จากการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปัญหาชายแดนไทย-เขมร หรือปัญหาภาคใต้ไม่ได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่จะกระทบต่อการเลือกตั้งอย่างที่หวั่นเกรงกัน เราจึงควรมาดูกันว่า เลือกตั้งครั้งนี้ชี้ให้เราเห็นอะไร ทั้งภาพลักษณ์กับต่างประเทศและพัฒนาการการเมืองไทย
ต่างชาติเขามองอย่างไร
•จากรายงานของสื่อหลักของต่างประเทศส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและจากการที่ผลการเลือกตั้งไม่เป็นทางการที่ออกมาในวันรุ่งขึ้นก็ถือว่าดำเนินการได้รวดเร็ว
•สิ่งที่อยู่ในความสนใจต่างประเทศคือ ใครจะมาเป็นรัฐบาล การจัดตั้งรัฐบาลจะใช้เวลานานแค่ไหน และแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อผลไม่เป็นทางการออกมาว่าพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอยและเป็นที่แน่ชัดว่าจะเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้อีกครั้งหนึ่งก็เป็นปัจจัยให้เกิดความเชื่อมั่นว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่น่าจะมีความเรียบร้อยลงตัวในเวลาไม่นาน และที่สำคัญคือ การต่อเนื่องของนโยบาย และกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ คลัง และพาณิชย์ จะอยู่ในการดูแลของมืออาชีพชุดปัจจุบัน
•ในการพิจารณาว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่าง “เสรีและยุติธรรม”(Free and Fair) หรือไม่นั้น ต่างชาติเขาจะมองว่ามีการใช้กำลังหรืออิทธิพลที่สร้างความหวาดกลัว (coersion) เพื่อบีบบังคับให้คนลงคะแนนหมายเลขที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งโชคดีที่ประเทศไทยไม่มีปัญหานี้
•ส่วนปัญหาเรื่องการ “ซื้อเสียง”ที่เรามองว่าเป็นรากเง้าปัญหาการเมืองไทยนั้น จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่มีความเป็นรูปธรรมที่วัดได้ยาก เนื่องจากส่วนมากเป็นการลงคะแนนให้โดยสมัครใจ (ด้วยความเสน่หา) หรือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการลงคะแนนเสียงของคนไทยภายใต้ระบบอุปถัมภ์ จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องหาทางแก้ไขกันเองภายในอย่างจริงจัง ไม่ควรนำต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง
“กระแส” - “กระสุน”
•ในการเลือกตั้งทุกครั้งเป็นการต่อสู้ระหว่าง “กระแส” กับ “กระสุน” ซึ่งเมื่อใดที่กระแสมาแรง กระสุนเท่าไหร่ก็สู้ไม่ได้ ดูได้จากยุคคุณสมัคร คุณจำลอง หรือพรรคส้ม เมื่อเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
•มีคนกล่าวกันว่า กระแสไปเร็ว-มาเร็ว ไม่จีรังถาวร แต่ถ้าเราลองดูพรรคปชป.สมัยก่อนที่ครองเสียงภาคใต้มายาวนาน สืบเนื่องมาจากปชป. สามารถสร้างกระแสของพรรคให้อยู่ทนนานได้ แต่เมื่อพรรคมีวิกฤติภายในของตัวเอง ความแข็งเกร่งของกระแสพรรคจึงหมดไป
สนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ - ต่างจังหวัด
•ภาพที่พรรคปชน.ยึดครองกรุงเทพฯ ได้ทั้งจังหวัด แต่สูญเสียคะแนนเสียงในต่างจังหวัดไปจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ ต่างกัน ซึ่งพรรคการ เมืองต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และการด้อยค่าในเรื่องนี้ก็จะส่งผลถึงการพ่ายแพ้ในภาพรวม
•ความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่ที่ความคาดหวังในตัวของสส.ที่ต่างจังหวัดมักเลือกสส.ที่เป็นคนท้องถิ่น เข้าใจปัญหาและผูกพันลึกซึ้งกับประชาชน ดังนั้น สส.ที่แม้แต่ชื่อชาวบ้านยังจำไม่ได้ หากไม่มีกระแสพรรคแรงๆ มาสนับสนุนโอกาสได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องก็น้อย (เหมือนครั้งนี้)
•สำหรับกรุงเทพฯ การเลือกตั้งยังคงดูพรรคเป็นหลัก รักชอบพรรคไหนก็เลือกคนของพรรคนั้น ทั้งนี้ เป็นเพราะวัฒนธรรมสังคมความเป็นอยู่ของต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ มีความแตกต่างกันและที่สำคัญคือ คนกรุงเทพฯ มีช่องทางเข้าถึงศูนย์อำนาจได้หลายทาง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา สส. เหมือนเช่นคนต่างจังหวัด
•ดังนั้น เพื่อตอบคำถามว่า ทำไมคะแนนพรรคได้น้อย แต่คะแนนสส.เขตกลับได้มาก รวมถึงการที่พรรคปชน. กวาดคะแนนกทม. แต่แพ้ขาดลอยในต่างจังหวัด จึงมาจากกระแสที่สู้กับพรรคทหาร(มีลุง ไม่มีเรา) เหมือนสมัยที่แล้วไม่มีแล้ว ขณะที่การพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ยังใช้มาตรฐาน (criteria) ที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่
สิ่งท้าทายหลังการเลือกตั้ง
•สภาวะของความไม่ไว้ใจกกต.ในปัจจุบันเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน การนำผู้กระทำผิดมาลงโทษเป็นสิ่งที่ต้องรีบกระทำ และหากข้อกฏหมายไม่เอื้ออำนวย รัฐบาลต้องเร่งร่วมมือกับรัฐสภาชุดใหม่เพื่อออกกฏหมายมารองรับจุดอ่อนเรื่องนี้ให้ได้ เพราะการมีกกต.ที่เข้มแข็ง เชื่อถือได้ จะช่วยให้ระบบการเลือกตั้งลดปัญหาการซื้อเสียงและความไม่ชอบมาพากลในเรื่องอื่นๆ ได้ระดับหนึ่งแม้จะไม่หมดแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
•ท้ายสุด ก็ขอแสดงความชื่นชมพลังประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความถูกต้องและเป็นธรรมในการนับคะแนนเลือกตั้ง เรื่องนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีในระบอบประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า “แพ้ไม่ว่า แต่อย่าโกง” เป็นสิ่งที่ต้องขยายความและสร้างความตระหนักรู้ในสังคมระหว่างประเทศให้เยอะๆ เพราะเป็นการชี้ให้เห็นถึงความเติบโต(maturity)ในระบอบประชาธิปไตยของไทย
อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหวังว่าจะไม่โดนตัดตอนไปเสียก่อน




