร้างรายได้จากบริการต่อเนื่อง แรงดึงดูดนั้นเข้าใจได้ หมอมีสิทธิอยากได้เงินดี มีเวลากินข้าวกับครอบครัว และพักผ่อนเพียงพอ
แต่หน้าที่ต่อคนไข้ยังอยู่เหมือนเดิม วันที่หมอรู้ว่าหลักฐานยังไม่พอ แต่พูดเหมือนพิสูจน์แล้ว วันที่รู้ว่าคนไข้ไม่จำเป็นต้องซื้อ แต่เลือกพูดให้กลัวเพราะอยากขาย วันนั้นควรถูกวิจารณ์เต็มที่ ความเหนื่อยจากโรงพยาบาลไม่ได้ทำให้การขายเกินจริงยอมรับได้
การใช้ความไว้ใจในคำว่า “หมอ” ไปทำให้คนยอมจ่าย โดยปิดบังสิ่งที่เขาควรรู้ เป็นการหากินที่ไร้ยางอาย คนไข้จ่ายเพราะเชื่อว่าแพทย์เลือกสิ่งที่เหมาะกับเขา ความเชื่อนี้มีค่าพอที่จะต้องรักษา แม้บางครั้งการรักษามันไว้จะทำให้ปิดการขายไม่ได้ก็ตาม
แล้วผู้คุมกฎตามไปถึงไหน
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพรายงานว่า ช่วงตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ตรวจโฆษณาสถานพยาบาล 4,521 โพสต์ พบ 2,433 โพสต์เข้าข่ายผิดกฎหมาย เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล 89 แห่ง ตัวเลขนี้รวมสถานพยาบาลหลายประเภท จึงเอาไปกล่าวหาคลินิกชะลอวัยทั้งหมดไม่ได้ และกรมก็มีรายงานการดำเนินคดีมาก่อนแล้ว
แต่ประชาชนถามต่อได้ว่า หลังเจอโฆษณาแล้ว ตามไปถึงบริการที่ขายจริงหรือยัง? สมมติคลินิกลบคำว่า “ย้อนวัย” ออกจากหน้าเว็บ แต่หลังปิดประตูห้องตรวจยังขายคอร์สเดิมด้วยคำพูดเดิม ใครตรวจสอบ? หากมีผู้ร้องเรียนว่าแพทย์ใช้ผลตรวจที่ไม่เหมาะสมมาชักจูงให้ซื้อบริการ เรื่องนั้นถูกพิจารณาอย่างไร และคนไข้ได้รับคำตอบเมื่อไร?
เมื่อสภาเทคนิคการแพทย์มีประกาศเรื่อง Live Blood Analysis แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตอบให้ได้ว่า เว็บไซต์ที่ยังอ้างว่าใช้ดูสารพิษ ฮอร์โมน และการขาดวิตามิน ถูกตรวจสอบอย่างไร มีการขอหลักฐานหรือไม่ และดำเนินการถึงขั้นไหน คนไข้ที่ไม่เคยเห็นประกาศและกำลังนั่งฟังหมออยู่ในคลินิก ต้องได้รับความคุ้มครองด้วย
งานแต่ละส่วนอาจอยู่กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด อย. หรือแพทยสภา แต่คนไข้มีร่างกายเดียว จ่ายเงินก้อนเดียว และไม่ได้มีหน้าที่เรียนผังราชการเพื่อหาว่าควรร้องที่ไหน หน่วยงานต้องต่อเรื่องกันให้ถึงปลายทาง แล้วบอกประชาชนว่าความเสียหายได้รับการแก้ไขอะไรบ้าง
ใครทำเวชศาสตร์ป้องกันอย่างตรงไปตรงมา ตรวจเมื่อมีเหตุผล รักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้ และบอกให้หยุดเมื่อไม่จำเป็น ก็ควรได้รับความเป็นธรรม ใครมีหลักฐานรองรับบริการของตัวเอง ก็เอามาให้ตรวจสอบได้ ระบุให้ชัดว่าทำกับใคร ได้ประโยชน์แค่ไหน เสี่ยงอะไร และเมื่อไรควรหยุด บทความนี้เปิดให้โต้แย้งด้วยหลักฐานได้ทุกประเด็น
แต่ถ้าขายคอร์สโดยมีเพียงคำชมของลูกค้า ภาพถุงน้ำเกลือ และคำอธิบายที่ไปไกลกว่าผลตรวจ ก่อนชวนซื้อครั้งต่อไป ลองพูดให้ครบว่า “หมอยังตอบไม่ได้ว่าเงินก้อนนี้จะช่วยให้คุณแก่ช้าลงจริงไหม” แล้วให้คนไข้ตัดสินใจเอง
ถ้ากลัวว่าพูดตรง ๆ แล้วเขาจะไม่ซื้อ ก็ลองถามตัวเองว่า เงินที่ได้มาตลอดนั้น อาศัยอะไรที่คนไข้ยังไม่รู้บ้าง
ป.ล. ถ้าเขียนเรื่องนี้แล้วผมหายสาบสูญไป ก็อย่าเพิ่งเชื่อว่าผมไปเข้าคอร์สชะลอวัยที่ไหนนะ ผลประโยชน์มันเยอะขนาดนี้ เขียนจบแล้วก็อยากมีโอกาสแก่เองตามธรรมชาติอยู่เหมือนกัน




