สงครามระหว่างสหรัฐฯ/อิสราเอล กับ อิหร่านรอบล่าสุดที่เริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. 2569 นี้ไม่ใช่เพียงการแสดงแสนยานุภาพเพื่อใช้ต่อรองในการเจรจา แต่เป็นการใช้กำลังทางทหารอย่างเด็ดขาดเพื่อหวังการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนในอิหร่าน โดยประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้ประกาศด้วยตัวเองในแถลงการณ์ถึงประชาชนเป็นเวลา 8 นาทีว่า สหรัฐฯต้องการล้มรัฐบาลและเปิดโอกาสให้ประชาชนอิหร่านยึดอำนาจ
การใช้กำลังทหารครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่มีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งโดยปรกติจะไม่มีการใช้กำลังกัน แต่สหรัฐฯ ก็อ้างว่าอิหร่านมีเจตนาที่จะถ่วงเวลาการเจรจาไม่ให้คืบหน้าแบบหาจุดจบไม่ได้ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การเจรจากับสหรัฐฯไม่ใช่สิ่งรับรองว่าการใช้กำลังจะยังไม่เกิดขึ้น
เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศใหญ่ที่มีแสนยานุภาพทางทหารสูง โดยเฉพาะพัฒนาการด้านขีปนาวุธและโดรนที่ถือเป็น
ระดับต้นๆของโลก แม้ว่าจะมีปัญหาภายในประเทศและถูกมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯและประเทศยุโรปมาตลอด แต่อิหร่านก็มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับจีนและรัสเซีย ดังนั้น การทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ/อิสราเอล กับอิหร่านจึงถูกมองว่าหากไม่มีการควบคุมให้ดีอาจลุกลามนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้
@สาเหตุของการรบ
เป็นที่รับทราบกันทั่วไปว่า โดยเนื้อแท้สงครามครั้งนี้เป็นความขัดแย้งโดยตรงระหว่างอิสราเอลกับ อิหร่าน ซึ่งต่างฝ่ายต่างเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของกันและกัน โดยอิสราเอลสามารถชักนำสหรัฐฯ มาเป็นผู้นำการรบ โดยอ้างเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ในกระบวนการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงก่อนการใช้กำลังบุก ได้มีการเพิ่มประเด็นที่เป็นความต้องการของอิสราเอลพ่วงเข้ามาในการเจรจา อาทิ การหยุดยั้งศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่าน และการห้ามสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธนอกประเทศ จึงทำให้การเจรจาทั้ง 3 รอบไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม อันเป็นสาเหตุให้สหรัฐฯร่วมกับอิสราเอลใช้เป็นข้ออ้างเพื่อใช้กำลังทหารโจมตีอิหร่านและเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนตัวผู้นำ (regime change)
@ ผลกระทบเบื้องต้น
ในการโจมตีทางอากาศในวันแรกๆ สหรัฐฯ/อิสราเอลใช้เครื่องบินรบกว่า 200 ลำ ถล่มเป้าหมายยุทธศาสตร์ทางทหารแบบปูพรม ทั้งฐานทัพเรือ ฐานทัพอากาศ จุดเก็บ/ยิงขีปนาวุธ กองบัญชาการพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ทั้งที่กรุงเตหะรานและตามเมืองสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งปฏิบัติการมีความสำเร็จ สามารถสังหารผู้นำสูงสุด รัฐมนตรีกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หัวหน้า IRGC และผู้นำทหารจำนวนไม่ต่ำกว่า 40 นาย
แต่อิหร่านก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และสามารถยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลกว่า 20 แห่ง รวมถึงซาอุดีฯ คูเวต จอร์แดน อิรัค ยูเออี บาห์เรน และกาตาร์ ส่งผลให้บริบทสงครามขยายตัวอย่างรวดเร็ว
จุดสำคัญที่สุดในการตอบโต้ของอิหร่านคือ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส ที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)ได้ประกาศห้ามเดินเรือเด็ดขาด ทำให้การขนส่งน้ำมันปริมาณ 20% และแก๊สธรรมชาติ 33% ของโลกถูกตัดขาด
ล่าสุดการโจมตีของอิหร่านขยายตัวไปยังฐานทัพสหรัฐฯและอังกฤษที่ไซปรัส และปรากฏการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกองกำลังฮิสบุลลอห์ในเลบานอน (หลังจากสงบเรียบร้อยมากว่าปีครึ่ง) รวมถึงเกิดเหตุการณ์เครื่องบินสหรัฐฯ 3 ลำถูกยิงตกในคูเวตเพราะความเข้าใจผิดด้วย
ในการคัดสรรตัวผู้นำสูงสุดคนใหม่(แทนผู้ที่เพิ่งถูกลอบสังหารไป)ได้รับการมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ แต่ยังมีความไม่ชัดเจนว่าผู้นำคนใดจะเป็นที่ยอมรับโดยสหรัฐฯและอิสราเอล ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญอิหร่านได้ระบุกระบวนการคัดสรรผู้นำสูงสุดคนใหม่ไว้ชัดเจน โดยอำนาจการดำเนินการอยู่ที่สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) จำนวน 88 คนที่ได้รับการคัดสรรมาจากบรรดาคณะผู้พิพากษาและผู้เชี่ยวชาญกฏหมายอิสลาม (ชารีอะห์)
@ ข้อสังเกต
•สงครามครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า ระเบียบโลกใหม่ที่ปรากฏต่อหน้าเราขณะนี้คือภาวะ “ความไร้ระเบียบ” หรือ “new world disorder” เนื่องจากประเทศเบอร์ 1 ของโลกได้แสดงตัวว่าไม่สนใจกฏระเบียบหรือจารีตปฏิบัติใดๆ ทั้งสิ้น การดำเนินการทุกอย่างชี้นำโดยผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งในกรณีนี้คือ การยึดหลักนิยมเรื่อง “สหรัฐฯ ต้องมาก่อน”หรือ “America First”
ซึ่งสหรัฐฯ ได้ระบุหลักนิยมนี้ไว้อย่างชัดเจนในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงประเทศ (Natinal Security Strategy 2025) และยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ ( National Defense Strategy 2026) ที่เพิ่งออกเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา
•ในชั้นนี้ ยังคงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไรและใช้เวลานานเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ควรจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ จำนวนยุทโธปกรณ์ทางทหารของทั้งสองฝ่ายเหลือมากน้อยเพียงใด เนื่องจากการสู้รบสมัยปัจจุบันเน้นการต่อสู้กันด้วยขีปนาวุธและกำลังทางอากาศ และคาดการณ์กันว่าหากรบต่อเนื่องในระดับนี้ จำนวนขีปนาวุธที่ใช้น่าจะได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์
•เป็นที่คาดการณ์กันว่า การที่อิหร่านยังไม่นำขีปนาวุธรุ่นใหม่ล่าสุดออกมาใช้ก็เพื่อรอให้ขีปนาวุธในระบบการป้องกันทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ ลดลงเหลือน้อยที่สุดเสียก่อน
ผลการรบในปัจจุบันจึงยังไม่เป็นตัวบอกว่าใครแพ้ใครชนะ จนเมื่ออิหร่านนำขีปนาวุธแบบที่เร็วกว่าเสียง 8-10 เท่าออกมาใช้งานและทดสอบระบบป้องกันขีปนาวุธ “ไอออนโดม” (Iron Dome) ของอิสราเอลว่าจะสามารถสกัดได้อยู่หรือไม่ ผลที่ออกมาจะเป็น “ตัวเปลี่ยนเกมส์” ที่แท้จริงในสงครามครั้งนี้
ขีปนาวุธเร็วกว่าเสียง (supersonic missiles) จะเป็นตัวแปรที่มีศักยภาพสูงที่จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองของอิหร่านในการทำสัญญาสงบศึกกับสหรัฐฯ และจะช่วยให้การรบจบลงแบบไม่ยืดเยื้อมาก
•นอกจากความได้เปรียบ-เสียเปรียบในเวทีรบแล้ว ปัจจัยภายในของสหรัฐฯ ก็มีส่วนสำคัญที่กำหนดว่าการสู้รบจะใช้เวลานานแค่ไหน แม้ว่าเบื้องต้นทรัมป์จะประกาศไว้ว่า สงครามครั้งนี้จะต้องใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์จึงจะเรียบร้อย
จากการรับรู้ในประเทศที่ส่วนใหญ่มองว่า เป็นสงครามของอิสราเอลมากกว่าสงครามของสหรัฐฯ ดังนั้น ระดับความสูญเสียต่อกองทัพและกำลังพล คะแนนนิยมที่ตกต่ำ ระดับคะแนนเสียงในสภา ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเงิน รวมถึงปัญหาจากกรณี “แฟ้มคดีนายแอป สตีน”จะเป็นตัวตัดสินว่าสหรัฐฯ ควรต้องถอนตัวจากสงครามเมื่อไหร่




