News Logo
หน้าแรก
การรื้อโครงสร้าง ป.ป.ช. (ตอนที่ 2)

การรื้อโครงสร้าง ป.ป.ช. (ตอนที่ 2)

1 มิ.ย. 2569 14:44
ผู้ชม 244 คน

1. แนวคิดใหม่ในการมองคอร์รัปชัน

ปี 2020 มีงานศึกษาคอร์รัปชันใหม่ออกมา ชื่อ “Debate Political Settlements and The Analysis of Institutions” ซึ่งเป็นงานของมุสตาช เอช ข่าน (Mushtaq H. Khan) อาจารย์มหาวิทยาลัยลอนดอน และเป็นผอ.เครือข่ายวิจัยการคอร์รัปชัน (the ACE Research Partnership Consortium) ซึ่งเป็นเครือข่ายนานาชาติที่ศึกษาปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศกำลังพัฒนาโดยตรง

งานชิ้นนี้นำไปสู่การถกเถียงกันทางวิชาการอย่างมากจนถึงปัจจุบัน เพราะเดิมมองแคบ ๆ ว่า การคอร์รัปชันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ประการหนึ่ง กับการคอร์รัปชันเป็นเรื่องผิดศีลธรรม อีกประการหนึ่ง

ตามกรอบความคิดเดิม การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงเห็นว่าทำได้ไม่ยาก หากเจ้าหน้าที่เอาจริง เช่น จับคนคอร์รัปชันไปขังคุก หรือไม่ก็สั่งสอนคนให้มีศีลธรรม

แต่แก่นความคิดของงานของข่านชิ้นนี้ กลับเสนอว่า “คอร์รัปชันในประเทศกำลังพัฒนาเป็นกลไกที่จำเป็น (necessary mechanism) ในการหล่อเลี้ยงและรักษาสมดุลของโครงสร้างการเมือง เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนา สถาบันทางการเมือง เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. และสถาบันในกระบวนการยุติธรรมไม่เข้มแข็งพอที่จะจัดการกับความขัดแย้งในการจัดสรรทรัพยากรได้”

กลุ่มอำนาจ (power bloc) ของประเทศ จึงสร้าง “ข้อตกลงทางการเมือง” (political settlement) เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่ ตัวแทนของกลุ่มอำนาจใช้ “ค่าเช่า” (rents) ไปจัดสรรทรัพยากรเพื่อดึงดูดกลุ่มการเมืองท้องถิ่น กลุ่มทุน หรือกองกำลังที่มีอำนาจ เพื่อให้ยอมตกอยู่ใต้อำนาจและกติกาที่ไม่เป็นทางการในการจัดสรรทรัพยากรของตน

ข้อตกลงทางการเมืองที่จะให้ “ค่าเช่า” ในภาษาเศรษฐศาสตร์การเมือง หมายถึง ข้อตกลงในการคอร์รัปชัน อันเป็นกำไรเกินกว่าที่ระบบปกติจะจัดสรรได้

หากไม่มีข้อตกลงทางการเมืองในการจัดสรรค่าเช่าเช่นนี้แล้ว ระบอบการปกครองในประเทศกำลังพัฒนาจะดำเนินไปไม่ได้เลย เช่น กลุ่มอำนาจจะแย่งชิงทรัพยากรกันขนานใหญ่ จนกลายเป็นสงครามการเมือง ทั้งนี้เพราะข่านมีสมมติฐานว่ากลไกรัฐในประเทศกำลังพัฒนาอ่อนแออย่างหนัก

พูดง่าย ๆ ว่า “การคอร์รัปชันในประเทศกำลังพัฒนา” ไม่ใช่ “สิ่งผิดปกติ” (anomaly) แต่มันคือ “สิ่งปกติ” (normalcy)

เช่น ถ้าไม่มีการคอร์รัปชัน พรรคการเมืองก็ไม่มีเงินไปซื้อเสียงผ่านหัวคะแนน และชาวบ้านก็ไม่มีทางได้รับเงินจากนโยบายการกระจายรายได้ที่เป็นทางการ หรือข้าราชการเจ้าหน้าที่ก็จะไม่มีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเพียงพอ เว้นแต่นโยบายที่รัฐเอาเงินงบประมาณไปแจก ซึ่งที่จริงก็เป็นการจ่าย “ค่าเช่า” ในทางเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาคอร์รัปชันถือว่าเป็น “การคอร์รัปชันทางการเมือง” (political corruption) อย่างหนึ่งเหมือนกัน

2. ข้อตกลงทางการเมืองคืออะไร

ประเด็นต่อมา แล้ว “ข้อตกลงทางการเมืองที่จะจ่ายค่าเช่า” นั้น คืออะไร

ข่าน อธิบายว่า ข้อตกลงทางการเมืองมีมุมมอง 3 ด้าน คือ (1) สมรรถนะทางด้านองค์การเชิงเปรียบเทียบ (relative organization capabilities) (2) กระบวนการที่ผู้นำขับเคลื่อนระดมคนทางการเมือง (leadership mobilization) และ (3) การควบคุมทรัพยากร (resource control)

หมายความว่า องค์การที่จะคอร์รัปชันได้ต้องมีองค์ประกอบสามอย่าง คือ มีอำนาจมาก มีความสามารถระดมคนและควบคุมทรัพยากรเหนือคนอื่น

ข้อตกลงทางการเมืองจะเกิดเสถียรภาพได้ ต่อเมื่อองค์การมีศักยภาพควบคุมมิติทั้งสามด้านเอาไว้ได้ตลอด หรือภาษาของข่านเรียกว่า “ผลิตซ้ำข้อตกลงนั้นอยู่ตลอด”

การผลิตข้อตกลงซ้ำดังกล่าวจะเป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่เป็นทางการ และเป็นการตกลงกันอย่างไม่เป็นทางการ ก็ได้

เมื่อใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงจัดสรรค่าเช่า จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความแตกแยกครั้งใหญ่ เช่น สมมติ เกิดการยกเลิกการซื้อเสียง หรือซื้อขายตำแหน่ง หรือยกเลิกการฮั้วประมูล หรือคนที่ควบคุมคดีไม่สามารถเป่าคดีได้อีกต่อไป คนในองค์การนั้น ๆ จะขัดแย้งกันเองและลุกลามไปสู่ภายนอก จนสังคมแตกแยก

3. ข้อตกลงภายในและภายนอก

ข้อตกลงทางการเมืองที่จะจัดสรรค่าเช่าเกิดขึ้นได้ทั้งภายในและทั้งภายนอกองค์การ ขึ้นอยู่กับระดับอำนาจขององค์การ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์การ

การจัดสรรอำนาจขององค์การมีผลโดยตรงต่อการอยู่รอดขององค์การ และอาศัยความสามารถ ความเป็นผู้นำ ทักษะการระดมคน และบริบททางประวัติศาสตร์ขององค์การ เช่น ศาลไทยอาจไม่เคยมีการตกลงกันในการจัดสรรค่าเช่า แต่ตำรวจอาจจัดสรรกันจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จนสามารถเลือกที่จะเอาผิดคนใดก็ได้ เป็นต้น

การจัดสรรอำนาจขององค์การจึงเป็นตัวกำหนดว่าสถาบันใดจะอยู่ต่อไปเหมือนเดิม หรือว่าจะเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่าง หากองค์การสามารถรวบอำนาจได้มาก การตกลงการจัดสรรค่าเช่า ก็จะมีอยู่ต่อไป แต่ถ้าองค์การกระจายอำนาจออกไปมาก การตกลงการจัดสรรค่าเช่าอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้

อย่างไรก็ตาม ข่านไม่เชื่อว่า ข้อตกลงกันนี้จะหมกเม็ดกันได้เฉพาะกลุ่มชนชั้นนำ เขาจึงโต้แย้งอะเซโมกลู และโรบินสัน (Acemoglu & Robinson) ที่เขียนหนังสือสองเล่ม ชื่อ “Why Nations fails, 2012” กับ “The Narrow Corridor, 2019”

ข่านเห็นด้วยกับหนังสือเล่มแรกว่าการคอร์รัปชันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐล้มเหลว แต่ไม่เห็นด้วยกับหนังสือเล่มหลังในเรื่อง “ระเบียงแคบ” ที่ว่า ถ้ารัฐเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว จะเป็นทางออกของการแก้ปัญหารัฐล้มเหลว

เขากลับเห็นว่า แม้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมากแล้ว การคอร์รัปชันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี เพราะ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” นั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมในอำนาจการจัดสรร “ค่าเช่า” แต่เป็นผู้สนับสนุนชนชั้นนำและมีหน้าที่รอรับส่วนแบ่ง ขณะเดียวกัน ชนชั้นนำก็ไปตกลงกันจัดสรร “ค่าเช่า” โดยไม่มีประชาชนสนับสนุนไม่ได้เช่นกัน

พูดง่าย ๆ ข่านเห็นว่าการคอร์รัปชันในประเทศกำลังพัฒนา เป็นเรื่องที่ “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” ชนชั้นนำคอร์รัปชันกันแล้ว ต้องนำเอาคอร์รัปชันมาเจือจานให้คนข้างล่าง

ดังที่เห็นตัวอย่างในประเทศไทย คนในจังหวัดบางแห่ง อาจคิดว่า “ผู้มีอำนาจโกงจากไหนมาไม่สำคัญ ขอให้นำมาจ่ายคืนให้กับคนในจังหวัดตัวเองก็แล้วกัน”

4. ข้อวิพากษ์

งานของข่าน ทำให้เกิดการถกเถียงกันมาก ส่วนหนึ่งมองว่า “เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่” เพราะมีเนื้อหาสาระว่า “การที่นักการเมืองต้องโกง ก็เพราะเขาต้องเอาเงินมาซื้อเสียงและจ่ายคืนให้แก่ชาวบ้านในรูปต่าง ๆ” ซึ่งมีสาระสำคัญไม่ได้ต่างจากงานของเจมส์ ซี สก๊อต (James C. Scott, 1972) เรื่อง “Comparative Political Corruption” ที่อธิบายเรื่องกลไกการเมือง (political machines) เอาไว้

แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่า งานของข่านเป็นงานที่แตะโครงสร้างของกลุ่มอำนาจ เพื่อชี้ให้เห็นว่า “การคอร์รัปชันเชิงนโยบาย” (corruption policy) เกิดขึ้นที่โครงสร้างส่วนบน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวมศูนย์อำนาจนำของกลุ่มที่มีอำนาจ (elite hegemony)

ตราบใดก็ตามที่กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยไม่เปิดกว้างพอ ยังมีระบบอุปถัมภ์และการยึดกุมอำนาจรัฐซ่อนอยู่ การคอร์รัปชันก็เป็นเครือข่ายโยงใยขนานใหญ่ และเป็นไปเพื่อกลุ่มอำนาจนำก่อน ต่อมา จึงนำเอาประโยชน์จากการคอร์รัปชันไปเจือจานคนระดับล่าง

ในประเทศกำลังพัฒนา ประชาธิปไตย กับระบบอุปถัมภ์และการยึดกุมรัฐ จึงไม่มีทางไปด้วยกันได้ แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่สามารถทำลายได้

สอดคล้องกับงานของไมเคิล จอห์นสตัน (Michael Johnston, 2005) เรื่อง “Syndromes of Corruption: Wealth, Power, and Democracy” ที่อธิบายว่า การคอร์รัปชันระดับบนมี 4 ลักษณะ คือ (1) ทุนใหญ่เข้าถึงนโยบายรัฐ (influence markets) (2) ชนชั้นนำฮั้วกันแบ่งค่าเช่า (elite cartels) (3) กลุ่มอิทธิพลและเครือญาติร่วมกันแสวงหาค่าเช่าเป็นขบวนการ (oligarchs and clans) และ (4) เกิดการปิดกั้นอำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จ (official moguls)

ประการต่อมา สอดคล้องกับงานของอรุณ อาร์ สวามี (Arun R. Swamy, 2013) เรื่อง The “Role of Social Policy in Building Support for Political Reform: Sandwich Coalitions and State-building in Thailand and the Philippines” ที่ศึกษา พบว่า ไทยกับฟิลิปปินส์เหมือนกันตรงที่เป็นรัฐขนมปังแซนด์วิช ที่มีไส้อยู่ตรงกลาง

หมายความว่ารัฐบาลไทยกับฟิลิปปินส์ใช้นโยบายทางสังคม แจกแถมแก่ชนชั้นล่าง ข้ามหัวองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างฐานอำนาจทางการเมือง แต่ไม่ได้ต้องการให้มีการกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นจริงจัง เพราะว่าไม่ต้องการลดอำนาจของตัวเอง

พูดง่าย ๆ คือ ในทางทฤษฎีที่ถูกนั้น การกระจายอำนาจต้องลดขนาดรัฐ แต่ของไทย กระจายอำนาจไปด้วย ขยายขนาดของรัฐให้ใหญ่มากขึ้นไปด้วย การกระจายอำนาจจึงไม่มีทางได้ผล

เหตุผลก็เพราะถ้าหากรัฐบาลนำเงินรายได้ของประเทศไปสนับสนุนการกระจายอำนาจ ก็ต้องลดงบประมาณการแจกแถมของตน ซึ่งทำให้รัฐบาลไม่มีอำนาจ เพราะว่านโยบายแจกแถมของรัฐบาลเป็นเครื่องมือสำคัญในการครองอำนาจนำ

5. คุณูปการของงานของข่าน

ประโยชน์จากงานของข่าน คือ นอกจากจะอธิบายให้เห็นว่า ปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่โครงสร้างอำนาจของรัฐ ซึ่งมีกลุ่มอำนาจ (power bloc) ยึดกุมรัฐ และเชื่อมโยงเป็นเส้นโยงใยกันยุบยับไปหมด แล้ว

ยังสามารถนำมาวิเคราะห์การคอร์รัปชัน “ระดับองค์การ” ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นองค์การตำรวจ สำนักงาน ป.ป.ช. ป.ป.ท. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงทบวงกรม องค์การใด หรือแม้แต่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม

ประเด็นสำคัญ คือ ข้อตกลงในการจ่ายค่าเช่าให้แก่กันนั้น ไม่ได้เป็นกฎหมาย แต่เกิดขึ้นบนอำนาจของกฎหมายที่เป็นทางการ

หน่วยงานต่าง ๆ มักอ้างว่าตนทำหน้าที่ตามกฎหมาย และยึดหลักนิติธรรม (rule of law) แต่ความจริงเป็นการเลือกใช้กฎหมายและบิดเบือนกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันผ่านทางเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ (patron-client networks)

การที่องค์การเลือกปิดบังข้อมูลเอาไว้ให้มากที่สุด จึงเท่ากับเปิดโอกาสให้มีการแสวงหาค่าเช่ามากที่สุด ดังนั้น การที่องค์การหนึ่ง ๆ โยกย้ายคนของตัวเอง เอากลุ่มพรรคพวกมาเฝ้าประตูอำนาจและผลประโยชน์ สร้างระเบียบกฎเกณฑ์ให้สลับซับซ้อน เพื่อให้ดูเคร่งครัด เคร่งขรึม แต่ก็ย้อนแย้งกับความล่าช้า แข็งทื่อ และความหมกเม็ด

ยิ่งไทยนำกฎหมายสิทธิเสรีภาพบางฉบับมาใช้ เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยิ่งทำให้องค์การมีโอกาสปกปิดและแสวงหาค่าเช่าได้มากเท่านั้น

บางทีต้องชั่งน้ำหนักกันระหว่างสิทธิส่วนบุคคล (individual rights) กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของสาธารณะ (public interests) ด้วย ยกตัวอย่าง ในรัฐนิวเซ้าท์เวลส์ ออสเตรเลีย องค์กรอิสระ ชื่อ “Law Enforcement Conduct Commission (LECC)” ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบตำรวจ นำเอากรณีที่ตำรวจกระทำผิดมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ถ้าเป็นกรณีผิดวินัยจะใช้นามแฝง ส่วนถ้ากระทำผิดอาญา จะใช้ชื่อจริง ซึ่งเป็นวิธีการยับยั้งการกระทำความผิดของตำรวจที่ได้ผลอย่างมาก ซึ่งองค์กรอิสระดังกล่าวเห็นว่าประโยชน์สาธารณะต้องมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยในขณะนี้เริ่มมีข่าวดีเรื่องการปราบปรามการคอร์รัปชันมากขึ้น เช่น การที่ศาลตัดสินจำคุกอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปกปิดข้อมูล หรือการที่อัยการระดับสูงส่งข้อมูลการวิ่งเต้นโดยอัยการด้วยกันให้สำนักงานอัยการ และอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ตั้งกรรมการสอบสวนทันทีและระบุในคำสั่งว่าเป็นการนำความเสื่อมเสียมาสู่องค์การอย่างร้ายแรง

รวมไปถึงประธานศาลฎีกามีคำแนะนำในศาลใช้อำนาจยกฟ้องกรณีที่เป็นการฟ้องคดีปิดปาก (strategic lawsuit against public participation)

แนวโน้มเช่นนี้ ย่อมขยายออกไปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่สังคมไทยให้ความสำคัญและร่วมกันผลักดัน ถึงอย่างไรก็อย่าลืม “ขบวนการภาคประชาชน”.. ซึ่งสักวันต้องเข้มแข็งจนถึงขั้นตรวจสอบรัฐได้เอง..

6. สรุป

สรุปว่าการคอร์รัปชันไม่ได้แก้ไขโดยการเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ หรือติดตั้งกลไกทางกฎหมาย หรืออบรมทางศีลธรรม แต่ทำได้โดยการทำความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของการคอร์รัปชันที่สัมพันธ์กับอำนาจรัฐและเครือข่ายที่แสวงหาค่าเช่าร่วมกัน และนำบางส่วนไปเจือจานคนระดับล่าง เพื่อรักษาระบอบการปกครองดั้งเดิมของรัฐเอาไว้

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในเชิงโครงสร้าง จึงสำคัญกว่าการกระทำความผิดของบุคคล (personal error)

งานของข่านชี้ให้เห็นว่า การคอร์รัปชันในเชิงโครงสร้างอาจชั่วร้ายในสายตาสังคมตะวันตก แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้วเป็นกลไกที่จำเป็น (necessary machine) ของระบอบอำนาจเพื่อแบ่งสรรทรัพยากรร่วมกันและเจือจานลงสู่ระดับล่าง อันเป็นพฤติการณ์ที่ “เป็นปกติ” ของรัฐที่อ่อนแอ

และนี่เองที่เป็นคำตอบว่า ทำไมไทยเราลอกแบบการติดตั้งกลไกทางสถาบันของประเทศตะวันตกมาใช้แล้วจึงไม่ได้ผล

ยิ่งหน่วยงานใดหรือบุคคลใดไปไล่ฟ้องปิดปากผู้คน ยิ่งสะท้อนว่าหน่วยงานนั้นหรือคนนั้น ต้องการใช้กลไกรัฐหมกเม็ดและปิดบังข้อมูล..ซึ่งยิ่งไม่โปร่งใส และไม่พร้อมที่จะถูกตรวจสอบ..

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปัจจัยที่ทำให้การเจรจายุติสงครามอิหร่านยังไม่คืบหน้า
ปัจจัยที่ทำให้การเจรจายุติสงครามอิหร่านยังไม่คืบหน้า