สงครามอิหร่านที่เริ่มมาตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 ได้ดำเนินมาสู่สัปดาห์ที่ 3 และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยก็อีกหลายสัปดาห์ แต่ก็เป็นที่รับทราบกันดีว่า หลังสงครามยุติผลกระทบต่อเศรษฐกิจและดุลยภาพของการเมืองโลกครั้งใหญ่จะต้องติดตามมา
พัฒนาการของเหตุการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซและการประกาศเลื่อนการเยือนจีนโดยประธานาธิบดีทรัมป์ เหมือนกับเป็นสองเหตุการณ์ที่แยกจากกัน
แต่กลับมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก อันแสดงถึงว่าการตัดสินใจบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและการร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านเป็นครั้งที่ 2 ในรอบหนึ่งปี มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มแต้มต่อในการดำเนินความสัมพันธ์กับจีนในที่สุด
@ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ
การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นไพ่ใบสำคัญของอิหร่าน ที่ผ่านมาแม้จะมีการขู่ปิดช่องแคบฯ มาหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงจัง เนื่องจากผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศในอ่าวเปอร์เซีย(รวมถึงอิหร่าน)จะมีอย่างมหาศาล
แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะไม่ได้เป็นผู้ประกาศปิดเป็นทางการ แต่การที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามหรือ IRGC สั่งห้ามเรือเดินทางผ่านและมีการยิงเรือที่ไม่ฟังคำเตือนไปกว่า 15 ลำ (รวมเรือสัญชาติไทย 1 ลำ)ก็เท่ากับการประกาศอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุสตัวจริง
ตามสภาพภูมิศาสตร์ช่องแคบ
ฮอร์มุสมีช่วงที่แคบที่สุดเพียง 33 กม. ชายฝั่งทางเหนือเป็นอิหร่าน ส่วนด้านใต้เป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และโอมาน (ดินแดนส่วนแยกของโอมานอยู่ที่ติ่งปลายแหลมของคาบสมุทรมูซันดัมที่ยื่นไปในช่องแคบ)
ในแต่ละวันมีการขนส่งน้ำมันและแก๊ส จากอิหร่าน,อิรัก,ซาอุดี, การ์ตา, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 18-20 ล้านบาเรลผ่านช่องแคบนี้ โดย 90% ของปริมาณดังกล่าวมุ่งหน้าไปเอเชียอีก 10% ไปยุโรป จึงพูดได้ว่าช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญสูงสุดต่อพลังงานของเอเชีย โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ในส่วนของไทยต้องนำเข้าพลังงานจากเส้นทางนี้กว่า 50%
ใครควบคุมช่องแคบฮอร์มุซลบจบได้ก็สามารถควบคุมพลังงานจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ (พลังงานตะวันออกกลางที่เหลือต่ำกว่า 10% ถูกส่งออกทางทะเลแดง ทางฝั่งตะวันตกของซาอุดีฯ)
แม้ว่าตามกฏหมายระหว่างประเทศช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นช่องแคบระหว่างประเทศ แต่โดยสภาพทางภูมิศาสตร์และความพร้อมของกำลังทหาร อิหร่านถือเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุสโดยพฤตินัย ดังนั้น หากสหรัฐฯจะประกาศว่าได้รับชัยชนะทางทหาร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปกป้องรักษาเสรีภาพการเดินเรือของช่องแคบไว้ให้ได้
@ ศักดิ์ศรีการเป็นผู้นำโลกของสหรัฐฯ แขวนอยู่กับความสามารถในการป้องกันความปลอดภัยการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุส
จากการที่นายทรัมป์เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอลได้ทำลายล้างกองทัพอากาศและกองทัพเรืออิหร่านได้อย่างราบคาบ แทบไม่เหลืออะไรให้โจมตีแล้ว แต่ปรากฏว่า กองกำลัง IRGC ยังสามารถปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้เกือบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยมีเฉพาะเรือจีน อินเดีย และตุรกี ที่ได้รับอนุญาตพิเศษสามารถขนส่งสินค้าผ่านออกไปได้
คำประกาศของสหรัฐฯ ที่สัญญาจะให้ความคุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบฯ ไม่บังเกิดผลทางปฏิบัติ ส่วนหนึ่งมาจากความไม่พร้อมของกองทัพเรือสหรัฐฯ เองและคำขอความร่วมมือจากพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ อาทิ อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี ถึงขนาดที่สหรัฐฯ ต้องขอการสนับสนุนจากจีน แต่ก็ไม่มีคำตอบเช่นกัน
ในส่วนของนาโต้ก็ปฏิเสธที่จะร่วมมือโดยอ้างว่า สงครามอิหร่านเป็นการทำโดยพละการเพื่อประโยชน์ของสหรัฐฯ (war of choice) นาโต้ไม่เคยได้รับการหารือมาก่อน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้สถานะภาพการเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของสหรัฐฯ สั่นคลอนอย่างมาก
สาเหตุสำคัญสืบเนื่องมาจากท่าทีของสหรัฐฯ ที่ผ่านมา ที่ไม่ให้ความสำคัญและให้เกียรติพันธมิตรอย่างที่ควร มุ่งเน้นแต่นโยบายการทูตแบบแลกเปลี่ยน หรือ Transactional Diplomacy ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของรัฐบาลทรัมป์ ส่งผลให้พันธมิตรดั้งเดิม ไม่ว่าอังกฤษ แคนาดา และประเทศยุโรปต่างก็พยายามตีตัวออกห่างและหันไปสร้างกลุ่มพันธมิตรใหม่ที่สมาชิกต่างมีบทบาทและภาระหน้าที่เหมาะสมศักยภาพของตน ไม่ต้องมีลูกพี่ใหญ่คเยคุ้มครองอย่างที่สหรัฐฯ เคยเป็น (โดยมีแคนาดาเป็นหัวหอกประสานประเทศต่างๆ) ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์กับพันธมิตรดั่งเดิมส่งผลให้จีนกลายมาเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่โดยปริยาย
@ การประกาศเลื่อนการเยือนจีนของทรัมป์
การเลื่อนการประชุมผู้นำจีน-สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.- 2 เม.ย. 2569 นอกจากเป็นการพลาดโอกาสของการแสดงความเป็นผู้นำโลกในการแก้ไขปัญหาสงครามการค้าที่เป็นตัวสะกัดกั้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลกและการกำหนดรูปแบบการค้า-การลงทุนระหว่างประเทศยุคใหม่ที่เป็นรูปธรรม
ยังสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสงครามอิหร่านจะยังคงยืดเยื้อเนื่องยังหาทางลงที่จะให้ประโยชน์สูงสุดแก่สหรัฐฯ ไม่ได้ เพราะโดยพื้นฐานนายทรัมป์จะเข้าสู่โต๊ะเจรจาเมื่อชัดเจนว่าเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบเท่านั้น (negotiating from a position of strength)
แต่เนื่องมาจากผลเสียที่คาดว่า จะกระทบต่อจีนอย่างรุนแรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุส เพราะพลังงานตะวันออกกลาง ที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุสมาก
กว่า 40% ของพลังงานที่จีนต้องใช้ในประเทศไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทรัมป์จึงไม่สามารถดึงจีนเข้ามาช่วยหาทางลงจากปัญหาสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ
เนื่องจากอิหร่านให้สิทธิพิเศษแก่เรือบรรทุกน้ำมันที่ขายให้กับจีนวิ่งผ่านช่องแคบฯ โดยไม่มีการสะกัดกั้นและการซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวนของจีน กลายมาเป็นเงื่อนไขและแบบอย่างให้ประเทศอื่นเอามาใช้เพื่อเจรจาตรงกับอิหร่าน แทนการส่งเรือรบไปอารักขาร่วมกับสหรัฐฯ
ดังนั้น หากจีนจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างโอกาสการเจรจาที่มีประสิทธิภาพกับอิหร่าน เพื่อจำกัดความเสียหายของสงครามที่กระทบประเทศที่ไม่ใช่คู่สงครามให้เหลือน้อยที่สุดได้ บทบาทของประเทศผู้นำ(จีนไม่ประสงค์ที่จะถูกเรียกว่าเป็น
”มหาอำนาจ”) ที่ยึดกฏหมายระหว่างประเทศ หลักการเหตุผล และไม่พยายามยกตัวเองเป็นผู้มีอำนาจเหนือผู้อื่น (hegemon) ก็จะยิ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ ที่กำลังอยู่กระบวนการแยกตัวออกจากอิทธิพลสหรัฐฯ หันมาให้ความร่วมมือกับจีนมากขึ้น
ทั้งนี้ กรอบข้อริเริ่มของโลก 4 ประการ ที่จีนได้ทะยอยประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2021 ได้แก่ ข้อริเริ่มการพัฒนา (Global Development Initiative) ข้อริเริ่มความมั่นคง (Global Security Initiative) ข้อริเริ่มอารยะธรรม (Global Civilization Initiative) และข้อริเริ่มด้านธรรมาธิบาล (Global Governance Initiative) จะกลายมาเป็นระเบียบโลกใหม่ที่จีนเป็นผู้นำ
ข้อริเริ่มทั้งหมดยืนอยู่บนหลักการของการยอมรับความจริงเกี่ยวกับโลกหลายขั้ว(สหรัฐฯ ต้องการขั้วเดียว) อำนาจอธิปไตยของรัฐ ความเสมอภาค และการดำเนินงานภายใต้ระบบพหุภาคี
@ แล้วไทยจะไปทางไหน
หลังจากสงครามอิหร่านผ่านพ้นไปแล้ว เราจะพบว่าการจับขั้วทางการเมืองของโลกเปลี่ยนรูปแบบและโฉมหน้าจนแทบจำไม่ได้
ดังนั้น ไทยจึงต้องติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน และเลิกการมองโลกเป็นแค่การเลือกระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มาสู่โลกที่มีการเมืองหลายขั้ว ซึ่งมีการทับซ้อนกันของประเด็นต่างๆ ที่ต้องอาศัยหลายประเทศร่วมมือกัน
การใช้ประโยชน์สูงสุดจากอาเซียนจะยังคงต้องเป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินงานการทูตไทย แต่เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ ของอาเซียนที่อาจไม่ตอบโจทย์สำคัญๆ ของประเทศ เราจึงต้องมองหาแนวทางอื่นมาเสริม ซึ่งแนวความคิดและการดำเนินงานหลายๆอย่างของแคนาดาที่พยายามดึงพลังจากประเทศขนาดกลางมาร่วมต่อสู้กับพลังของมหาอำนาจที่ต้องการครอบงำประเทศอื่น (hegemon) เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ
แต่ทั้งหมดต้องเริ่มจากการกำหนดและเรียบเรียงลำดับความสำคัญของประเด็นที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศให้ชัดเจน เพื่อเราจะได้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกปัจจุบัน




