News Logo
หน้าแรก
อุทัย เลาหวิเชียร

อุทัย เลาหวิเชียร

12 มี.ค. 2569 13:40
ผู้ชม 365 คน

หลายวันมาแล้ว เห็นอาจารย์อุทัย เลาหวิเชียร ยืนถ่ายรูปคู่กับนักศึกษาที่มาสอบจบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดคิดถึงอาจารย์ไม่ได้..

จำได้ว่าอาจารย์เกษียณเมื่อปี 2537 ตกมาปีนี้ก็น่าจะเก้าสิบเศษแล้ว ปีที่อาจารย์เกษียณ อาจารย์พูดในห้องเรียนปริญญาโทที่นิด้าว่า “สอบคอมพลีเฮนซีพ ปีนี้ ข้อสอบอาจารย์ที่ออกนั้น อาจารย์จะให้ผ่านหมด ยกเว้นคนที่เขียนรูปส้นทีนมา..” นักศึกษาเฮทั้งห้อง เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากยาว ๆ

อาจารย์อุทัยเป็นคนที่สอนหนังสือสนุกมาก.. วันหนึ่งสอนเรื่องระบบราชการของเวเบอร์ อาจารย์เปรียบข้าราชการว่า-- เหมือนมีคนเอาช้างสองเชือกมาชนกันบนถนนราชดำเนิน หน้ากองสลาก-- ถ้าเป็นสัตวแพทย์ เขาจะพูดว่า “ทารุณสัตว์” แต่ถ้าเป็นนักเศรษฐศาสตร์จะมองผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ส่วนข้าราชการจะถามว่า “ผิดกฎหมายข้อไหน”

ข้าราชการเป็นพวกยึดกฎระเบียบมาก จนตกอยู่ใต้กรงขังของกฎระเบียบตามที่เวเบอร์คิด แต่อาจารย์อุทัยก็เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะถ้าหากข้าราชการไม่ยึดกฎระเบียบ คนอื่นเขาก็จะเอากฎระเบียบมาเล่นงานเรา

จำได้ว่าอาจารย์อุทัยบอกว่าจบรัฐศาสตร์ จุฬา --เลือดจุฬา อาจารย์เข้มข้นมาก อาจารย์เคยบอกว่าใครไม่ได้กินกิ่งจามจุรี พวกนั้นไม่ใช่จุฬาแท้ ส่วนอาจารย์นั้นได้ลองลิ้มรสมาแล้ว..แฮ่ม

ที่บ้านอาจารย์อุทัยขายยา อาจารย์เอามาเล่าบ่อย ๆ ว่าเป็นอาชีพที่ต้องอยู่เฝ้าร้านและก้าวหน้ากว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว ด้วยเหตุนี้ ตัวของอาจารย์จึงมาเรียนรัฐศาสตร์ หวังว่าจะเป็นปลัดอำเภอ แต่พอจบจริง ก็ไม่ได้เป็น กลับมาเป็นอาจารย์ที่นิด้า ซึ่งได้ชื่อว่ามีเกียรติมาก

อาจารย์อุทัยไปเรียนต่อเมืองนอก รู้สึกว่าจะเป็นที่แม็กซ์เวล มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ แหล่งอบรมข้าราชการสหรัฐอเมริกาแห่งแรก และยังติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำทางรัฐประศาสนศาสตร์จนปัจจุบัน

อาจารย์อุทัยไปเรียนคู่กันกับอาจารย์ปฐม มณีโรจน์ รู้สึกอาจารย์ปฐมจะเป็นรุ่นน้องอาจารย์อุทัยปีหนึ่ง แต่จบรัฐศาสตร์ จุฬาเหมือนกัน เคยได้อ่านงานเขียนในมติชนสุดสัปดาห์ ทำนองว่า มีนิสิตรัฐศาสตร์ผู้หญิงถูกพวกวิศวะที่อยู่ใกล้กันเตะตูดหรือยังไงนี่แหละ อาจารย์ปฐมซึ่งเป็นคนตัวใหญ่และน่าจะเป็นผู้นำนิสิตรัฐศาสตร์ในตอนนั้นจึงออกไปช่วย คนเขียนบอกว่าเห็นอาจารย์ปฐมเดินกลับมาเอามือกุมหัวเลือดอาบ ถูกวิศวะตีหัวแตก..

อาจารย์อุทัยกับอาจารย์ปฐมเป็นตำนานของนิด้า กระเซ้าเย้าแหย่กันไปมา.. ครั้งหนึ่งอาจารย์อุทัยเคยเล่าว่าอาจารย์ปฐมอยากออกไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ไปรดน้ำมนต์หลายวัดจนหนาวสั่นทั้งตัว แต่ก็ไม่ได้ไปจากนิด้า

ทั้งสองคนเป็นอาจารย์ที่เอาใจใส่ต่อตำราภาษาอังกฤษมาก คนที่เรียนรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า สมัยนั้นต้องเจอข้อสอบอาจารย์ปฐมที่เอาตำราภาษาอังกฤษมาลบด้วยลิควิดเปเปอร์ เสร็จแล้วให้นักศึกษาเติมคำที่เว้นไว้ แถมยังมีข้อสอบให้ขีดถูกขีดผิด แต่ถ้าตอบผิด ยังให้คะแนนติดลบอีก

เรื่องความเข้มต่อการสอนและการวัดผลในโลกนี้คงไม่มีใครเกินอาจารย์ปฐม ใครได้คะแนนอาจารย์ปฐมถึงครึ่งคนนั้นก็เก่งแล้ว ส่วนการเป็นอาจารย์คุมวิทยานิพนธ์ไม่ต้องห่วง ยิ่งระดับปริญญาเอก ส่วนใหญ่ต้องหนีอาจารย์ปฐมไปเป็นอาจารย์คนอื่น

ด้านอาจารย์อุทัย ครั้งหนึ่งในวิชาทฤษฎีองค์การเพิ่งเรียนได้สองสัปดาห์ อาจารย์อุทัยสั่งให้เอาสมุดหนังสือวางไว้นอกห้อง เสร็จแล้วแจกข้อสอบวัดผลเก็บคะแนน น้ำเสียงเด็ดขาดและจริงจัง ทุกคนเหงื่อแตกพลั่ก ไม่ได้เตรียมอะไรมาก่อน ตัวสั่นงันงก

นักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า สมัยก่อนต้องอ่านเท็กซ์ที่อาจารย์มอบหมาย เช่น แมรี ปาร์กเกอร์ ฟอลเล็ต, เฮอร์เบิร์ต เอ ไซมอน, โดยเฉพาะเชสเตอร์ ไอ เบอร์นาร์ด ซึ่งอาจารย์อุทัยชอบมาก เพราะเป็นนักบริหารติดดินที่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารงานจริง

เวลาสอน อาจารย์อุทัยชอบพูดเรื่องราวต่าง ๆ ให้นักศึกษาฟัง สนุกสนาน พูดเสร็จ อาจารย์จะขอยืนไว้อาลัยหนึ่งนาที ทำนองว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายเหลือเกินที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับสังคมไทย

ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความล่าช้าของระบบราชการและการมีประเพณีที่ล้าหลัง เช่น เวลายืนต่อหน้าเจ้านายต้องเอามือกุมเป้ากางเกง แม้แต่การกินเหล้าเมายา ที่อาจารย์เคยพูดว่าเป็นอดีตที่น่าเบื่อหน่าย

น่าแปลกที่ทั้งอาจารย์อุทัยและอาจารย์ปฐมชอบดไวท์ วอลโด (Dwight Waldo) มาก สมัยนั้น นักศึกษาจึงต้องอ่านการประชุมที่มินนาวบรูก และจำพวกรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่หรือพวก New PA ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ความเป็นธรรมและนำเอาคุณค่าประชาธิปไตยมาใช้กับการบริหารภาครัฐ จนต่อมา น่าจะเป็นที่มาของปรัชญาการสร้างนักศึกษาให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ในการพัฒนาของนิด้า

อาจารย์อุทัยน่าจะเป็นคนคิดโปรแกรมสำหรับการเรียนรัฐประศาสนศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการเขียนบทความนำเสนอการแบ่งกลุ่มหลักสูตรและเหตุผลในการจัดสอนในรายวิชาต่าง ๆ จนกระทั่งกลายเป็นแม่แบบในการคิดจัดทำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ในปัจจุบัน

ดูเหมือนคำว่า “บูรณาการ” (Integration) ที่ใช้กันเกร่อทุกวันนี้ ก็น่าจะมาจากอาจารย์อุทัยและอาจารย์ปฐมนี่แหละ โดยเฉพาะอาจารย์อุทัย คำหนึ่งก็ “บูรณาการ” สองคำก็ “บูรณาการ” ปัจจุบันใครจะทำอะไร ก็จะพูดตามนิด้าว่า “ต้องบูรณาการ”

คนพูดอาจไม่รู้ว่า “การบูรณาการ” คืออะไร แตกต่างจากการ “ผสมผสาน” อย่างไร ซึ่งที่จริง ขัดใจกับพวกสำนักแฟรงเฟิร์ตอย่างอะดอร์โน (Adorno) มาก เพราะอะดอร์โน เชื่อในเรื่อง “Negative Dialectics” คือ ไม่เชื่อว่ามีอะไรเอามารวมกันได้หมดโดยไม่มีความขัดแย้งกัน เขากลับเห็นว่าการใช้คำรวมหรือองค์รวมเป็นการกลบเกลื่อนผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง เช่น การเรียกร้องให้คนในชาติทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม แต่ที่จริง เป็นผลประโยชน์ของ “นายทุน” มากกว่า “กรรมกร”

การบูรณาการของไทยจากอิทธิพลของนิด้า จึงกลายเป็นของใหม่สำหรับสังคมไทยในเวลานั้น เมื่อมีคนพูดต่อ ๆ กันก็กลายเป็นคำสามัญที่คุ้นชินกัน

เหตุผลอีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแนวคิดการวิเคราะห์เชิงระบบเป็นภูมิปัญญาของรัฐประศาสนศาสตร์อเมริกันมาตั้งแต่ยุคก้าวหน้า (Progressive Movement) และใช้เป็นหลักในการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของรัฐประศาสนศาสตร์มาตลอด จนมีคนล้อว่า “รัฐประศาสนศาสตร์มีทฤษฎีอยู่ทฤษฎีเดียว คือ ทฤษฎีระบบ”

บางคน เช่น อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียนบทความในวารสารรัฐศาสตร์สารเพื่อประชดประเทียบ หัวข้อเรื่องของอาจารย์ธเนศทำนองว่า “องค์รวมกับองค์ขาด” โดยนำความคิดของอะดอร์โนมาวิเคราะห์ว่า “องค์รวม” จะเกิดก่อน “องค์ขาด” ไม่ได้ หมายความว่า คนเราจะรู้ว่าอะไรเป็น “องค์รวม” จะต้องรู้เสียก่อนว่า องค์ประกอบขององค์รวมนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เปรียบเหมือนกันกับการต่อตัวต่อจิ๊กซอว์ เราต้องรู้เสียก่อนว่าชิ้นส่วนชิ้นใดมันหายไป ตรงกันข้าม หากเราไม่รู้ว่าชิ้นส่วนชิ้นใดมันหายไป เราจะรู้ได้อย่างไรว่าภาพรวมของจิ๊กซอว์ชิ้นนั้นคืออะไร

คนไทยจึงเอาคำว่า “องค์รวม” กับคำว่า “การบูรณาการ” มาพูด โดยที่ไม่รู้ว่า “ภาพรวม” ทั้งหมดของ “องค์รวม” นั้นคืออะไร

คำว่า “องค์รวม” กับ “การบูรณาการ” ของคนไทยส่วนใหญ่จึงหมายถึง “สิ่งดีที่ควรทำ” แต่ขณะที่กำลังพูดยังไม่รู้เลยว่าจะต้องเอาอะไรมารวมกัน จนมีคนย้อนบรรดารัฐมนตรีไทยในใจบ่อย ๆ ว่า “ที่ท่านพูดว่าให้บูรณาการนั้น ท่านจะให้เอาอะไรมาบูรณาการกับอะไร”

ย้อนมาพูดถึงอาจารย์อุทัย อาจารย์อุทัยยังเป็นผู้ต้นคิดด้วยว่า การเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ไม่จำเป็นต้องจบรัฐศาสตร์ เพราะเป็นการปลูกฝังวิชาชีพให้กับนักบริหาร นักบริหารไม่ว่าจบอะไรมา สามารถมาเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ได้หมด ข้อนี้ อาจารย์อุทัยกับอาจารย์ปฐมถกกันมากเรื่องความเป็นวิชาชีพของนักบริหาร คิดล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าต้องมีมาตรฐานวิชาชีพและมีจรรยาบรรณวิชาชีพทางการบริหาร

ทว่า ในประเทศไทยคนที่รับเอาความคิดเรื่องมาตรฐานวิชาชีพไปใช้กลับเป็นพวกศึกษาศาสตร์ โดยการจัดตั้งมาตรฐานวิชาชีพครูและการสอบมาตรฐานวิชาชีพจนเป็นผลต่อเนื่องในปัจจุบัน

ส่วนพวกรัฐประศาสนศาสตร์เอง กลับแตกแยกย่อยตามแขนงย่อย ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีองค์การและการจัดการ ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ นโยบายสาธารณะและการวางแผน การบริหารงานบุคคล การบริหารงานคลังสาธารณะ

ยิ่งสมัยหลังได้รับอิทธิพลจากพวกการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) หรือ New PM ยังเน้นเทคนิคและวิธีการบริหารของภาคเอกชนมากขึ้น เช่น การคลังสาธารณะ การงบประมาณและการบัญชี

ดูเหมือนสาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน หรือ MPPM ก็เป็นการจัดตั้งขึ้นตามแนวคิดนี้ โดยเฉพาะน่าจะเป็นการผลักดันตามแนวคิดของอาจารย์อุทัย นอกจากนั้นก็มีคนอื่นเข้ามาผลักดันในสาขากระบวนการยุติธรรม เช่น อาจารย์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในนิด้า

สำหรับอาจารย์ปฐม ดูเหมือนจะสนใจการบริหารเปรียบเทียบและการบริหารการพัฒนา จนน่าจะเป็นนักวิชาการรุ่นแรกของไทยที่บุกเบิกในสอนสาขาการบริหารการพัฒนา กระทั่งกลายเป็นสาขาวิชาการจัดการปกครองด้านการพัฒนาหรือ Development Governance ในปัจจุบัน

อาจารย์อุทัยและอาจารย์ปฐม ชอบเล่าเรื่องครูเก่า ๆ สมัยอยู่ธรรมศาสตร์และมาบุกเบิกตั้งนิด้า เช่น อาจารย์ชุบ กาญจนประกร ต้นตำรับของคำศัพท์ “องค์การอรูปนัย” หรือ Informal Organization หรือแม้แต่อาจารย์ฝรั่งอย่างอาจารย์ริกส์ (Fred W. Riggs) ที่เข้ามาสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

การปลูกฝังประวัติศาสตร์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ของทั้งสองท่านนี้ ช่วยเสริมสร้างความสำนึกในความมีตัวตนของนักรัฐประศาสนศาสตร์ และรากเหง้าของไทย โดยเฉพาะอาจารย์อุทัยยังเชื่อมโยงรัฐประศาสนศาสตร์ไปไกลถึงโรงเรียนมหาดเล็กหลวงสมัยรัชกาลที่ห้า ในส่วนนี้คนที่ช่วยขยายผลต่อในภายหลัง คือ อาจารย์วรเดช จันทรศร ที่ศึกษาเรื่องการปฏิรูปการบริหารภาครัฐในสมัยรัชกาลที่ห้า ทำให้นักศึกษาเข้าใจคุณค่าของความเป็นไทยและสามารถนำไปปรับใช้กับคุณค่าของตะวันตกได้

ทว่า ทุกวันนี้การเชื่อมโยงอย่างนี้น่าจะกำลังเลือนราง เพราะคนรุ่นใหม่จบการศึกษาจากตะวันตกโดยตรง เน้นที่การตีพิมพ์ผลงานในวารสารต่างประเทศในฐานะปัจเจก มากกว่าการผลิตงานภาษาไทยและการถกเถียงกันทางวิชาการเป็นหมู่คณะ สำหรับการนำความรู้จากตะวันตกมาใช้ในแก้ไขปัญหาในประเทศไทยที่กำลังเผชิญอันเป็นเป้าหมายหลักที่วอลโดเคยนำเสนอที่มินนาวบรูกของพวกรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่ตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันไม่ค่อยได้เห็นงานที่เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญจากนักรัฐประศาสนศาสตร์ไทยเหมือนกันกับยุคก่อน ๆ

ที่เขียนมาไม่มีอะไร เห็นรูปถ่ายอาจารย์อุทัย เลาหวิเชียร ยังสอนและสอบนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว ก็อดชื่นใจไม่ได้ที่ท่านยังแข็งแรงและสนุกกับงานสอนหนังสือ ยังหวนคิดไปถึงอาจารย์ปฐม มณีโรจน์ สองกุมารผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิด้าในอดีต รวมถึงอาจารย์ท่านอื่น

หวนให้นึกถึงความคมกริบทางปัญญา ความสนุกสนานและการมีเป้าหมายปลายทางของการเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ของนิด้าในวันนั้น

น่าจะสรุปเป็นสัจธรรมได้ว่า “อาชีพครูไม่มีวันเกษียณ และตราตรึงอยู่ในใจลูกศิษย์ไปตราบนิจนิรันดร์กาล..”

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม