News Logo
หน้าแรก
สร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างสานรายได้ให้ชุมชน

สร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างสานรายได้ให้ชุมชน

11 มี.ค. 2569 17:29
ผู้ชม 305 คน

“เงินทองเป็นของมายา

ข้าวปลาคือของจริง”

-  ม.จ. สิทธิพร  กฤดากร

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ (พ.ศ. 2490)

บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่

เมื่อ ดร. พระอธิการพัฒนา ไชยพันโท ผู้รับใบอนุญาตก่อตั้งโรงเรียนพุทธเกษตร อ.ขุนยวม จ. แม่ฮ่องสอน เดินทางไปดูงานที่ โรงเรียนมีชัยพัฒนา อ. ลำปลายมาศ จ. บุรีรัมย์  เมื่อปี 2567

ได้เห็นแปลงเกษตรของเด็กนักเรียนที่เขียวชอุ่ม อุดมไปด้วยพืชผักนานาชนิด เห็นนักเรียนทุกคนมีทักษะทางการเกษตรและมีน้ำจิตน้ำใจ จึงชื่นชมต่อหน้าคุณมีชัย วีระไวทยะ เจ้าของและประธานของโรงเรียน ว่าทำได้ดีมาก

คุณมีชัย  แนะนำว่า

“หากพระคุณเจ้าได้ไปดูแปลงเกษตรที่วัดโนนสุวรรณ ซึ่งโรงเรียนเราร่วมกับชาวบ้านไปทำโครงการความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ผู้สูงอายุ จะได้เห็นสิ่งดีๆ ด้านพืชผักเพิ่มอีก”

พระอธิการ  พูดว่า

“วัดก็คือวัด  มีโบสถ์ มีกุฏิ มีพระ จะไปทำการเกษตรอะไรได้”

ครั้นเมื่อได้ไปดูแปลงเกษตรที่วัดโนนสุวรรณจริงๆ ในเวลาต่อมา  พระอธิการพัฒนา ประจักษ์ด้วยตาตนเอง จึงพูดกับพระมหาสังวร ชินวังโส เจ้าอาวาสวัดโนนสุวรรณ ที่ดูแลศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเกษตรที่นั่นว่า

“ไม่คาดคิดเลยว่า วัดจะเป็นที่รวมของผู้สูงอายุ สามารถสร้างรายได้ และยกระดับชีวิตให้ชุมชนได้เป็นอย่างดี เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนเลย ขอศึกษาแบบอย่างของวัดโนนสุวรรณไปทำในพื้นที่ทางเหนือบ้าง”

8 มีค. 2569 เวลา 15.00 น.  ณ วัดโนนสุวรรณ  ผมได้ไปเยี่ยมเยือนแปลงเกษตร เรียกชื่อเป็นทางการว่า ศูนย์เรียนรู้ฟาร์มธุรกิจการเกษตรเพื่อสังคม วัดโนนสุวรรณ ต.โกรกแก้ว อ.โนนสุวรรณ

จ. บุรีรัมย์  จึงพบว่า พื้นที่แปลงเกษตรขยายจากเดิมไปมาก จากเดิมเมื่อ 3 ปีก่อน มีพื้นที่ราว 100 ตารางวา  ขณะนี้ขยายออกเป็น 5 ไร่เศษ จังหวะพอดีกับกลุ่มผู้นำสตรี 50 คน จาก 2 ตำบล ใน อ.นางรอง พากันมาดูงานที่นั่น จึงได้ขอร่วมเป็นผู้ศึกษาดูงานด้วยคนหนึ่ง พืชผักนานาชนิด เรียงรายเต็มไปหมด สะระแหน่ พริก มะเขือ คะน้า ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักยาว  ฯลฯ

            โครงการความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ผู้สูงอายุ เป็นโครงการร่วมระหว่างโรงเรียนมีชัยพัฒนา กับ บ้าน และวัด

            ช่วงโรคระบาดโควิด ปี 2563 ซึ่งผู้คนเดือดร้อนกันมาก ที่วัดโนนสุวรรณ พระมหาสังวรณ์   ชินวังโส เจ้าอาวาส ชักชวนชาวบ้านจิตอาสา 2-3 คน มาปลูกผักในวัดโดยใช้พื้นที่หนึ่งงาน ต่อมาชาวบ้านบริจาคที่ดินให้วัด วัดมีพื้นที่เพิ่มขึ้น จึงขยายพื้นที่ปลูกผักมากชนิดขึ้น เช่น ผักชี ผักกาดขาว ต้นหอม ผักบุ้ง ผักสลัด กล้วย เพาะเห็ด คุณมีชัย วีระไวทยะ สนับสนุนด้านอุปกรณ์การเกษตร โดยให้เมล็ดพันธุ์ผัก ให้เด็กนักเรียนและครูมาร่วมกันด้านความรู้ และวิธีการ และลงแรงช่วยกัน ทำเป็นฟาร์มเกษตรธุรกิจเพื่อสังคม

            ชาวบ้าน 20 คนจาก 10 ครอบครัว มาร่วมกันออกเหงื่อแรงทำแปลงเกษตรกันที่วัด ซึ่งมีอุปกรณ์อยู่แล้ว มีน้ำบาดาล ผลิตจากโซลาร์เซลล์ คุณมีชัยยังสร้างห้องพักแบบง่ายๆ 6 ห้องตรงข้างแปลงเกษตร เพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่บ้านคนเดียว หรือบ้านเดิมไม่สะดวกให้ได้มาพักอยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกันกลายเป็นชุมชนเกษตรที่บ้านกับวัดร่วมกัน เป็นรูปแบบ บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) เปิดพื้นที่ให้แก่การสร้างรายได้ และยกระดับชีวิตชุมชน

            ตามตัวเลขที่เก็บสถิติไว้ ในระยะเวลา 2 ปี แปลงเกษตรวัดโนนสุวรรณ

-                   มีผลผลิตรวม 22,953 กก.

-                   มีรายได้สะสมรวม  678,056  บาท                                                                                             

-                   มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน  30,820  บาท

-                   เฉลี่ยรายได้ต่อเดือน / ต่อครอบครัว  1,541 บาท

แปลว่าโดยเฉลี่ยแต่ละครัวเรือน / คน จะมีรายได้ราว 1,500 บาท / เดือน

 

            เพื่อความมั่นคงระยะยาว จึงให้มีกองทุนเงินออมสำหรับผู้สูงอายุ  ซึ่งเดิมมี 31 ราย ขณะนี้เพิ่มเป็น 40 ราย โดยทุกรายสมัครใจที่จะออมเงินเดือนละ 200 บาท

            ขณะนี้ ทุกคนมีเงินออมสะสมแล้วคนละ 2,800 บาท

 

            ที่วงประชุมสัมภาษณ์ลุงป้าผู้ร่วมโครงการ ณ ห้องประชุมเปิด ของวัดโนนสุวรรณ โดยมีพระมหาสังวร เจ้าอาวาสกรุณาร่วมด้วย

            ป้าคนหนึ่ง บอกว่า

            “ตอนเข้าโครงการตอนแรก ก็คิดว่าทำไปยังงั้นเอง  2-3 เดือนก็คงจะเลิกรากันไป แต่ผ่านมาสองปีเศษ ฉันรู้สึกว่า โครงการก้าวหน้าไปมาก รายได้เดือนละพันกว่าบาท มากกว่าเบี้ยคนแก่ที่หลวงให้เดือนละ 600 บาท  เดี๋ยวนี้มีเงินพออยู่พอกินไม่ต้องรอเงินจากลูกหลานแล้ว ผักก็ปลูกเอาเอง ไม่ต้องซื้อ”   

                                                                             

            ลุงคนหนึ่ง บอกว่า

            “ผักที่ปลูกได้นี่  ส่วนที่ขายก็ขายไป บางส่วนก็เอาไปแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน ชาวบ้านก็เอาผัก ปลา เอาไข่ เอาข้าว มาแลกกัน อยู่กันอย่างแบ่งปัน ไม่มีใครอดอยาก เป็นพี่เป็นน้องกันทั้งนั้น”

            ป้าคนหนึ่ง พูดว่า

            “ที่ผ่านมาอยู่ตัวคนเดียว พอมารวมกันทำแปลงผักที่วัด ทำให้ไม่เหงา มีเพื่อนหลายคน วันไหนมีแขกมาเยี่ยม ก็ได้ออกกำลังร้องเพลง เต้นรำกันไป ตามประสาคนแก่ แขกบางคนก็ออกมาเต้นมารำด้วย สนุกดีนะ”

 

            ขอตัดภาพไปที่ วงสัมภาษณ์ชาวบ้าน ต.โคกกลาง ณ บ้านดอนลอย จำนวน 6 คน  เมื่อ 9  มีค. 69  เวลา 10.00 น. ที่เข้าร่วมโครงการความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ผู้สูงอายุ ในรูปแบบโรงเรียนกับบ้าน

            คุณยายคร่ำ  แก้วเจ๊ก  อายุ 83 ปี  พูดว่า

            “ปลูกผักนี่แหละ  ไม่อดตายแน่นอน ถึงไม่มีเงิน ก็มีอาหารกินแน่ๆ”

            คุณตาประมัย เหลือสืบชาติ  อายุ 73 ปี  ทำเพาะเห็ดในวงบ่อ ปลูกถั่วงอกในถัง เพาะต้นอ่อนทานตะวัน ปลูกผักในเข่ง เป็นการทำเกษตรแบบ “พื้นที่น้อย น้ำน้อย แรงน้อย” แต่ได้ผลดีบอกว่า

            “ดีใจที่ได้ทำด้วยตนเอง ได้กินด้วย ได้ขายด้วย ภูมิใจในรายได้จากเหงื่อแรงมากกว่ารอเงินจากลูกหลาน”

            คุณตาชู  ขจรรัมย์  อายุ 65 ปี  บอกว่าในช่วงโควิดระบาด ลูกสาวที่ส่งหลานมาให้เลี้ยง ก็ส่งเงินได้น้อยลง ไม่มีเงินให้หลานไปโรงเรียน

            “พอมีโครงการความมั่นคงด้านอาหาร จึงเข้าร่วม นอกจากรายได้และความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการดึงเยาวชนที่ห่างไกลบ้าน กลับคืนถิ่นมาทำงานใกล้บ้านได้ ผมเรียกโครงการนี้ว่าเป็น ‘แปลงเกษตรขจัดทุกข์ บำรุงสุข’ ”

            คุณตาบุญมา ไทยรัมย์  อายุ 70 ปี  เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นตลอดมา บอกว่า

            “ทำให้ผมมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น และได้กินพืชผักที่ไม่มีสารเคมี ทำให้สุขภาพดีขึ้น ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ดีขึ้น เพราะได้ช่วยกันทำ”

            ยายทองดี  อาจสม  อายุ 66 ปี  อยู่บ้านโกรกประดู่ หมู่ที่ 6  บอกว่า

            “ได้กินผักปลอดสารพิษ พืชผักขายเป็นรายได้เพิ่ม แจกจ่ายให้เพื่อนบ้านด้วย เป็นน้ำใจกับน้ำใจ ที่แบ่งปันกันในชุมชน มีแขกมาดูงานหลายคณะ ทำให้ดีใจและสุขภาพจิตดีขึ้น”

            แม่ปราณี แสงอรุณ อายุ 53 ปี  อยู่บ้านดอนลอย หมู่ที่ 5 นอกจากร่วมโครงการ ปลูกผักสวนครัวของตนเองแล้ว ยังได้เอื้อเฟื้อที่ดินของตนให้เพื่อนบ้านอีก 2 ครอบครัว ที่ไม่มีที่ดินทำกินได้เข้ามาใช้ที่ดินปลูกพืชผัก โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ  เธอบอกว่า

            “ดีใจที่ได้ร่วมโครงการ  คุณมีชัย วีระไวทยะ และทีมงาน ทำให้เกิดกำลังใจ ขยายงานเกษตรไปหลายอย่าง ทั้งเพาะเห็ด เลี้ยงไก่ ทำอาหารส่งศูนย์เด็กเล็กของ อบต.โคกกลางด้วย”

 

            คุณอัมพร อติปฐม  ผู้ประสานงาน โครงการความมั่นคงทางอาหาร ให้ข้อมูลว่า ต.โคกกลาง มี 16  หมู่บ้าน  มีหมู่บ้านละ 15 ครัวเรือน เท่ากับ 240 ครัวเรือน ที่เข้าร่วมโครงการ

            ก่อนหน้านี้ แต่ละบ้านก็ปลูกพริก มะนาว มะกรูด ตามรั้วบ้าน ตามริมคู ข้างคลอง เป็นการปลูกกันในครัวเรือน ไม่มีรายได้ แต่เมื่อเข้าโครงการมาปลูกผักในเข่ง ในกระบะ ในยางรถยนต์ ในแปลงผัก มีแผงโซลาร์เซลล์สูบน้ำมาใช้ มีการดูแลจริงจัง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการรายละ 800 – 1,000 บาทต่อเดือน คูณ 240  เท่ากับสร้างรายได้ให้ทั้งตำบลราวเดือนละ200,000-240,000 บาท เท่ากับตำบลโคกกลางมีเงินรายได้ปีละราว 2.5 ล้านบาท

            คุณเจริญ สุขวิบูลย์  นายกเทศมนตรี อบต.โคกกลาง  เล่าว่า

            “ชาวบ้านโคกกลาง  ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น มีความผูกพันในชุมชนและสายญาติ การมีน้ำใจให้กันและกันจึงเป็นวิถีชุมชน ปลูกพืชผักได้ก็แบ่งปันกันไป การปลูกพืชที่ใช้ดินน้อย น้ำน้อย

แรงน้อย ทำให้คนสูงอายุที่แต่ก่อนนี้นั่งนอนดูทีวีทีไร เวลาลุกขึ้นก็รู้สึกปวดเมื่อยโอดโอยไปทั้งตัว แต่พอได้เข้าไปออกแรงในแปลงผัก ก็หายเหนื่อยหายเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง ไม่ต้องอะไร แม่ผมเก็บผักบุ้งมามัด ขายได้ 4 กำ ได้เงินแค่ 20 บาท ก็ดีใจคุยแล้วคุยอีกว่าขายผักได้ เขาภูมิใจมากกว่ารอรับเงินจากลูกหลานด้วยซ้ำไป

            นี่คือความสุขในเศรษฐกิจพอเพียง คือชีวิตชุมชนที่ไม่หรูหรา แต่มีอยู่มีกินอย่างเอื้ออาทรต่อกัน เป็นความมั่นคงในชุมชนที่แท้จริง”

            ในขณะที่สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังปะทะกันอย่างดุเดือด และขยายวงกว้างออกไป มีการวิจารณ์ว่า อาจเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ ในเวลานั้น ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกจับตามองว่าจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงโลก ด้วยภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีดินอุดม มีน้ำสมบูรณ์ มีฤดูกาลที่เปิดทางให้แก่พืชผลนานาพันธุ์

            ในยุคโควิดระบาด เมื่อปี 2563 ต่อเนื่องมาอีก 2-3 ปีนั้น ชนบทไทยภาคเกษตรนั้นเองที่ซึมซับ      ผู้คนจากในเมืองกลับไปหาอยู่หากินในท้องถิ่น บ้านเกิดตนเองได้มากมาย เพราะชนบทสร้างพืชผักและข้าวปลาอาหารได้

            “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง” เป็นอมตวาจาที่เป็นจริงยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ประเทศเกิดวิกฤต

            บัดนี้ วัดโนนสุวรรณ ได้สร้างพื้นที่นำร่อง เป็นเนื้อนาบุญและเป็นแบบอย่างแห่งการทำเกษตรกรรมพึ่งตนเองของบ้าน วัด โรงเรียน เป็นตัวอย่างไว้อย่างน่าสนใจ วัดมีจำนวน 40,000 แห่งในประเทศไทย หากบ้าน วัด และโรงเรียนในพื้นที่รายรอบจะร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างสานรายได้ให้ชุมชน อย่างเอาจริงเอาจัง โดยอาศัยวัดเป็นพื้นที่รองรับ รัฐบาลย่อมลดภาระการดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นที่นับวันจะกลายเป็นภาระหนักหน่วง และจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นจริง

            ขอเสนอให้รัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณากันดูด้วยเถิด.

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม