ภายหลังจากที่อิสราเอลได้รับเอกราชตามมติสหประชาชาติเมื่อปีค.ศ. 1948 กลุ่มประเทศสันนิบาตอาหรับในตะวันออก กลางก็รวมตัวกันประกาศสงครามกับอิสราเอล เพื่อแย่งชิงดินแดนปาเลสไตน์คืน จากนั้นก็มีการสู้รบกันหลายครั้ง อาทิ สงคราม 6 วัน (ปี 1967) และสงครามยมคิปปู (ปี 1973) แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะอิสราเอล(ซึ่งได้รับความช่วยเหลือเต็มที่จากสหรัฐฯ)ได้ และกลับต้องเสียดินแดนฉนวนกาซา เวสแบงค์/เยรูซาเล็มตะวันออก และที่ราบสูงโกลานไปอยู่ใต้การดูแลของอิสราเอล
ในการทำสงครามกับประเทศอาหรับในช่วงแรกๆ อิสราเอลพบว่า อิหร่านซึ่งอยู่ทางตะวันออกประมาณ 1,000-1,100 ไมล์ เป็นประเทศมุสลิมขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่อาหรับและมีนิกายมุสลิม(ชิอะห์)ที่ต่างจากอาหรับทั่วไป เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นพันธมิตรภายใต้สถานะการณ์ที่ถูกรายล้อมโดยศัตรู ทั้งนี้ สหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์พิเศษกับอิหร่านในตอนนั้นรับทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมที่ลงตัว
ระหว่างปี 1948- 1979 อิหร่านจึงเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่เป็นพันธมิตรที่ดีกับอิสราเอล แต่ภายหลังจากการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านมีการปกครองโดยกฏหมายอิสลามอย่างเต็มตัว ผู้นำสูงสุดอิหร่านตอนนั้นประกาศให้ อิสราเอลเป็นศัตรูสำคัญของศาสนาอิสลาม (สืบเนื่องจากการครอบครองดินแดนปาเลสไตน์) และจากนั้นมาความบาดหมางระหว่าง 2 ประเทศก็พัฒนาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของกันและกัน
ในช่วงเวลาหลังปี 1979 เป็นต้นมา อิหร่านให้สนับสนุนทางทหารและการเงินต่อกลุ่มฮิสบุลลาห์ในซีเรีย/เลบานอน และกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาทางภาคใต้ ซึ่งเปรียบเสมือนปากคีมเหล็กที่จ่อคอหอยอิสราเอลอยู่ตลอดเวลา
การโค่นล้มพระเจ้าชาห์ของอิหร่าน ซึ่งมีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิดเมื่อปี 1979 ก็ส่งผลให้ความสัมพันธ์อิหร่าน-สหรัฐฯ ขาดสะบั้นลง
แต่ในส่วนของความสัมพันธ์กับประเทศอาหรับ สหรัฐฯ ยังเป็นเป็นคู่ค้าและพันธมิตรใกล้ชิดโดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ในเรื่อง เปโตร
ดอลลาร์ (Petrodollar)ที่กำหนดให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสกุลเงินเดียวที่ใช้ในการซื้อขายพลังงานระหว่างกัน อันส่งผลให้เงินดอลลาร์ฯ เป็นสกุลเงินหลักในการค้าขายของโลกที่เข้มแข็งที่สุด
ด้วยเหตุผลดังกล่าว สหรัฐฯ จึงได้รับความยินยอมจากทุกฝ่ายให้ทำหน้าที่คนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างมุสลิมอาหรับกับอิสราเอลโดยเฉพาะในปัญหาปาเลสไตน์มาโดยตลอด
@ สมการอำนาจแบบสามเส้า
ที่ผ่านมา 3 ขั้วอำนาจในตะวันออกกลาง ประกอบด้วยอิหร่าน-มุสลิมอาหรับ-อิสราเอล อยู่ในภาวะเผชิญหน้ากันอยู่ตลอดเวลา
ความขัดแย้งอิสราเอล-ประเทศมุสลิม (รวมถึงอิหร่าน)มีปัญหาปาเลสไตน์เป็นพื้นฐานสำคัญ ส่วนอิหร่าน-ประเทศอาหรับ สืบเนื่องจากปัญหาขัดแย้งระหว่างนิกายซุนนี่-ชิอะห์ และการที่อิหร่านคอยสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลในประเทศอาหรับ ขณะที่ทุกฝ่ายต้องพึงพาสหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่คนกลางประสานข้อพิพาท
@ ข้อเสนอเพื่อเป็นทางออกที่ยั่งยืนของสงครามอิหร่าน
หนึ่งในคำถามที่นักข่าวสอบถามตลอดเวลาคือ ทางออกของปัญหาสงครามอิหร่าน(off-ramp) ในครั้งนี้คืออะไร
ในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Bloomberg เมื่อสัปดาห์ก่อน นาย Blinken อดีตรมว.กต. สมัยประธานาธิบดีไบเดน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับทางออกของสงครามอิหร่านไว้น่าสนใจว่า ปัจจัยกำหนดระยะเวลาการทำสงครามขึ้นกับ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและจำนวนขีปนาวุธที่เหลืออยู่ของแต่ละฝ่าย
โดยทางทหารอาจจะยากที่จะบอกว่าแต่ละฝ่ายเหลือขีปนาวุธอยู่เท่าไหร่ แต่เมื่อพิจารณาความเสียหายทางกายภาพของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการทำลายศักยภาพของกองทัพอากาศ กองทัพเรือและฐานผลิต/ยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ก็ต้องถือว่าสหรัฐฯ/อิสราเอลประสบความสำเร็จทางทหารที่ชัดเจน
และเมื่อพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายไปในวงกว้าง ทั้งด้านพลังงาน ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดพันธบัตร และการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น ในขณะนี้ สหรัฐฯ สมควรจะยุติการโจมตีและอ้างชัยชนะได้แล้ว
ในมุมมองของนาย Blinken สันติภาพที่ยั่งยืนภายหลังสงครามอิหร่านต้องอาศัยประเทศในอ่าวอาหรับเป็นตัวแปรสำคัญ
ถ้าสหรัฐฯ สามารถโน้มน้าวกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับให้ปฏิบัติตามแนวทางข้อตกลงอับบราฮัม (Abraham Accords)ที่สาระสำคัญอยู่ที่การปรับความสัมพันธ์เป็นปรกติกับอิสราเอล โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ทางการค้า การลงทุน เทคโนโลยีและความมั่นคงที่ยั่งยืน แทนการปฏิเสธการดำรงอยู่ของอิสราเอลตามเหตุผลทางประวัติศาสตร์
สิ่งแลกเปลี่ยนคือ ความร่วมมือของอิสราเอลเพื่อแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์โดยสันติวิธี ตามหลักการ “ทางออกสองรัฐ ”(Two-state solution) โดยนาย Blinken มองว่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างอิสราเอลกับประเทศในอ่าวอาหรับจะส่งผลให้อิหร่านขาดเพื่อนในภูมิภาคและกดดันให้อิหร่านลดความเข้มข้นของนโยบายพร้อมเผชิญหน้าไปโดยปริยาย ซึ่งก็จะเป็นการช่วยลดภัยคุกคามความมั่นคงของอิสราเอลในที่สุด
@ แนวทางเลือกใหม่
พัฒนาการสำคัญอันเป็นผลที่ไม่ได้ตั้งใจของสงครามอิหร่านครั้งนี้ คือ ประเทศในอ่าวอาหรับเริ่มมีข้อสงสัยว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงภูมิภาคหรือเพื่อปกป้องอิสราเอลกันแน่ ดังนั้น กระแสเรียกร้องให้ปิดฐานทัพสหรัฐฯ (เพราะทำให้ตกเป็นเป้าโดยไม่จำเป็น และส่วนหนึ่งก็ถูกโจมตีเสียหายมาก) จึงมีการกล่าวถึงกันกว้างขวาง
ดังนั้น แทนการเลือกข้างไปปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลเพื่อกดดันอิหร่านไม่ให้ออกนอกลู่นอกรอย (ตามแนวคิดของนาย Blinken) ซึ่งจากปฏิบัติการโหดร้ายทารุณต่อคนปาเลสไตน์ที่ฉนวนกาซ่าทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้
ประเทศในอ่าวอาหรับควรเลือกประกาศความเป็นกลาง ยกเลิกฐานทัพสหรัฐฯ และฟื้นฟูการปฏิสัมพันธ์ทางการค้า ลงทุน และเทคโนโลยีกับทั้งอิสราเอลและอิหร่านไปพร้อมกัน เพื่อปรับเปลี่ยนระบบนิเวศน์ทางความมั่นคงของตะวันออกกลางแบบยั่งยืน แทนการต้องเลือกข้างระหว่างอิหร่านหรืออิสราเอลน่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกๆฝ่าย
ทั้งนี้ จากการปิดช่องแคบ
ฮอร์มุสที่ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและมีผลโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าและพลังงานของประเทศในอ่าวอาหรับ ทั้งที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ก็อยู่ในสมการอำนาจที่เข้าฝ่ายไหนฝ่ายนั้นก็จะได้เปรียบในการสู้รบทันที จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องหาช่องทางที่จะรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศตน




