News Logo
หน้าแรก
กอด

กอด

25 ก.พ. 2569 12:59
ผู้ชม 372 คน

ราว 20 ปีก่อนหน้านี้  สมัยที่ยังทำธุรกิจฝึกอบรมอยู่นั้น  ผมชอบใช้หนังสั้นเรื่อง

“FREE  HUGS” (กอดฟรี)  เป็นอุปกรณ์สื่อถึงการใช้ภาษาท่าทางที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดใดๆ

            หนังสร้างจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ฉายภาพ เมื่อปี 2004  หนุ่มผมยาวหน้าตาดีคนหนึ่งชื่อ

ฆวน มานน์  (Juan  Mann)  เขาเดินทางจากอังกฤษ กลับบ้านที่ซิดนีย์  ออสเตรเลีย  เมื่อถึงสนามบิน ขณะที่ผู้โดยสารอื่นมีญาติมิตรมารอรับ  แต่เขาไม่มีใครเลย เขาอยากเห็นใครสักคนที่ยิ้มทักทายและสามารถจะสวมกอดได้

            เขาหาแผ่นกระดาษขาว หนาขนาดเท่าหน้าหนังสือพิมพ์แล้วเขียนตัวอักษรตัวโตว่า FREE  HUGS (กอดฟรี) ยกกระดาษแผ่นนั้นให้คนที่ผ่านไปมาเห็น  คนที่ผ่านส่งสายตามองแวบหนึ่งแล้วเดินผ่านไป อาจจะคิดในใจก็ได้ว่า  “ไอ้หมอนี่มันบ้าแล้ว”

            เวลาผ่านไป 15 นาที และแล้วหญิงมีอายุร่างเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเขา  แล้วพูดว่า

            “สุนัขของฉันเพิ่งตาย วันนี้เป็นวันครบรอบปีลูกสาวคนเดียวของฉันจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ฉันรู้สึกโดดเดี่ยว”

            ฆวน มานน์ ย่อตัว  คุกเข่าลงอ้าแขนแล้วโอบกอดหญิงคนนั้นอย่างอบอุ่น เธอยิ้มดีใจแล้วเดินจากไป

            คนที่เดินผ่านมาเห็น ทั้งหญิง ชาย คนแก่ เด็ก ต่างเดินเข้ามาสวมกอดหนุ่มอย่างกระตือรือร้น  หนุ่มบางคนกระโดดถลาเข้ามากอดจากระยะไกล  แรงจนเกือบล้มลงไปทั้งคู่

            วันรุ่งขึ้นและวันต่อๆ มา เขาทำแบบนั้นอีก

            บรรยากาศกอดกันกลางชุมชน บนพื้นที่ถนนคนเดิน ดำเนินไปหลายวัน จำนวนคนจากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน ที่เข้ามากอด และแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามาหา  เมื่อพบว่าหนุ่มคนนี้ไม่มี ประกันภัยความรับผิดชอบต่อสาธารณชน (Public Liability Insurance) ที่อาจเกิดการบาดเจ็บหรือความรุนแรง จึงสั่งห้ามและจะจับกุมที่กระทำผิดกฎหมาย

            ปรากฏว่าผู้คนที่เห็นและรับรู้ จึงพากันลงชื่อคัดค้านการจับกุม มีคนลงชื่อมากมาย และแล้วตำรวจ 2-3 คนนั้นเอง ก็เปลี่ยนใจแทนที่จะจับก็ตรงเข้าสวมกอดหนุ่มคนนี้

            จากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น กลายเป็นหนังสั้น 12 นาที ที่มีคนเข้ามาดูหลายล้านคน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว กอดฟรี (FREE HUGS MOVEMENT) ในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา อิตาลี เกาหลีใต้  ไต้หวัน ญี่ปุ่น เบลเยี่ยม ออสเตรเลีย แคนาดา                                  

            อานุภาพของการกอด  แผ่ขยายไปไกลในขอบเขตโลก

            มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ “โรคระบาด”  แต่เป็นปรากฏการณ์ “โอบกอดระบาด”

            สะท้อนให้เห็นว่าคนเรามีความปรารถนาที่อยากจะโอบกอด และอยากให้คนอื่นกอด

            ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ตรงมาแล้ว ได้เห็นกันมาแล้วที่ทารกหรือเด็กเล็กขณะที่เขาส่งเสียงร้องไห้ด้วยความตกใจ ด้วยความหิว ด้วยความไม่สบายใจกายอะไรก็แล้วแต่ เมื่อแม่หรือพ่ออุ้มเขาขึ้นมาสวมกอด เด็กจะหยุดร้องไห้ทันที โดยไม่ต้องมีขนมของกินหรือสิ่งของอะไรอื่น นั่นแปลว่ากอดเป็นสภาพความรู้สึกปลอดภัยที่เด็กได้รับในฉับพลัน

            หลายปีมาแล้ว  เพื่อนชายของผมคนหนึ่งเล่าว่า  วันหนึ่งเขามีปากเสียงกับเมียรุนแรงมาก แรงถึงขั้นท้าหย่าขาดจากกัน ทั้งๆ ที่อยู่กันมา 12 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คนแล้ว

            พอค่ำวันนั้น  เขาตัดสินใจที่จะคืนดีด้วย เขาเริ่มต้นด้วยการโอบกอด ภรรยายอมให้กอดและกอดตอบด้วยดี  อกต่ออกแนบกัน หัวใจต่อหัวใจใกล้ชิดกัน ในความเงียบงันของทั้งสองฝ่าย  เวลาผ่านไปราว 15 วินาที  ความหม่นเศร้าก็คลายลง สีหน้าและน้ำเสียงของทั้งคู่ดูดีขึ้น ปราการแห่งความขึงตึงถูกทำลายลง แล้วต่างก็ต้อนรับคำขอโทษของกันและกันอย่างอบอุ่น

            คืนนั้น ทั้งสองคนนอนหลับอย่างผ่อนคลาย รู้สึกเปี่ยมปิติในกันและกันมากยิ่งกว่าค่ำคืนใดๆ

            เพื่อนหญิงร่วมรุ่นรัฐศาสตร์จุฬาฯ  ชื่อ ประภา กายสิทธิ์ (อี๊ด) เป็นคนที่ตระหนักค่าของการกอด เธอกอดแม่  กอดคนในครอบครัว  กอดลูก  กอดหลาน ทุกวัน ถ้าอยู่ที่บ้านด้วยกัน เธอเล่าว่า

            “เวลาเรากอดลูก กอดหลาน  มันรู้สึกดีทั้งสองฝ่าย แต่ต้องกอดจริงๆนะ กอดอย่างทนุถนอม

 อย่ากอดตามมารยาทแบบผิวเผิน ขณะที่กอดไม่ต้องพูดอะไร เพราะความเข้าใจ เห็นใจ ปรารถนาดี ขอบคุณ ขอโทษ ให้อภัย  ทั้งหมดนี้ อ้อมกอดมันโอบเอื้อไว้หมดแล้ว ถ้าจะพูดอะไรอื่น ค่อยเอามาพูดหลังโอบกอด”

            เธอเล่าต่ออีกว่า

            “หลานสาวคนหนึ่งตอนนี้ไปอยู่กับพ่อแม่เขาที่ญี่ปุ่น ตอนอยู่กรุงเทพฯ ก็กอดเขาเป็นประจำ เมื่อโทรไปหาพอเห็นหน้าในจอก็บอกเธอว่า ‘ย่าขอกอดหน่อยนะ’ เธอยิ้มร่า อ้าแขนแล้วดึงโทรศัพท์เข้าใกล้ตัว เป็นการกอดผ่านจอแบบใกล้ชิด รู้สึกดีจังเลย”

            มีปรากฏการณ์จริงอีกเรื่องหนึ่ง

            “คุณภุชงค์คงอยู่ได้ไม่เกิน 8 เดือน”

            เป็นคำพูดของแพทย์ที่วชิรพยาบาลพูดถึงคนไข้ คุณภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) 

คุณพรวรินทร์ นุตราวงศ์ (แอ้)  พยาบาลวิชาชีพที่เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ประจำโรงพยาบาลวชิระ ผู้เป็นภรรยาเล่าว่า

            “ปลายปี 2547  คุณภุชงค์ เป็น ผอ. สำนักการประชุมของ กกต.  หมอตรวจชิ้นเนื้อที่คอ โรงพยาบาล 3-4 แห่ง ตรวจพบตรงกันว่ามีเซลล์มะเร็งที่ต่อมน้ำเหลือง แอ้รู้สึกช็อกเหมือนโลกถล่ม

ทะลายอยู่ตรงหน้า สติแตกเลย  หมอยังบอกอีกว่า ‘คงอยู่ได้ไม่เกิน 8 เดือน’ จะต้องเข้าคีโม 6-8 ครั้ง และถ้าได้ผลดีก็ต้องปลูกไขกระดูกต่อเนื่อง จึงจะหายจากมะเร็ง”

            เมื่อเข้าคีโมได้ 2 ครั้ง  ร่างกายรับไม่ไหว น้ำหนักลดลง 20 กก. ผมร่วงหมด  กินอะไรไม่ได้

            คุณภุชงค์  เปิดเผยกับผมว่า

            “ผมรู้สึกแย่มาก จิตตก ใจห่อเหี่ยว คิดในใจว่า ถ้าเราไปเสียคนหนึ่ง เสียใจครั้งเดียวจะได้หมดเรื่องหมดราว ไปยืนดูริมน้ำเจ้าพระยามาสองรอบแล้ว  เพื่อจะไปกับน้ำ”

            แล้ววันหนึ่ง  ที่โรงพยาบาลวชิระ คุณแอ้เห็นสามียืนอยู่ริมหน้าต่าง กำลังจะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย

            “พี่ทำอะไรน่ะ”

            “พี่ขอโทษ.....แอ้...พี่คิดสั้น.....พี่ขอโทษ”

            คุณแอ้ พรวรินทร์ ตัดสินใจ

            “ไม่ต้องรักษาแล้วพี่ .....กลับบ้านเราเถอะ  แอ้รักพี่ อยู่กับแอ้ อยู่กับลูกนะ ลูกยังเล็ก พี่อย่าทำแบบนี้เลย”

            เมื่อพาคุณภุชงค์ มาอยู่ที่บ้าน ถ้าเป็นไปตามที่หมอบอก ก็จะมีชีวิตเหลืออีก 4 เดือน คุณแอ้กอดสามีทุกวัน กอดไปก็คิดว่า อีกไม่นานจะไม่ได้กอดเขาอีกแล้ว  มีพยาบาลคนหนึ่งเอาหญ้าปักกิ่งของ รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ มาให้กิน เพราะมีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง หาอาหารที่อยากกิน มาให้แบบตามใจคนไข้  เธอสำเนาบทสวดมนต์เล็กๆ เป็นร้อยแผ่นให้ญาติมิตรที่รักใคร่ช่วยสวดมนต์ให้ โดยขอให้เอ่ยชื่อคุณภุชงค์

            ช่วงแรกๆ  คุณภุชงค์ กลายเป็นโรคซึมเศร้า เพราะคีโมไม่ได้ฆ่ามะเร็งเท่านั้น แต่ฆ่าทุกเซลล์ในร่างกายไปด้วย  เคยความจำดีก็หลงลืม จำอะไรไม่ได้เลย

            ในขณะที่คุณแอ้ พรวรินทร์  พูดว่า

            “การอยู่ด้วยกันที่บ้าน ทำให้เราสัมผัสเขาอย่างอ่อนโยน เขาได้รับความสุขความอบอุ่น คิดบวกและนอนหลับสบาย

แอ้กอดสามีทุกวัน วันละหลายครั้ง ให้กำลังใจ พูดกับเขาว่า รักเขา ยกย่องในความดีของเขา แม้บางครั้ง พูดไปด้วย น้ำตาไหลไปด้วย เขาไม่ตอบ เอาแต่ซึม นิ่งฟัง ไม่ยอมกอดตอบ แต่แอ้ก็กอด กอด กอด ซ้ำ โดยไม่รู้จักเบื่อ”

หลังจากหยุดคีโม  ผ่านการโอบกอดอย่างใกล้ชิด ร่างกายค่อยๆ ฟื้นแข็งแรงขึ้น ก้อนเนื้อร้ายยุบไปเอง น้ำหนักเพิ่มขึ้น  อีก 3  เดือนต่อมากลับไปทำงานเลื่อนจากระดับ 8 เป็น 9 ได้รับตำแหน่งเป็นเลขาธิการ กกต.

ผมได้คุยตรงกับคุณภุชงค์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณภุชงค์ บอกว่า ไปตรวจชิ้นเนื้อกับหมออีกทีก็แปลกใจว่า “เอ๊ะ เซลล์มะเร็งหายไป”  อีก 15 วันต่อมา และอีก 1 เดือนต่อมา  ก็ตรวจซ้ำอีก 2 ครั้ง เซลล์มะเร็งหายไปหมด

คุณภุชงค์พูดอย่างดีใจว่า

“มะเร็งหายแล้ว  แม้วันนี้จะมีโรคหัวใจแทรกซ้อน แต่ผมไม่กลัวแล้ว นับจากปลายปี 47 ถึงวันนี้ ผมมีลมหายใจเกินกว่าที่หมอคาดหมายถึง 21 ปี ถ้าจะตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ ก็ไม่เป็นไร

อ้อมกอดของภรรยาผมต่ออายุให้ผมเกินกว่าที่คาดคิด”

            เมื่อส่งคำถามเรื่องการกอดให้ Gemini  ช่วยตอบ ก็ได้รับคำอธิบายว่า

            การกอดไม่ใช่เป็นเพียงความใกล้ชิดเสน่หาของหนุ่มสาว  แต่มันคือ “กลไกทางชีวภาพ” ที่มีผลทั้งต่ออารมณ์และสมอง  เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร่างกายของมนุษย์ปรารถนาการกอด

            ทางการแพทย์ อธิบายว่า ถ้าเรากอดกันนานเกิน 20 วินาที  สมองจะหลั่ง Oxytocin เป็นฮอร์โมนแห่งความรัก ซึ่งมีหน้าที่สร้างความผูกพันและความไว้วางใจ (Trust) ลดระดับความวิตกกังวลหรือความเครียด ทำให้ทั้งคู่รู้สึกปลอดภัยและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว ช่วยลดฮอร์โมนเครียด (Cortisol) และช่วยเพิ่มระดับ Serotonin กับ Dopamine เป็นสารที่สื่อถึงอารมณ์ดีมีความสุข ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบหลังจากผ่านเรื่องแย่ๆ ก่อนหน้านั้น

            เหตุผลทางมานุษยวิทยา อธิบายว่า กอดเป็นวิวัฒนาการมาจากการไซ้ขน (Social Grooming) ของสัตว์ตระกุลลิง เพื่อสร้างความใกล้ชิดและลดความขัดแย้ง

            เมื่อมนุษย์มีขนตามตัวน้อยลง “การกอด” จึงเข้ามาแทนที่เพื่อส่งผ่านความไว้วางใจ ซึ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษย์  มนุษย์ทั่วโลกจึงอาศัยการกอดเป็นแกนกลางแห่งความไว้วางใจ ความปลอดภัย ความรัก ความเอื้ออาทร ที่เป็นปรารถนาของมนุษย์ทุกรูปทุกนาม

 

            ขอปิดท้ายด้วยร้อยกรองบทนี้ว่า

                        ที่ทุกข์ทนก็เคลื่อนคล้อยคลายหม่นเศร้า

                        ที่ขึงตึงเร่งเร้าก็ราบรื่น

                        ที่จิตตรมขมไหม้ในวันคืน

                        ก็พลิกฟื้นคืนชีวิตให้ชีวา

 

                        อ้อมกอดคือพลังมหัศจรรย์

                        สองหัวใจแนบชิดกันอย่างหาญกล้า

                        ใจต่อใจไร้รอยต่อกาลเวลา

                        บรรเจิดแจ่มกระจ่างจ้าทั้งตาใจ.

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม