ใครต้องใจงานเขียน “แลไปข้างหน้า” “ขอแรงหน่อยเถอะ” “สงครามชีวิต” “มนุษยภาพ” “อุดมธรรม” ฯลฯ
ใครรักงานของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ขอเสนอให้หาหนังสือ “ทินกรณ์ ของศรีบูรพา” เล่มแนะนำล่าสุดมาอ่าน
อ่านแล้วจะแจ้งใจในความเป็นนักมนุษยธรรม ของศรีบูรพา สมคุณค่า ที่ UNESCO ยกย่อง ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ตั้งแต่ปี 2548
ในคำนำหนังสือ ประธานกองทุนศรีบูรพาและศิลปินแห่งชาติ ชมัยภร บางคมบาง ชี้แจงว่า วาณี พนมยงค์ สายประดิษฐ์ ภรรยาของ สุรพันธ์ สายประดิษฐ์ เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ได้แจ้งต่อคณะกรรมการกองทุนศรีบูรพาว่า
“มีกล่องทินกรณ์ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ อยู่ในบ้าน และเขียนสั่งไว้ที่หน้ากล่องว่าให้เปิดได้ในปี 2568 ซึ่งเป็นหลังปีครบรอบ 50 ปี ของการเสียชีวิตของกุหลาบ และเป็นปีครบรอบชาตกาล 120 ปี ศรีบูรพาด้วย” (คำว่า “ทินกรณ์” เป็นคำบัญญัติ ของ ศรีบูรพา แปลว่าบันทึกประจำวัน)
หลังจาก วาณี พนมยงค์ สายประดิษฐ์ ถึงแก่กรรม เมื่อ 31 ตค. 2561 คก. กองทุน ศรีบูรพา ปฏิบัติตามคำสั่งหน้ากล่อง เมื่อเปิดกล่องจึงพบว่ามีสมุดบันทึกประจำวันของกุหลาบ สายประดิษฐ์ทั้งหมด 25 เล่ม และมีเอกสารอื่นอีกจำนวนหนึ่ง โดยระบุวันที่ไว้ ตั้งแต่ 3 ตค. 2501 ถึง 12 พค. 2517 คก. กองทุนศรีบูรพาจึงเห็นควรถอดคำในบันทึกนั้นพิมพ์เผยแพร่ประชาชนเพื่อเติมเต็มประวัติศาสตร์ วรรณกรรมส่วนที่ขาดหาย

และแล้ว ชมัยภร บางคมบาง สมปอง ดวงไสว จรูญพร ปรปักษ์ประลัย กรรมการกองทุนฯ ร่วมกับนิสิตปริญญาโท อักษรศาสตร์จุฬาฯ อีก 3 คน จึงทำหน้าที่ถอดคำด้วยความอุตสาหะ เพราะกระดาษบันทึกนั้นทั้งเก่าคร่ำคร่า ทั้งฝุ่น ทั้งฉีกขาดไปบางส่วน ต้องแกะอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้กระดาษฉีกขาด แล้วถ่ายภาพไว้จนได้ครบ 25 เล่มตามประสงค์ จึงกลายมาเป็น “ทินกรณ์ ของศรีบูรพา” อย่างมีคุณค่ายิ่งนัก
การถอดจากลายมือตรงของศรีบูรพา ทำให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏชัด ไม่อาจบิดเบือนได้ ส่วนการตีความเป็นเรื่องของแต่ละคนที่อาจต่างกันได้
ทินกรณ์นี้ตอกย้ำความเป็นคนใฝ่รู้ เป็นผู้ยืนข้างคนเสียเปรียบ เป็นคนมีอารมณ์สะเทือนใจเมื่อพบเห็นความไม่เป็นธรรม ความมีเมตตาธรรม ความตั้งใจที่จะใช้เวลาและโอกาสที่อยู่ต่างแดน ผลิตงานเขียนเพื่ออนุชนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้ และความเป็นผู้มีมนุษยธรรมอันสูงส่งแนบอยู่ในหัวใจตลอดเวลา
ใครได้อ่านบันทึกนี้ จะพบว่า
1.ครูกุหลาบ ติดตามข่าวสารจากเมืองไทย อย่างใกล้ชิด ครูกุหลาบเดินทางจากไทยไป
ประชุมนักเขียน เอเชีย - แอฟริกา ที่เมืองทาชเคนต์ รัสเซีย ระหว่าง 3-13 ตค. 2501
20 ตค. 2501 ทราบข่าวจาก นสพ. ว่าเกิดรัฐประหารในไทย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากจอมพลถนอม กิตติขจร โดยอ้างเหตุความแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาลและภัยคอมมิวนิสต์ ประกาศยุบสภา เลิกรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคการเมืองทั้งหมด
21 ตค. 2501 มีการจับกุม จิตร ภูมิศักดิ์ ในข้อหาคอมมิวนิสต์ และจับกุม นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ หลายคน เช่น อุทธรณ์ พลกุล อิศรา อมันตกุล ทองใบ ทองเปาด์ ทวีป วรดิลก สังข์ พัฒโนทัย กรุณา กุศลาสัย เปลื้อง วรรณศรี สนิท เอกชัย อุดม ศรีสุวรรณ สุวัฒน์ วรดิลก อ.ไชยวรศิลป์
ทินกรณ์ บันทึกว่า “วันนี้มีข่าวทางวิทยุไทยว่า ผู้ต้องหาที่ทำผิดกฎหมายคอมมิวนิสต์ จะนำตัวขึ้นศาลทหาร และทางฝ่ายปกครองมีอำนาจจับผู้ต้องสงสัยฝากขังไว้ก่อนโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศใช้กฎอัยการศึก”
“วันพุธที่ 8
วันนี้ตอนเช้า อ่านข่าวซินหัว ได้ทราบข่าวการประหารชีวิตศุภชัย ศรีสติ อันเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และนอกเหนือขอบเขตของกฎหมาย มีความสลดใจมาก”
“ทราบข่าวสลดใจ เรื่องพระพิมลธรรม ถูกจับสึกและคุมขัง”
“...คุณนิตย์ โทรมาบอกข่าวว่า วิทยุไทย ออกข่าวว่า รัฐบาลสฤษดิ์ สั่งประหารครูครอง (จันดาวงศ์) พร้อมด้วยชาวนาชื่อทองพันธ์ และให้นำไปประหารที่สกลนคร วันที่ 31 พฤษภาคม รู้สึกเศร้าใจมาก”
“ตอนค่ำ วิทยุปักกิ่ง ออกข่าวว่า รัฐบาลไทยประกาศข่าวสฤษดิ์สั่งประหารชีวิต รวม วงศ์พันธ์ และถูกประหารในเย็นวันนี้ เป็นข่าวสลดใจมากอีกข่าวหนึ่ง”
ทุกครั้งที่มีคนถูกประหาร หรือถูกจับกุม จึงสร้างแรงสะเทือนใจอย่างยิ่งให้กุหลาบ สาย-ประดิษฐ์
2.ครูกุหลาบ ได้พบบุคคลสำคัญของจีน ทั้งปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน เหมา เจ๋อ ตง
ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน โจว เอิน ไหล นายกรัฐมนตรีจีน เหมาตุ่น นักประพันธ์ เรืองนาม
หลายครั้งที่ได้พบกับ อ. ปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และรับประทานอาหารด้วยกัน และยังได้พบแขกสำคัญจากต่างประเทศ เช่น ฟาม วัน ดง นายกรัฐมนตรีเวียดนามเหนือ ซูการ์โน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ในขณะที่ไปเยือนจีน ได้พบใคร ก็ได้แลกเปลี่ยนทัศนะกับ บุคคลชั้นนำเหล่านั้น
นอกจากครูกุหลาบ ได้เรียนรู้จากบุคคลระดับนำแล้ว ยังได้ลงสู่ชุมชน ไปชมคอมมูนหนานเซียน และชนบทอื่นๆ เพื่อศึกษาให้รู้จริง โดยครูกุหลาบได้ศึกษาทฤษฎีปฏิวัติของ มาร์กซ เลนิน เหมาเจ๋อตง ไปด้วยอย่างตั้งใจ
3.สื่อสารสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับครอบครัว
โดย ชนิด สายประดิษฐ์ ผู้เป็นภรรยา อยู่กรุงเทพฯ กับสุรภิน บุตรสาว ที่กำลังเรียนแพทย์ใน
ขณะที่สุรพันธ์ สายประดิษฐ์ บุตรชาย ไปเรียนอยู่ที่มอสควา รัสเซีย
มีการส่งจดหมายแสดงความห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของกันและกันตลอด
23 เมย. – 5 พค. 2506 ครูกุหลาบมีอาการมึนและปวดศีรษะมาก ความดันโลหิตสูง นอนหลับ
ไม่สนิท หมอให้พักผ่อน ให้คุมอาหาร และให้เลิกสูบบุหรี่ แต่ก็ไม่เคยหยุดพักการอ่านและการเขียนหนังสือ
4.ไปเวียดนาม
1 มีค. 2505 ครูกุหลาบไปร่วมงานเปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ซึ่ง
กระจายเสียงออกอากาศเป็นวันแรก โดยทำหน้าที่เสนอบทความ และแก้ไขบทความ ที่นำออกอากาศ
ก่อนหน้านั้นครูกุหลาบ ก็ได้ทำรายการที่สถานีวิทยุปักกิ่งด้วย
ระหว่างอยู่ที่ฮานอย นั้นเอง ชนิด สายประดิษฐ์ ภรรยาได้มาพำนักอยู่ด้วย และได้โอกาสลงเรือยนต์ชมทิวทัศน์อ่าวฮาลอง เมื่อ 3 เมย. 2506
ความงามของภูผาและทะเลฮาลอง ทำให้เขียนกวี 4 วรรค ที่จับใจว่า
“โอ้ฮาลองล่องฟ้ามาโลมโลก
ถึงแสนโศกก็หายเมื่อได้เห็น
ฮาลองโลมหฤทัยให้เยือกเย็น
ด้วยภาพเช่นเทพนิมิตวิจิตรา”
5. เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
ครูกุหลาบ บันทึกว่า
“วันอาทิตย์ที่ 14 ตอนเย็นทราบข่าวการต่อสู้ที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวของนักเรียนนักศึกษาและ
ประชาชน และชัยชนะอันใหญ่หลวงของการต่อสู้ครั้งนี้จากวิทยุ สปท. และวิทยุในประเทศ นักเรียน นักศึกษา และประชาชน นับแสนเดินขบวน ราวเที่ยงวันที่ 13 เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้รักชาติรักประชาธิปไตย 13 คน และเรียกร้องรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ถนอมต้องลาออก.... และเดินทางออกจากประเทศอย่างกระทันหัน วันที่ 16 ประกาศตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ของนักศึกษา และประชาชนครั้งนี้ ได้โค่นรัฐบาลทรชาติและหัวโจกของพวกขุนศึกฟาสซิสต์ลงไปได้”
มีข้อค้นพบใหม่ ที่น่าสนใจว่า หลังเหตุการณ์ ในปี 2517 นั้น มีบทกวีลอยฟ้ามาจากจีน เป็นกำลังใจให้แก่การต่อสู้ 14 ตุลาคม 16 ข่าวรายงานว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์ ส่งกวี 2 บทต่อกัน มีความว่า
“หยดฝนย้อยหยาดฟ้ามาสู่ดิน
ประมวลสิ้นเป็นมหาสาครใหญ่
สาดเสียงซัดปฐพีอึงมี่ไป
พลังไหลแรงรุดสุดต้านทาน
อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน”
ปรากฏว่า คุณชมัยภร บางคมบาง หัวหน้าทีมบันทึกทินกรณ์ ยืนยันว่า
“จากทินกรณ์ ที่ค้นทั้งหมด ครูกุหลาบเขียนเฉพาะบทแรก 4 วรรค (“หยดฝนย้อย.......สุดต้านทาน”) เท่านั้น และเขียนไว้ตั้งแต่ 4 มีค. 2505 ส่วนบทที่สอง (“อันประชาสามัคคี.......มวลมหาประชาชน”) มีคนต่อเติมขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่สำนวนเขียนก็กลมกลืนไปด้วยกันดีกับบทแรก”
งานเปิดตัวหนังสือ “ทินกรณ์ ของศรีบูรพา” เมื่อ 9 สค. 69 ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลป์ กทม. ผ่านไปแล้ว ท่ามกลางความสนใจของ คนรักศรีบูรพา จำนวนเต็มห้องประชุม
แต่บันทึกอันเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ วรรณกรรมไทยชิ้นนี้ ยังคงได้รับการติดตามศึกษาข้อเท็จจริง และขยายผลต่อไป
ขอขอบคุณ กรรมการกองทุนศรีบูรพา ที่ทำให้ศรีบูรพา ยังเป็นถ่องเทียนอลังการที่เฉิดแสงวรรณศิลป์ไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด.





