News Logo
หน้าแรก
หมูจีนขึ้นตึก: เมื่อการเลี้ยงสุกรไม่ใช่แค่เรื่องของหมู

หมูจีนขึ้นตึก: เมื่อการเลี้ยงสุกรไม่ใช่แค่เรื่องของหมู

25 ต.ค. 2569 16:11
ผู้ชม 8 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

มาจีนรอบนี้ ผมกลับมามองคำว่า “เลี้ยงหมู” ไม่เหมือนเดิม

ในการประชุมสุกร Leman ที่ประเทศจีนปีนี้ ผมได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงสุกรบนอาคารสูง และได้ฟังแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรของบริษัทมู่หยวน (Muyuan) แม้จะเป็นคนละประเด็นกัน แต่ทั้งสองเรื่องทำให้เห็นว่า อุตสาหกรรมนี้กำลังเปลี่ยนไปไกลกว่าการสร้างโรงเรือนและเพิ่มจำนวนสัตว์

หมูขึ้นคอนโดกันแล้วครับ ส่วนผมยังลุ้นอยู่ว่าลิฟต์โรงแรมจะลงมาทันรถเที่ยวแรกหรือเปล่า!

เบื้องหลังภาพอาคารเลี้ยงหมูที่ชวนตื่นตา มีคำถามที่น่าสนใจกว่านั้น คือเราจะดูแลสัตว์จำนวนมากให้มีสุขภาพดี ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไร

จากหมู 22 ตัว สู่ผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ของโลก

บุคคลที่ผมตั้งใจฟังเป็นพิเศษคือ ฉิน อิงหลิน (Qin Yinglin: 秦英林) ผู้ก่อตั้งมู่หยวน ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจร่วมกับภรรยาด้วยสุกรเพียง 22 ตัว ก่อนพัฒนากิจการจนเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

รายงานประจำปี 2025 ของมู่หยวนระบุว่า บริษัทจำหน่ายสุกรเชิงพาณิชย์ประมาณ 77.98 ล้านตัว หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยราว 214,000 ตัวต่อวัน

ตัวเลขนี้เป็นยอดจำหน่ายของทั้งบริษัทตลอดปี ไม่ใช่จำนวนสุกรในอาคารหลังเดียว และไม่ได้หมายความว่าสุกรทั้งหมดของบริษัทเลี้ยงอยู่บนอาคารสูง

ลองคิดดูว่า การผลิตในระดับนี้ต้องจัดเตรียมอาหาร น้ำ การระบายอากาศ การดูแลสุขภาพสัตว์ และการจัดการของเสียมากเพียงใด ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยที่เกิดซ้ำทุกวันก็อาจกลายเป็นความสูญเสียมหาศาล

สิ่งที่ผมสนใจจึงเป็นวิธีคิดที่เชื่อมโยงสุขภาพสัตว์ เทคโนโลยี คนทำงาน สิ่งแวดล้อม และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน ซึ่งมีหลายเรื่องที่ประเทศไทยนำกลับมาพิจารณาได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างฟาร์มให้เหมือนจีน

1. เฝ้าระวังให้เร็ว เพื่อรับมือโรคให้ทัน

หนึ่งในเรื่องที่บริษัทนำเสนอคือระบบเฝ้าระวังโรคที่เรียกว่า “Sky Net” ซึ่งเชื่อมโยงการเก็บตัวอย่าง การตรวจวิเคราะห์ และทีมสนับสนุนการตอบสนองต่อโรค โดยให้ความสำคัญกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF

ประเด็นที่น่าสนใจคือการมองความปลอดภัยทางชีวภาพให้กว้างกว่ารั้วฟาร์ม ผ่านแนวคิดสร้างพื้นที่ปลอดภัยรอบการผลิตและให้ความสำคัญกับฟาร์มใกล้เคียงด้วย

เพราะฟาร์มไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว คน รถ อุปกรณ์ และกิจกรรมต่าง ๆ ล้วนเชื่อมโยงพื้นที่เข้าหากัน หากพื้นที่รอบข้างยังมีความเสี่ยง การป้องกันเฉพาะภายในฟาร์มก็อาจไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม การมีเครือข่ายเฝ้าระวังขนาดใหญ่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าควบคุมโรคได้สำเร็จเสมอไป ต้องพิจารณาด้วยว่าตรวจพบความผิดปกติได้เร็วเพียงใด ผลตรวจนำไปสู่การจัดการอย่างไร และลดความสูญเสียได้จริงหรือไม่

สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่าเราควรพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงฟาร์ม สัตวแพทย์ ห้องปฏิบัติการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดขั้นตอนให้ชัดเจนว่า เมื่อพบความผิดปกติ ใครต้องทำอะไร เก็บตัวอย่างอย่างไร ส่งตรวจที่ไหน และใครเป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการต่อ

เครื่องมือที่ดีจะเกิดประโยชน์ได้เต็มที่ เมื่อคนในระบบทำงานต่อกันได้จริง

2. ก่อนถามว่าจะใช้ AI ตัวไหน ต้องถามว่าข้อมูลพร้อมหรือยัง

บริษัทนำเสนอการใช้ข้อมูลและประสบการณ์การผลิตที่สั่งสมมาพัฒนาระบบผู้ช่วยด้านการผลิตและสุขภาพสุกร

แนวทางนี้มีเหตุผล เพราะผู้เชี่ยวชาญหนึ่งคนไม่สามารถเดินตรวจสุกรทุกตัวได้ตลอดเวลา หากระบบช่วยรวบรวมข้อมูล แจ้งเตือนความผิดปกติ และส่งข้อมูลให้ผู้รับผิดชอบได้ทันเวลา ก็อาจช่วยให้คนหน้างานตัดสินใจได้ดีขึ้น

แต่ข้อมูลจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าคำตอบจะถูกต้อง โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรคและการใช้ยา ซึ่งยังต้องอาศัยสัตวแพทย์และการตรวจสอบข้อมูลประกอบ

ก่อนจะถามว่า “ฟาร์มเราควรใช้ AI ตัวไหนดี” ผมจึงอยากชวนถามว่า

“ข้อมูลฟาร์มของเราเมื่อวาน บันทึกครบและเชื่อถือได้หรือยัง?”

หากข้อมูลยังกระจายอยู่ในสมุด โทรศัพท์ และความจำของคนทำงาน ต่อให้มีระบบวิเคราะห์ที่ทันสมัย ก็อาจหาคำตอบที่ใช้การได้ยาก

จุดเริ่มต้นอาจเป็นการบันทึกอาหารและน้ำที่ใช้ น้ำหนักตัว การเจริญเติบโต การป่วย การตาย การรักษา การใช้ยา และต้นทุน ให้มีรูปแบบสม่ำเสมอและตรวจสอบย้อนหลังได้

จากนั้นจึงเลือกปัญหาที่ต้องการแก้ให้ชัด เช่น ลดอาหารสูญเสีย ตรวจพบการกินน้ำผิดปกติ หรือช่วยติดตามสัตว์ป่วย แล้วทดลองวัดผลว่าเทคโนโลยีช่วยได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายและภาระงานที่เพิ่มขึ้น

คุณค่าของ AI จึงอยู่ที่การช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น ไม่ได้อยู่ที่การมีคำว่า AI บนหน้าจอเพียงอย่างเดียว

3. จากมูลสุกรสู่พลังงานและธาตุอาหาร

อีกเรื่องที่บริษัทนำเสนอคือการจัดการอากาศ กลิ่น มูลสุกร และน้ำเสีย รวมถึงการผลิตก๊าซชีวภาพและการนำธาตุอาหารกลับไปใช้ในการเพาะปลูก

แนวคิดนี้ชวนให้มองของเสียเป็นส่วนหนึ่งของวงจรทรัพยากร อาหารที่สุกรกินเข้าไปบางส่วนกลายเป็นผลผลิต ขณะที่ส่วนหนึ่งออกมากับมูลและน้ำเสีย หากจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถนำพลังงานและธาตุอาหารบางส่วนกลับมาใช้ประโยชน์ได้

นี่คือหลักคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

แต่การเปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากรไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเราตั้งชื่อโครงการให้ดูเป็นสีเขียว ต้องมีการบำบัด ตรวจคุณภาพ และวางแผนการใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช รวมถึงความสามารถในการรองรับของดินและแหล่งน้ำ

การมีระบบก๊าซชีวภาพก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาน้ำเสีย กลิ่น หรือธาตุอาหารส่วนเกินจะหมดไปโดยอัตโนมัติ ยังต้องติดตามผลและดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย ผมเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงฟาร์มสุกรกับเกษตรกรใกล้เคียง โดยเริ่มจากคำถามที่เป็นรูปธรรมว่า ฟาร์มมีธาตุอาหารเท่าไร พืชต้องการเท่าไร ต้องเก็บและขนส่งอย่างไร ลดต้นทุนปุ๋ยได้จริงหรือไม่ และจะติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

ความสำเร็จควรสะท้อนทั้งประโยชน์ของฟาร์ม เกษตรกร และคุณภาพชีวิตของชุมชน

เพื่อนบ้านควรได้ประโยชน์จากการมีฟาร์มอยู่ใกล้ มากกว่าได้ฝึกกลั้นหายใจเก่งขึ้นทุกปีครับ

4. ประสิทธิภาพการเลี้ยงต้องไปพร้อมกับวินัยทางธุรกิจ

เมื่อเห็นการผลิตขนาดใหญ่ เราอาจสนใจว่าเขาเลี้ยงได้มากแค่ไหน แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เขาบริหารต้นทุนและรับมือความผันผวนอย่างไร

การเลี้ยงสุกรต้องวางแผนล่วงหน้า การตัดสินใจเพิ่มการผลิตในวันที่ราคาดีอาจให้ผลผลิตออกมาในวันที่สภาพตลาดเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาทั้งแนวโน้มตลาด เงินทุน ต้นทุน และความเสี่ยงของตนเอง

ส่วนการลดต้นทุน ควรเริ่มจากการค้นหาความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง เช่น อาหารหก น้ำรั่ว การใช้พลังงานเกินจำเป็น โรคเรื้อรัง และการตายที่ป้องกันได้

ตัวเลขต้นทุนรวมอาจบอกว่าฟาร์มมีปัญหา แต่ข้อมูลที่ละเอียดพอจะช่วยบอกว่าควรเริ่มแก้ตรงไหน

ขณะเดียวกัน ต้องแยกความสูญเปล่าออกจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็น การลดงบดูแลสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของคนทำงาน หรือการบำรุงรักษาระบบ อาจทำให้ต้นทุนระยะสั้นดูดีขึ้น แต่เพิ่มความเสียหายในระยะยาว

การผลิตได้มากจึงต้องมาพร้อมความสามารถในการรักษาคุณภาพและรับมือช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วย

5. แล้วไทยต้องสร้างคอนโดหมูตามจีนหรือไม่?

ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างตึก

อาคารเลี้ยงสุกรหลายชั้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่ต้องประเมินตามบริบท ทั้งราคาที่ดิน เงินลงทุน ระบบวิศวกรรม พลังงาน การควบคุมโรค และความพร้อมของบุคลากร

ยังมีคำถามเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ การเคลื่อนย้ายสุกร การแยกพื้นที่สะอาดและพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนแผนรองรับเมื่อไฟฟ้าหรือระบบระบายอากาศขัดข้อง ซึ่งควรได้รับความสำคัญตั้งแต่การออกแบบ

ความคุ้มค่าจึงไม่ควรวัดจากจำนวนสุกรต่อพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมค่าใช้จ่ายในการเดินระบบ ความเสี่ยง และความสามารถในการดูแลสัตว์เมื่อเกิดเหตุผิดปกติด้วย

สิ่งที่ฟาร์มไทยเริ่มทำได้ โดยไม่ต้องรอการลงทุนขนาดใหญ่ ได้แก่

* บันทึกข้อมูลการผลิตให้ใช้ตัดสินใจและตรวจสอบย้อนหลังได้

* กำหนดขั้นตอนแจ้งเหตุ เก็บตัวอย่าง และตอบสนองต่อโรคให้ชัดเจน

* สร้างความร่วมมือด้านการป้องกันโรคกับฟาร์มใกล้เคียง

* วิเคราะห์ต้นทุนและความสูญเสียเป็นรายจุด

* ติดตามการจัดการกลิ่น น้ำเสีย และผลกระทบต่อชุมชน

* ทดลองใช้เทคโนโลยีทีละเรื่อง พร้อมวัดผลก่อนขยายการลงทุน

ฟาร์มแต่ละแห่งอาจเริ่มจากคนละจุดตามปัญหาและทรัพยากรที่มี สิ่งสำคัญคือเลือกให้ตรงกับงาน และมีข้อมูลบอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นช่วยให้ดีขึ้นจริงหรือไม่

หมูขึ้นตึก แต่ความคิดต้องก้าวไปไกลกว่าตึก

การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมเห็นคำถามใหม่ ๆ เกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมสุกร โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูล การดูแลสุขภาพสัตว์ การจัดการทรัพยากร และการอยู่ร่วมกับชุมชน

แนวทางที่บริษัทนำเสนอมีหลายเรื่องน่าเรียนรู้ แต่การนำมาประยุกต์ใช้ต้องพิจารณาหลักฐานด้านประสิทธิภาพ ต้นทุน และผลกระทบประกอบกัน ความสำเร็จในบริบทหนึ่งอาจต้องปรับอีกมากจึงจะเหมาะกับอีกพื้นที่หนึ่ง

สำหรับผม การเรียนรู้จากจีนจึงมีคุณค่าตรงที่ทำให้กลับมาถามงานของเราเองว่า ยังมีความสูญเสียตรงไหนที่มองข้าม ข้อมูลอะไรที่ควรเก็บ และใครบ้างที่ควรเข้ามาร่วมแก้ปัญหา

หมูจีนขึ้นตึกไปแล้วครับ

ส่วนเราอาจเริ่มจากการยกระดับระบบการเลี้ยงที่มีอยู่ ให้ดูแลสัตว์ได้ดีขึ้น คนทำงานตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และชุมชนอยู่ร่วมกับฟาร์มได้ดีขึ้น

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมก็ต้องกลับไปทำการบ้านของตัวเองเหมือนกัน แซวคนอื่นไว้เยอะ เดี๋ยวโดนตรวจฟาร์มความคิด!

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คะแนน Engagement ปลอมๆ กับความยั่งยืน
คะแนน Engagement ปลอมๆ กับความยั่งยืน