ตอนนี้สถานะการณ์ความขัดแย้งที่มีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดเป็นสงครามใหญ่ที่ทั้งโลกต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคงหนีไม่พ้นการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ/อิสราเอล กับ อิหร่าน
@พัฒนาการของปัญหา
หากจำกันได้อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกันโจมตีศูนย์นิวเคลียร์หลักของอิหร่านทั้ง 3 แห่ง จนราบคาบมาแล้ว เมื่อกลางเดือนมิ.ย. 2568 จากเหตุการณ์ที่เรียกกันต่อมาว่า “สงคราม 12 วัน” ซึ่งส่งผลให้โครงการเสริมสมรรถนะแร่
ยูเนียมของอิหร่านต้องหยุดชะงักไป (หมายเหตุ: อิหร่านได้เสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมไปถึงระดับ 60% อีกหนึ่งระดับก็ถึง 90% ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์)
หลายฝ่ายโดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิมตะวันออกกลางมองว่า สงคราม 12 วันทำให้โอกาสที่อิหร่านจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์หมดไปแล้ว ดังนั้น เหตุผลการโจมตีอิหร่านก็น่าจะหมดไปด้วย
แต่เนื่องจากอิสราเอลซึ่งเป็นศัตรูหมายเลข 1 กับอิหร่านยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัยจากศักยภาพของขีปนาวุธอิหร่านที่ยังมีหลงเหลืออยู่จำนวนมากพอที่จะทะลุทะลวงผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธ Iron Dome (ไอรอน โดม)เข้าไปทำลายล้างอิสราเอลได้ ดังนั้น อิสราเอลจึงพยายามล็อบบี้สหรัฐฯ ให้โจมตีใหญ่อิหร่านอีกรอบหนึ่ง โดยเป้าหมายคือแหล่งที่เก็บขีปนาวุธที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
โอกาสโจมตีอิหร่านมาถึง เมื่อเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศอิหร่านในเดือนม.ค. 2569 อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ (จากมาตรการคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ) และปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งถูกรัฐบาลตอบโต้ด้วยมาตรการแข็งกร้าว ประธานาธิบดีทรัมป์จึงประกาศพร้อมช่วยเหลือประชาชนชาวอิหร่าน โดยกำหนดเส้นตายไม่ให้มีการสังหารประชาชนผู้ประท้วง มิฉะนั้นสหรัฐฯ จะเปิดการโจมตีทางอากาศอย่างเฉียบขาด
แต่เนื่องจากการล๊อบบี้อย่างหนักของบรรดาประเทศพันธมิตรมุสลิมตะวันออกกลาง ของสหรัฐฯ อาทิ ซาอุดีฯ กาตาร์ ตุรกี อียิปต์ และโอมาน ประกอบกับความไม่พร้อมของระบบป้องกันขีปนาวุธของอิสราเอล ณ ตอนนั้น ส่งผลให้แผนการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ช่วงกลางเดือน ม.ค. 2569 ต้องพับไปก่อน โดยสหรัฐฯ อ้างว่าได้รับสัญาณที่ดีจากรัฐบาลอิหร่านในการปราบปรามผู้ประท้วง
@การเจรจารอบแรก
จากการแสดงความพร้อมในการขอเจรจาของอิหร่านและการผลักดันโดยประเทศมุสลิมตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 สหรัฐฯ จึงตัดสินใจส่งนาย คุชเนอร์ (ลูกเขยนาย ทรัมป์)และนาย วิตคอฟฟ์ (ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดี) ไปเจรจากับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่รัฐสุลต่านโอมาน แต่ก็ยังไม่สามารถเจรจาหาข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมใดๆได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีความเข้าใจเป้าประสงค์ของการเจรจาที่ไม่ตรงกัน แต่ก็เห็นพ้องให้มีการเจรจารอบสองภายใน 10 วัน โดยย้ายไปเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ และให้โอมานเป็นคนกลางเช่นเดิม
@การเจรจารอบล่าสุด
ในการเจรจารอบสอง ที่นคร เจนีวา/สวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 17 ก.พ. 2569 ใช้เวลาในการเจรจาไม่ถึง 4 ชม. โดยหลังการเจรจาทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าโดยทั่วไปการเจรจาเป็นไปด้วยดี แต่ในรายละเอียดฝ่ายอิหร่านดูจะมีความเห็นในเชิงบวกมากกว่า โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านแจ้งว่า สองฝ่ายเห็นพ้องกันในหลักการที่จะเป็นพื้นฐานของการเจรจา (guiding principles) ส่วนฝ่ายสหรัฐฯ มองว่า อิหร่านยังคงไม่ยอมรับในเรื่องที่เป็น ”ข้อห้าม” (Redlines) ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ฝ่ายอิหร่านรับที่จะกลับไปจัดทำร่างกรอบความตกลงที่มีข้อเสนอทางออกสำหรับข้อกังวลต่างๆ ของสหรัฐฯ เพื่อนำมาเป็นเอกสารการเจรจาครั้งต่อไปในอีก 2 สัปดาห์
@สิ่งท้าทายสำคัญในการเจรจา
ความแตกต่างในขอบเขตการเจรจาเป็นสาระสำคัญที่ทำให้ไม่มีผลจากการเจรจาที่เป็นรูปธรรม โดยเบื้องต้นฝ่ายอิหร่านต้องการให้การเจรจาจำกัดเฉพาะเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ แต่สหรัฐฯ ต้องการพูดถึงเรื่อง การห้ามเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมทั้งหมด (รวมการเสริมสมรรถนะระดับ 3-4% เพื่อใช้ประโยชน์ทางสันติ) การจัดการกับขีปนาวุธที่เก็บอยู่ในจุดต่างๆ การยกเลิกสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธที่เป็นตัวแทน (Proxies) อิหร่าน ไม่ว่ากลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ฮามาส ฮูตี หรือกลุ่มมุสลิมชีอะห์ในอิรัก
และอาจรวมถึงเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกด้วยการชุมนุมประท้วงของประชาชนด้วย ในชั้นนี้ จึงต้องรอดูว่าร่างความตกลงที่อิหร่านนำเสนอจะมีหน้าตาอย่างไร
@ประเด็นที่ต้องคอยติดตาม
ข้อน่ากังวลจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือ ระหว่างที่มีการเจรจากัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็เร่งความพร้อมทางทหารเพื่อข่มกัน
ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการให้เพิ่มกำลังทางเรือเพื่อเตรียมพร้อมทำสงคราม โดยสั่งเพิ่มเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมกองเรือรบติดตาม จาก 1 ลำเป็น 2 ลำ (ปัจจุบันอยู่ในทะเลโอมาน 1 ลำ และอีก 1 ลำจะเข้ามาถึงพื้นที่ในอีก 3 สัปดาห์/กลางเดือนมี.ค.) ทำให้เกิดเป็นข่าวลือว่าสหรัฐฯ อาจเปิดฉากโจมตีในเร็ววันนี้
ขณะเดียวกัน ฝ่ายอิหร่านโดยกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก็จัดซ้อมรบทางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุสในช่วงเดียวกับที่มีการเจรจาที่นคร เจนีวา และในสัปดาห์นี้จะมีการร่วมซ้อมรบทางทะเลกับรัสเซียในบริเวณทะเลโอมาน รวมถึงจะจัดการซ้อมรบ 3 ฝ่าย อิหร่าน-รัสเซีย-จีน ภายใต้โครงการซ้อมรบ Maritime Security Belt 2026 ซึ่งจัดต่อเนื่องกันมาเป็นประจำในช่วงเดือนมี.ค. ตั้งแต่ปี 2019
@ข้อจำกัดของมาตรการทหารเต็มรูปแบบของสหรัฐฯ
•ในชั้นนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เป้าประสงค์ของสหรัฐฯ คือ อะไรกันแน่ ระหว่างการทำลายสต๊อกขีปนาวุธให้สิ้นซาก(ผลักดันโดยอิสราเอล)หรือการเปลี่ยนตัวรัฐบาลบริหารประเทศ (regime change) เพราะการดำเนินการสำหรับแต่ละเป้าหมายมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน
•งานที่ยากยิ่งกว่าการเอาชนะด้วยกำลังทหาร คือ จะควบคุมสถานะการณ์ไม่ให้บานปลายได้อย่างไร และจะสามารถจำกัดท่าทีตอบโต้จากประเทศอื่น โดยเฉพาะจีนและรัสเซียอย่างไร เนื่องจากการโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก และดุลยภาพด้านความมั่นคงของภูมิภาคอย่างรุนแรง ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียก็ประกาศเป็นทางการแล้วว่า หากสหรัฐฯ โจมตีทางทหารต่ออิหร่านจะต้องพบกับผลร้ายรุนแรงตามมาอย่างแน่นอน
•การโจมตีทางอากาศอย่างเดียวน่าจะไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมาย และยับยั้งมาตรการตอบโต้จากอิหร่าน
สหรัฐฯ จะสามารถแบกรับความเสียหายที่เกิดกับกำลังทหารของตนได้แค่ไหน ทั้งนี้ ศักยภาพของขีปนาวุธและ
โดรนอิหร่านสามารถทำความเสียหายต่อเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินรบบนลานจอดของเรือ รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค 19 แห่งที่มีทหารประจำการรวม 5-6 หมื่นนาย ก็ล้วนแต่อยู่ในพิสัยขีปนาวุธอิหร่านทั้งสิ้น
•การเมืองภายในของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์กำลังได้รับความนิยมตกต่ำ จากปัญหาการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ปัญหาจากข้อมูลในแฟ้มคดีของนาย แอปสตีน (Epstien’s files) การปฏิบัติหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิประชาชนของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง/ศุลกากร ( ICE: Immigration and Customs Enforcement) ดังนั้น ความสูญเสียของกองกำลังในปฏิบัติการในต่างประเทศแม้เพียงเล็กน้อยย่อมส่งผลเสียทาง การเมืองต่อรัฐบาลหลายเท่าทวีคูณ
ทั้งหมดนี้คือ ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการติดตามข่าวสถานะการณ์ที่อาจจะส่งผล กระทบต่อความเป็นอยู่ของเราในอนาคตอันใกล้นี้




