ประเทศไทย เกือบจะไม่มีผู้ว่าการธนาคารชาติ ชื่อ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ซึ่งวางรากฐานทางการเงินการคลังของชาติไว้อย่างมั่นคงแข็งแรงต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้
ประเทศไทย เกือบจะเสียโอกาสที่คนไทยคนหนึ่ง UNESCO ประกาศให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้วยคำสดุดีว่า ดร.ป๋วย “เป็นบิดาแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจไทยยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งเป็นนักการศึกษาและข้าราชการที่โดดเด่น มีจริยธรรมอย่างหาที่ติมิได้ จนเป็นที่ยอมรับว่ามีอิทธิพลอย่างมากในการพัฒนาประเทศชาติ....”
ใครๆ ก็รู้ดีว่า ในยามศึกสงคราม การปฏิบัติการลับนั้น เพียงแค่ล่วงรู้ไปถึง หู ตา ของฝ่ายตรงกันข้าม ย่อมจะต้องมีเจ็บ ทรมาน และตาย เป็นเดิมพัน
ท่ามกลางไฟสงครามในสถานการณ์สู้รบของสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรอันมี อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา เป็นกลุ่มนำ กับฝ่ายอักษะ ที่นำโดยเยอรมัน ญี่ปุ่น อิตาลี
ในขณะนั้น ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก เมื่อ 8 ธันวาคม 2484 กระจายกำลังไปทั่วแผ่นดินไทย อันเนื่องมาจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้รับคำขาดจากญี่ปุ่นให้ไทยยอมจำนนและเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่น เพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร
วิทยุ BBC ในอังกฤษออกคำแถลงจากเอกอัครราชทูตไทยในวอชิงตันว่า จะไม่รับฟังคำสั่งของรัฐบาลไทยอีกต่อไป เพราะเห็นว่ารัฐบาลอยู่ใต้การบังคับของญี่ปุ่น ทูตไทยและคนไทยในอเมริกา ประกาศต่อต้านญี่ปุ่น และว่าจะขจัดญี่ปุ่นให้พ้นไปจากดินแดนไทย จึงตั้งกลุ่มเสรีไทยในสหรัฐอเมริกาขึ้น
รัฐบาลไทย โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศสงคราม ต่ออังกฤษและอเมริกา ลงวันที่ 25 มกราคม 2485 และอังกฤษก็ประกาศสงครามต่อไทย
นักเรียนไทยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยลอนดอน เห็นด้วยกับแนวทางของทูตไทยในอเมริกา จึงประชุมกันที่ห้องของนายเสนาะ นิลกำแหง บ้าง ที่ห้องของนายเสนาะ ตันบุญยืนเป็นบางครั้ง
ที่ประชุมขอให้ นายเสนาะ นิลกำแหง มีหนังสือถึง เอกอัครราชทูตไทยในวอชิงตัน ให้ช่วยก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในอังกฤษ
ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยในวอชิงตัน ตอบโทรเลขว่ายินดีจะช่วย และได้ส่ง นายมณี สาณะเสน มาเจรจากับรัฐบาลอังกฤษ การเจรจายืดเยื้อ เพราะรัฐบาลอังกฤษ ถือว่าไทยเป็นชาติศัตรู แต่ในที่สุดก็ยอมรับรองคณะเสรีไทย แต่ระบุชัดแจ้งว่าไม่ถือว่าคณะเสรีไทยเป็นรัฐบาลนอกประเทศ
รัฐบาลสั่งให้คนไทยเดินทางกลับ ใครไม่กลับจะถูกถอนสัญชาติ ในเวลานั้นมีคนไทย 33 คน สมัครใจกลับประเทศ แต่มีจำนวนหนึ่ง เป็นข้าราชการสถานทูต 7 คน เป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ 7 พระองค์ ศิลปิน 1 คน และนักเรียน 39 คน ทั้งหมดนี้มีรวม 54 คน สมัครใจเป็นเสรีไทย กลุ่มที่ไม่ได้เป็นทหาร เช่น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี นายเสนาะ ตันบุญยืน นายมณี สาณะเสน นายเกษม ล่ำซำ ฯลฯ
กลุ่มเสรีไทยที่เป็นทหาร เช่น ม.จ. ภีศเดช รัชนี (มั่น) ม.ล. จิรายุ นพวงศ์ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม) นายประโพธิ เปาโรหิต นายสำราญ วรรณพฤกษ์ นายอรุณ สรเทศน์ ฯลฯ

เสรีไทยในอังกฤษที่เป็นทหารต้องฝึกวิชาทหาร และทำงานใช้แรง แบกกระสอบถ่านหิน ขุดดิน ขนดิน ปอกมัน อยู่ยาม ทำความสะอาดค่าย โรงทหาร และล้างส้วม
ถึงขนาดที่ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร้อยกรอง พรรณนาถึงงานในค่ายไว้ว่า
“สิบโทมิลล์ชำนาญการโยธา
ถือคทาไม้กวาดใหญ่หาไพร่พล
ขัดพื้นเรือนเพื่อนให้ถูดูสะอาด
ส้วมก็กวาดพังทลายไปหลายหน
โต๊ะม้านั่งยังได้ขัดหัดเล่ห์กล
น้ำลูบไล้ให้พ้นไปวันๆ
งานเฝ้ายามตามไฟได้ฝึกฝน
ตวาดคนหวั่นกลัวจนตัวสั่น
เวรกลางคืนปืนกับหอกออกประจัญ
เวรกลางวันถือสง่าคทาพลอง
บางเวลาพากันขุดมันเทศ
พลางร่ายเวทด่าฝรั่งกันดังก้อง
ขุดขนไปด่าไปในทำนอง
พวกนายกองชอบใจเพราะไม่รู้...”
พลทหารเสรีไทย 36 คน ถูกคัดเลือกไปปฏิบัติงานที่เดลี อินเดีย เพื่อทำหน้าที่ส่งวิทยุ
กระจายเสียงและรับข่าววิทยุจากไทย บางคนเข้าหน่วยทำแผนที่ บางคนเข้าหน่วยสืบราชการลับ มี 22 คนถูกส่งกลับไปฝึกรบแบบกองโจร กลุ่มรับส่งวิทยุ สังกัดกองกำลัง 136 (Force 136) แห่งหน่วยบริการงานพิเศษ (Special Operations Executive - SOE)

“ขบวนการเสรีไทย ไม่เคยอวดอ้างตนเองว่าเป็นผู้นำมวลราษฎรไทยต่อสู้ญี่ปุ่นผู้รุกราน แต่ในการที่จะประกอบกิจเพื่อให้ประเทศชาติได้กลับคืนสู่สถานะความเป็นเอกราชอธิปไตย ก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2484 นั้น ก็มิอาจทำได้เพียงจับอาวุธเข้าลอบยิงทหารญี่ปุ่นเท่านั้น คือจำเป็นต้องดำเนินกิจการทางการเมือง เพื่อให้ประเทศสัมพันธมิตรรับรองขบวนการเสรีไทยว่าเป็นองค์การตัวแทนของชาติไทยโดยถูกต้อง”
(สารของนายปรีดี พนมยงค์ ถึงอดีตเสรีไทย และทายาท 2517)
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้การสื่อสารของคณะเสรีไทยกับทางการอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด
ในการหารือกันในกองกำลัง 136 เรื่องภารกิจในการนำสารมากองบัญชาการที่อังกฤษมาให้นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าคณะเสรีไทยที่เมืองไทย บุคคลที่เหมาะสมและวางใจได้ของนายปรีดี จะเป็นใครอื่น เพราะ ดร.ป๋วย จบธรรมศาสตร์บัณฑิต จบ LSE จากอังกฤษ ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง โดยได้ทุนจากกระทรวงการคลัง ซึ่งนายปรีดี เป็นรัฐมนตรีในเวลานั้น ประกอบกับ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็อาสากล้าตาย โดยประกาศตัวกับเพื่อนๆ ทหารเสรีไทย 136 อย่างเด็ดเดี่ยวว่า
“อั๊วไปคนแรก”
และแล้ว ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พร้อมกับนายประทาน เปรมกมล และนายสำราญ วรรณพฤกษ์ 3 เสรีไทย บินจากอินเดียมากระโดดร่มลง ที่บ้านวังน้ำขาว ต.วังตะเคียน อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท
ระดม สรรพพันธุ์ เขียนบันทึกเรื่อง “พบลุงบุญธรรม ปานแก้ว ผู้ช่วยชีวิตป๋วย อึ๊งภากรณ์” ว่า
“ชาวบ้านกรูกันเข้าไปจับตัวทหารคนนั้น (ดร.ป๋วย) ไว้ แล้วซ้อม ชก ต่อย เตะ อย่างไม่ปรานีปราศรัย....เท่านั้นยังไม่พอ ชาวบ้านผลักเข้าไปในกกไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อหลังขึ้นนกเตรียมลั่นไกยิงทหารคนนั้น (เพราะเข้าใจว่าเป็นจารชน) ทันใดนั้นลุงบุญธรรมวิ่งปรู๊ดเข้าไปขวางไว้ ผลักกระบอกปืนออกพร้อมกับบอกว่า ‘ช้าก่อนครับ บ้านเมืองเรากำลังคับขัน เราจับข้าศึกได้แล้ว เขาจะเป็นใครมาจากไหน จะดีจะชั่วอย่างไร ต้องจับตัวส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือไต่สวนกันก่อน....’
ทหารคนนั้นบอก ‘ฆ่าผมเถอะครับ ผมมานี่กู้ชาติ เวลานี้บ้านเมืองเราเป็นขี้ข้าเขาหมดแล้ว ผมตายช่างมัน ยิงผมเถอะ’ แหม...รักน้ำใจจังเลย”
ดร. ป๋วย ถูกจับมัดมือไพล่หลังนั่งบนเกวียนจากป่าเข้าเมือง มีนายอำเภอขี่ม้านำชาวบ้านเป็นขบวนใหญ่ ทางการบอกว่าเขาเป็นจารชนใจโหดเหี้ยม เป็นนักโทษที่จะมีชีวิตอยู่ไม่นาน ดร. ป๋วย ถูกล่ามโซ่ข้อเท้าไว้กับเสากลางศาลาวัดวังน้ำขาว ชาวบ้านหลายหมู่บ้านพากันมาดูหน้าจารชน ดร. ป๋วย ถูกเคลื่อนย้ายต่อไป ลงเรือไปขึ้นท่าช้าง แล้วถูกขังอยู่ที่ กอง บก.สันติบาล ร.ต.อ. โพยม จันทรัคคะ ธ.บ. เสี่ยงตาย ลอบพา ดร. ป๋วย ไปพบกับ อ.วิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการ ม.ธ.ก. เชื่อมโยงไปสู่การพบกันกับ ดร.ปรีดี พนมยงค์ (รู้ธ)ที่บ้านบางเขนของ อ.วิจิตร เพื่อเสนอสาร จาก ลอร์ด หลุยส์ เม้าท์แบตแตน ผบ.สูงสุดของ UN ต่อหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ภารกิจสื่อสารบรรลุผล
เมื่อใกล้สิ้นสุดสงคราม ดร.ปรีดี พนมยงค์ ส่ง ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กลับไปอังกฤษอีกครั้ง เจรจากับรัฐบาลอังกฤษเป็นผลสำเร็จให้ยอมรับขบวนการเสรีไทยว่าเป็นรัฐบาลชอบธรรมของไทย นำไปสู่การทำให้ประเทศไทยพ้นจากภาวะประเทศผู้แพ้สงคราม
ความกล้าหาญของนักรบ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในท่วงท่าทหารที่ยืนจังก้า สาดกระสุนปืนใส่ศัตรู กลางสมรภูมิรบเสมอไป
ความกล้าเสี่ยงชีวิตให้แก่ภารกิจเพื่อชาติ และประชาชนได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ก็มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
นี้เป็นเพียงหนึ่งวีรกรรมคุณูปการที่ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมกับรัฐบุรุษ ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ที่ทำให้ไทยยังดำรงความเป็นชาติเอกราชมาตราบเท่าทุกวันนี้





