News Logo
หน้าแรก
ระบบการเลือกตั้งด้วยอิเล็กทรอนิกส์กับความลับในการลงคะแนน

ระบบการเลือกตั้งด้วยอิเล็กทรอนิกส์กับความลับในการลงคะแนน

24 ก.พ. 2569 19:37
ผู้ชม 107 คน

1.ลักษณะทั่วไปของการเลือกตั้งด้วยอิเล็กทรอนิกส์

การเลือกตั้งด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Election เกิดขึ้นในโลกเมื่อทศวรรษ 1960 เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย แล้วแพร่หลายออกไปทั่วโลก เช่น ตุรกี นามิเบีย เคนยา ไนจีเรีย

หลักการทำงาน ได้แก่ การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT เข้าไปใช้กับการเลือกตั้ง ผลดี คือ ลงคะแนนได้รวดเร็ว ปลอดภัย เกิดความไว้วางใจและเชื่อมั่นในระบบ E-Election

IT มีประโยชน์ตรงที่ช่วยประมวลผล ถ่ายโอนข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันง่ายและสะดวก รวดเร็ว เป็นผลให้กระบวนการ E-Election ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การลงทะเบียน (registration) (2) การยืนยันตัวตนและยืนยันสิทธิ (validation) (3) การลงคะแนน (casting) และ (4) การนับคะแนน (tallying) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะระบบ E-Election เป็นระบบที่รู้ผลการเลือกตั้งได้เร็วมาก เนื่องจากคะแนนปรากฏเรียลไทม์ ทำให้คนติดตามผลเลือกตั้งตามหน้าจอมอนิเตอร์พลอยตื่นเต้นไปด้วย

2. องค์ประกอบของระบบ E-Election

องค์ประกอบของระบบ E-Election มี 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

ส่วนแรก คือ ส่วนของตัวระบบการลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Voting System) ซึ่งต้องเป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันเป็นฐานข้อมูลเดียวกับ ปัจจุบันเป็นระบบคลาวด์ แต่ใช้วิธีการติดต่อทำธุรกรรมกันโดยระบบที่สามารถปกปิดตัวตนได้

ประกอบด้วย 2 ระบบย่อย ได้แก่ (1) ระบบกระดาษ ได้แก่ เมื่อผู้มีสิทธิมามาลงทะเบียนและยืนยันตัวตน สามารถมองเห็นกระดาษบันทึกการลงคะแนน และหรือบางระบบสามารถขอปริ้นท์ออกมาเป็นหลักฐานได้ ซึ่งที่จริงเป็นระบบที่พัฒนามาทีหลังระบบบันทึกโดยตรง และ (2) ระบบบันทึกข้อมูลโดยตรงทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งป้อนข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้สิทธิทั้งหมดลงไปเก็บบันทึกไว้ โดยไม่มีกระดาษเลย ระบบนี้เป็นระบบที่พัฒนามาก่อน

ส่วนที่สอง คือ เครื่องลงคะแนน (Electronic Voting Machines) หรือ EVMs ซึ่งมีหลายเครื่องกระจายไปตามสถานที่เลือกตั้งและคูหาเลือกตั้งต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ปัจจุบันยังมีระบบการลงคะแนนออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือบางประเทศมีเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้บริการโดยเอกชนด้วย เรียกว่า “A Voting Service Provider” หรือ VSP

เครื่องลงคะแนนนี้จะทำหน้าที่รับข้อมูลการลงคะแนน (receive voter input) โดยผู้ลงคะแนนจะเอานิ้วไปแตะหมายเลขผู้สมัครที่หน้าจอ แล้วเครื่องจะนับคะแนนและแสดงผล ตัวเครื่องจะมีระบบจอสัมผัสแบบทัชสกรีน (Touch Screen) และเครื่องทำเครื่องหมายอัตโนมัติ

เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนแล้ว เครื่องก็จะนับคะแนนทันที แล้วส่งผลคะแนนไปจอใหญ่ที่เป็นเครื่องรับกลาง ทำให้คนเห็นคะแนนเคลื่อนไหวตลอด แสดงเป็นเรียลไทม์

3. ประเภทของระบบ E-Election

ระบบ E-Election แบ่งได้หลายแบบ ถ้าให้ง่ายที่สุด ก็แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

แบบที่หนึ่ง ระบบ E-Election ที่ตั้งเครื่องลงคะแนนอยู่ ณ สถานที่เลือกตั้ง (Poll-site voting) ซึ่งใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์บันทึกคะแนนเลือกตั้งโดยตรง (Direct Recording Electronic) หรือเรียกว่าระบบ “DRE”

ส่วนแบบที่สอง เป็นการลงคะแนนทางไกล (Remote voting) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนจากสถานที่อื่นนอกสถานที่ลงคะแนน เพื่อให้สามารถเข้าถึงการเลือกตั้งได้ง่ายและสะดวก

ระบบการลงคะแนนทางไกล เป็นการลงคะแนนทางอินเตอร์เน็ต หรือการลงคะแนนผ่านเครื่องลงคะแนนที่มีผู้ให้บริการนอกสถานที่เลือกตั้ง ระบบหลังนี้จะมีการลงทะเบียน การยืนยันตัวตน ตรวจสอบสิทธิ บันทึกคะแนนเป็นกระดาษ และบางระบบ อาจมีการพิมพ์หลักฐานการมาลงคะแนนเป็นกระดาษไว้เป็นหลักฐานให้ด้วย

บางทีจึงเรียกระบบ E-Election ว่ามี 2 ระบบ คือ  E-Voting กับ I-Voting คือ ลงคะแนนผ่านเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Voting) กับลงคะแนนผ่านทางอินเตอร์เน็ต (Internet Voting)

4. ความน่าเชื่อถือของระบบ E-Election

หัวใจของระบบ E-Election อยู่ที่การทำให้การเลือกตั้งน่าเชื่อถือ เป็นไปอย่างเสรี คุ้มค่าและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย

การลงคะแนนทางระบบ E-Election ระยะแรก เป็นการลงผ่านทางเครื่องอย่างเดียว จึงไม่มีหลักฐานอะไรมาแสดง ก่อให้เกิดความสงสัยมากว่าจะโปร่งใสหรือไม่

แต่ต่อมา ได้พัฒนาระบบ Voter Verifiable Paper Audit Trail (VVPAT) ขึ้น ซึ่งหมายถึงระบบพิมพ์ใบลงคะแนนแบบกระดาษที่เชื่อมต่อกับเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM) ช่วยให้ผู้ลงคะแนนมั่นใจได้ว่าคะแนนเสียงของตนถูกบันทึกอย่างถูกต้องตามที่ตั้งใจไว้ โดยเครื่องจะแสดงสลิปที่พิมพ์ออกมาให้ตรวจสอบผ่านกระจกเป็นเวลาประมาณ 7 วินาที ก่อนจะตัดและเก็บลงในกล่องปิดผนึกเพื่อใช้สำหรับการนับคะแนนใหม่หรือตรวจสอบความถูกต้องในกรณีที่เกิดข้อพิพาท 

นอกจากนี้ยังมีระบบ the Bimodal Voter Accreditation System (BVAS) ซึ่งเป็นระบบการตรวจสอบลายนิ้วมือและใบหน้า ซึ่งช่วยให้การยืนยันตัวบุคคลและตรวจสอบสิทธิได้ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว

5. ปัญหาของระบบ E-Election

ด้วยเหตุที่ระบบ E-Election มีความเสี่ยง เนื่องจากเป็นการลงคะแนนผ่านทางเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นที่สงสัยว่าอาจมีการโกง อีกทั้งระบบก็ซับซ้อน จึงอาจไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการให้สิทธิพิเศษแก่คนที่มีรหัสเข้าถึงระบบ ปัญหาความปลอดภัยของระบบการความซื่อตรงและเที่ยงธรรมของการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้ต้องมีการตรวจสอบย้อนหลังได้

ระบบ E-Election จึงจำเป็นต้องสร้างระบบบันทึกการลงคะแนนเป็นระบบกระดาษและเก็บบันทึกข้อมูลไว้เพื่อการตรวจสอบในภายหลัง เรียกว่า “ระบบ voter-verifiable paper trails” จนกลายเป็นระบบสากลว่าไม่มีระบบ E-Election ใด ที่ไม่มีการบันทึกการลงคะแนนด้วยกระดาษ แสดงผลให้เฉพาะตัวผู้ลงคะแนนดู แล้วนำไปจัดเก็บไว้เป็นหลักฐานในระบบเครื่องลงคะแนน

6. การลงคะแนนลับ

สาเหตุที่ระบบ E-Election เป็นที่ยอมรับ ทั้ง ๆ ที่มีการบันทึกการลงคะแนนไว้เป็นกระดาษเก็บไว้เพื่อการตรวจสอบในระบบ ขณะที่บันทึกใบหน้าผู้มีสิทธิลงคะแนน ลายนิ้วมือของผู้มีสิทธิลงคะแนนที่แตะที่ทัชสกรีน และพิมพ์ข้อมูลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิลงคะแนนเอาไว้

ประกอบกับไม่ค่อยใครตั้งคำถามว่า การลงคะแนนของระบบ E-Election เป็นความลับหรือไม่ นั้น เป็นเพราะระบบ E-Election เป็นระบบที่เข้ารหัสและเป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูง

โดยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดระดับสูง 3 ประการ คือ

ประการแรก วิธีการเข้ารหัสภาพที่มีความปลอดภัยสูง (strong cryptographic methods) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลังและความไว้วางใจจากสาธารณะ

ประการที่สอง มีโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้ระบบคู่กุญแจเข้ารหัส และเทคนิคการเข้ารหัสความปลอดภัยของระบบ (secure public Key infrastructure and encryption techniques)

ประการที่สาม มีนโยบายรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของผู้เลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างซื่อตรง (robust security policies and new laws are needed to protect voter rights and ensure election integrity)

ดังนั้น การลงคะแนนลับ (secret ballot) ของระบบ E-Election จึงหมายถึงการรักษาความลับในขณะที่ลงคะแนน จนกระทั่งถึงประกาศผลการเลือกตั้ง

ส่วนการติดตามย้อนหลังนั้น ระบบการเลือกตั้งทุกระบบต้องมีเอาไว้ตรวจสอบย้อนหลังเมื่อเกิดข้อพิพาท

7. เปรียบเทียบการลงคะแนนลับของระบบ E-Election กับการลงคะแนนลับโดยระบบบาร์โค้ดของไทย

การลงคะแนนลับ (secret ballot) ของไทยไม่ได้ต่างไปจากการลงคะแนนลับของระบบ E-Election หมายถึง ความลับในขณะที่ลงคะแนน และความสามารถเก็บรักษาความลับไว้ได้หลังการลงคะแนนจนกระทั่งประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว

การลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 85 จึงมีความหมายตามบริบทสากล ไม่ใช่ความหมายอย่างที่หลายคนตีความเอาเอง ยกตัวอย่างเช่น

ประการแรก ตีความว่า ก่อนการเลือกตั้ง หากนำบาร์โค้ดมาตรวจสอบย้อนหลังได้ แสดงว่า ระบบการเลือกตั้งไม่เป็นการลับ

คำตอบ คือ เป็นความเข้าใจผิด ไม่อาจยกเอาการตีความเช่นนี้มาเป็นข้อโต้แย้งได้ เพราะในเมื่อยังไม่มีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจะลับหรือไม่ลับไปได้อย่างไร

คำว่า “การเลือกตั้ง” หมายถึง “การที่คนกากบาทลงบนบัตรเลือกตั้ง แล้วเอาไปหย่อนลงในหีบลงคะแนนไม่ใช่หรือ”

การที่จะลับหรือไม่ลับ จึงต้องมี “การกระทำ” ในการกากบาทและหย่อนบัตร ตลอดจนเก็บรักษาบัตร แต่ไม่ใช่แค่ติดบาร์โค้ดก็ผิดเพราะไม่ลับ

ตรงกันข้าม การทำบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งเป็นอำนาจของ กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 85 ประกอบข้อ 129 แห่งระเบียบกกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2566 อันเป็น “อำนาจโดยแท้” ของ กกต.

ข้อสำคัญ เมื่อยังไม่มีการลงคะแนน บาร์โค้ดจะสืบไปถึงตัวใครได้..

ประการที่สอง ตีความว่า ในระหว่างที่เก็บรักษาบัตรลงคะแนนเป็นการลับนั้น หากมีผู้นำบัตรลงคะแนนที่มีบาร์โค้ดมาตรวจสอบถึงต้นขั้วและผู้ลงคะแนนได้ แสดงว่าการเลือกตั้งนั้นไม่ลับ

คำตอบ คือ เป็นความเข้าใจผิด ไม่อาจยกการตีความเช่นนี้มาเป็นข้อโต้แย้งได้ เพราะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ห้ามเอาบัตรเลือกตั้งออกมาจากสถานที่เลือกตั้ง ใครเอาออกมามีโทษจำคุก 1-5 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสิบปี

ส่วนถ้าใครถ่ายรูปออกมาจำคุกไม่เกินหนึ่งปี เพิกถอนสิทธิสิบปี ยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งเอาบัตรเลือกตั้งออกมา มีโทษฐานทุจริตเลือกตั้ง จำคุกสูงถึงสิบปีและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสิบปี

เมื่อระหว่างเก็บรักษาคะแนน ไม่มีใครสามารถเอาบัตรเลือกตั้งออกมาได้ เพราะผิดกฎหมาย หากมีใครเอาบัตรเลือกตั้งไปสแกนบาร์โค้ดเพื่อเทียบต้นขั้วหรือตัวผู้เลือกตั้ง ผู้นั้นก็ย่อมกระทำผิดกฎหมายและมีโทษทางอาญาและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ดังนี้ การรักษาความลับในการเลือกตั้งของไทยจึงถูกควบคุมเอาไว้โดย “ข้อกฎหมาย” ไม่ใช่เป็น  “เรื่องศีลธรรม” ของ กกต. อย่างที่ใครเข้าใจ

ถ้า กกต. คนใดนำเอาบัตรเลือกตั้งออกมาโดยไม่มีอำนาจ กกต. คนนั้นก็ทุจริตเช่นกัน จึงไม่ใช่กรณีการเอาบัตรเลือกตั้งออกมาได้ตามอำเภอน้ำใจของ กกต. หรือเจ้าหน้าที่คนใด

ส่วนการที่มีการติดตามร่อยรอยเพื่อการตรวจสอบย้อนหลังการเลือกตั้งได้นั้น เป็นการกระทำที่เป็นสากล

ระบบเลือกตั้งทุกระบบต้องเตรียมการเก็บข้อมูลเอาไว้ เผื่อมีข้อพิพาท ที่อาจต้องย้อนกลับไปนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการนับคะแนนใหม่ (recount) หรือเลือกตั้งใหม่ (reelection) หรือลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (electoral misconduct) หรือแม้แต่ปฏิรูประบบเลือกตั้ง (reform of the electoral system)

การที่มีการติดตามร่องรอยเพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง ก็เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าระบบเลือกตั้งเสรีและยุติธรรม ตลอดจนก้าวหน้า ทันสมัย รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

แม้แต่ระบบ E-Election ก็มีการบันทึกภาพและข้อมูลทุกอย่างไว้ สำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง และเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ว่าการบันทึกดังกล่าวเป็น “ระบบการลงคะแนนลับ”

อย่าเผลอไปพูดให้ใครได้ยินอีกเชียวว่า “การเลือกตั้งที่เป็นการลับ ต้องลับไปตลอดกาล” เขาหัวร่อตกเก้าอี้แน่..

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม