เมื่ออรุโณทัยไขแสง ลืมตาตื่นขึ้นในย่ำรุ่ง
รู้สึกตัวได้ถึงกายและใจที่ยังดำรงอยู่
กล้ามเนื้อทุกส่วนพร้อมจะทำงานหลังการนอนหลับพักกายในค่ำคืนที่ผ่าน ได้เหยียดแขน เหยียดขา ร่างกายเตรียมทำหน้าที่ ลุก นั่ง ยืน ทรงตัว และเดิน เหมือนเช่นวันก่อนๆ นึกถึงลมหายใจ เข้าออกที่ยังชีวิตให้คงไว้
รู้สึกถึงการไหลเวียนของเลือดที่หัวใจ และระบบหลอดเลือด ที่ทำหน้าที่สายพานลำเลียงออกซิเจนและอาหารไปหล่อเลี้ยงทุกเซลล์ในร่างกาย โดยสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนวนรอบกาย รอบแล้วรอบเล่า อย่างไม่เคยเหน็ดเหนื่อย เข้าหลอดเลือดแดงไปยังหลอดเลือดฝอย ซึมซ่านไปทุกอนู ของอวัยวะ ขณะเดียวกันเส้นเลือดฝอยก็รับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นำพาเลือดดำผ่านหลอดเลือดแดงไปให้ปอดฟอกเลือดแล้ววนกลับเข้าสู่หัวใจอีก เป็นลอจิสติกส์ แห่งการเคลื่อนย้ายเลือดและอาหารที่มีอานุภาพดุจเดียวกับระบบการหายใจ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบย่อยอาหาร ระบบการขับถ่าย ทุกระบบ ทำหน้าที่ของมันอย่างสอดประสาน โดยไม่ต้องมีใครสั่ง ไม่ต้องมีใครวางแผน
เป็นมหัศจรรย์ลอจิสติกส์ในร่างกายเราที่ยิ่งใหญ่กว่าระบบลอจิสติกส์ใดๆ ในโลก

ใช่หรือไม่ว่าระบบทั้งหมดนี้มันอยู่ในเนื้อในตัวเรา จนมองข้ามคุณค่าแห่งการทำหน้าที่ค้ำยันการดำรงอยู่ของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย มันคุ้นชินเสียจนเราไม่รู้สึกคารวะหรือขอบคุณใดๆ เลย
ครั้นเมื่อเปิดม่านหน้าต่าง ก็เห็นฟ้างามยามย่ำรุ่ง พอเปิดหน้าต่างใบหน้าก็ปะทะกับสายลมอ่อนเบาสบาย
เปิดสวิทช์ ไฟก็มาสว่างจ้า เข้าห้องน้ำทำธุระ สบายตัวที่ชักโครกรับของเสียไปแล้ว หยิบ แปรงสีฟันป้ายยา ตามมาด้วยความสะอาดของปากและฟันเรา
ไปที่ตู้เสื้อผ้า เสื้อกางเกงยังอยู่ทรงของมันพร้อมให้สวมใส่ เพราะไม้แขวนเสื้อได้ทำหน้าที่รักษาทรงไว้
พอเดินลงบันได ได้ราวเกาะลดความเสี่ยงอันตรายจากการหกล้มอย่างวางใจได้
ออกจากบ้าน ขึ้นรถ บิดกุญแจสตาร์ทเครื่อง เปิดแอร์ รถก็พร้อมพาเราไปยังที่หมาย ถนนหนทางมีป้ายบอกทิศบอกทางไปตลอด อยากไปให้เร็ว ทางด่วนก็เข้ามาย่นระยะเวลาให้ จะขึ้นแท็กซี่ก็เรียกได้ผ่านมือถือ จะขึ้นรถไฟฟ้า ก็มีบันไดเลื่อนช่วยผ่อนแรงขา เพียงวางบัตรพลาสติกที่ตู้ เครื่องก็ให้เราผ่านไปรอขึ้นรถได้ ขณะยืนรอ ยังมีป้ายตัวหนังสือบอกเราว่าอีกหนึ่งนาที รถจะมาเทียบชานชลา เข้าไปข้างในรถไฟฟ้า หากที่นั่งไม่ว่าง ก็มีห่วงราวให้จับกันล้ม ผู้โดยสารไม่ต้องกังวลหาที่นั่ง เพราะรู้ว่าอีกประเดี๋ยวก็จะถึง
นี่เป็นสัปปายะสภาพ คือสภาพที่เอื้ออำนวยให้เกิดความสะดวกในย่างก้าวต่อไป
ระบบและสรรพสิ่งเหล่านี้ เราได้อาศัยมันทุกวี่วันจนทำให้ลืมไปได้ว่ามันมีบุญคุณต่อเรา
เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ผมรวมกิจกรรมกับเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN) โดยเดินทางไปดูพื้นที่ต้นน้ำที่เชียงใหม่
พ่อหลวงปะกากะญอ ชื่อ พะตีมูเสาะ เสนาะพงไพร พาเดินขึ้นไปบนดอยแม่ขะปู ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง ณ จุดหยุดพักบนดอย พะตีมูเสาะ เด็ดใบไม้ใบหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือ พลิกให้ดูด้านหลังของใบ ชี้ให้ดูก้านใบเส้นหนา แนวกึ่งกลางที่แตกสองข้างเป็นเหมือนกิ่ง และกิ่งแตกเป็นแขนงกระจายไปทางขอบใบ
“อาจารย์เห็นเส้นฝอยๆ นี่ไหม (หมายถึงแขนงเล็กสุด) ป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่บนยอดดอยจะมีตาน้ำกระจายอยู่ทั่วไป ตรงนี้แหละเป็นต้นน้ำ เส้นฝอยเล็กๆ เป็นทางน้ำไหล จากตาน้ำ ไหลลงไปรวมที่กิ่งใบ จากกิ่งไหลไปรวมที่ก้านใบเส้นกลางแล้ว เหมือนห้วยเล็กห้วยน้อยที่น้ำค่อยๆ ไปรวมกันแล้วลงไปเป็นลำน้ำแม่ขาน จากแม่ขาน สู่แม่น้ำปิง แล้วไหลไปรวมกับแม่น้ำวังที่ จ. ตาก จากนั้นไปพบกับแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน มาบรรจบกันที่ ปากน้ำโพ จ. นครสวรรค์ กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา คนกรุงเทพฯ จะรู้ไหมว่า น้ำจากบ้านผมบนเขานี่ไหลไปเลี้ยงคนกรุงเทพฯ นะครับ”

พะตีพูดด้วยความภาคภูมิ
ผมตาสว่างขึ้นทันทีจากการเปรียบเทียบที่มาของแม่น้ำอย่างแจ่มใจ ก่อนหน้านั้นก็คิดไม่ออก นึกไม่ได้ว่าแม่น้ำเกิดมาได้อย่างไร รู้เพียงเลาๆ ว่าต้นน้ำมาจากภูเขา และไม่เคยไปค้นคว้าศึกษา เพราะพอเปิดก๊อกน้ำก็ไหลมาให้ใช้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว กว่าน้ำจะถึงกรุงเทพฯ มาเป็นน้ำประปาให้ใช้ ให้ดื่มให้กิน มันดั้นด้นมาอย่างทรหดแค่ไหน
คุณค่าของน้ำมีอเนกประการ อดข้าวทั้งวันยังได้ แต่อดน้ำวันเดียว ก็จะตายเสียแล้ว
แล้วข้าวล่ะ
ปัญญาชนนักปฏิวัติตัวจริงเสียงจริง ที่เสียสละชีวิตในเขตป่าเขา เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ ไม่เพียงเป็นคนมีกตัญญุตาธรรมที่รักแม่อย่างสุดหัวใจ แต่ได้ให้คุณค่ากับเหงื่อแรงของชาวนาไว้อย่างล้ำลึก เป็นบทกวี “เปิบข้าว” ที่ หงา คาราวาน นำมาเรียบเรียงเป็นเพลงเพื่อชีวิตอมตะไว้เพลงหนึ่ง
“เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจินต์
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น จึงแปรรวงมาเป็นกิน.........”

ใช่หรือไม่ว่า “ข้าว” ที่เราเปิบกินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มีความสำคัญถึงขนาดว่า “อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย ไม่ตายดอกเพราะอดเสน่หา” (ขุนช้างขุนแผน - สุนทรภู่)
ข้าวเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนกินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง ในทุกเมื่อเชื่อวัน จึงควรค่าแก่ การคารวะ
ใช่หรือไม่ว่า
แต่ไหนแต่ไรมา พืชผักผลไม้นับไม่ถ้วนจำนวนต้น สัตว์บก หมู ไก่ เป็ด เนื้อ สัตว์น้ำ กุ้งหอย ปูปลา นับไม่ถ้วนจำนวนตัว บรรดาพืชสัตว์ล้วนพลีชีวิตของตนทุกเวลานาทีเพื่อ ดำรงชีพมนุษย์มา ชั่วนาตาปี
แต่ไหนแต่ไรมา แผ่นดิน ไม่ว่าตรงไหนในโลก มันรองรับเป็นที่อยู่ที่ยืนของมนุษย์และแบกน้ำหนักสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น มันโอบเอื้อรับไว้ซึ่งของเน่าของเสียไว้โดยไม่เคยอนาทรใดๆ
แต่ไหนแต่ไรมา ดวงตะวันสาดแสงส่องให้แดด ให้พลังงาน ให้ความร้อน ต่อมนุษย์ โดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย
แต่ไหนแต่ไรมา สายลมจากไหนก็ไม่รู้ มันเข้ามาต่อชีวิตให้มนุษย์ทุกรูปนาม โดยไม่เลือกเวลา ไม่เกี่ยงชาติ ศาสนา ผิวพรรณ และไม่มีวันหยุดพัก
นักเขียนอาวุโสคนหนึ่งเดินทางไปญี่ปุ่น ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งไว้ ตั้งแต่ปี 2540 โดยเล่าว่า
คุณแม่วัยสาว พร้อมลูกน้อยสองคน คนหนึ่งเดินเตาะแตะ อีกคนนั่งในรถเข็น กำลังเดินเล่นในสวนสาธารณะที่ญี่ปุ่น แม่อธิบายให้ลูกน้อยฟังแล้วชวนลูกน้อยค้อมคารวะหินก้อนใหญ่ในสวนนั้น
ช่วงบนของก้อนหินสลักเป็นเทวรูปแบบตุ๊กตา มีตัวหนังสือสะดุดใจ 4 แถวจารึกอยู่ด้านล่าง เจ้าบ้านชาวญี่ปุ่น อ่านและแปลความให้ฟังว่า
“มนุษย์นั้น มีชีวิตอยู่ได้ ด้วยการสละชีวิตของสรรพสัตว์น้อยใหญ่ และชีวิตของพืชพันธุ์นานาชนิด มนุษย์จึงควรขอบคุณและสำนึกในบุญคุณ และให้ความเมตตาต่อสัตว์และพืชทั้งปวง ที่สละชีวิตของเขาเพื่อชีวิตของเรา”
นักเขียนผู้นั้น ทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำว่า
“อากาศที่ญี่ปุ่นหนาวเย็นมากแล้ว แต่ผมรู้สึกอบอุ่นจากพื้นดินที่กำลังยืนอยู่”
ใช่หรือไม่ว่า
เราขอบคุณใครเพราะเราเห็นค่าของเขา ที่ชงกาแฟให้เรา ที่ขับรถให้เรา ที่ช่วยร่างจดหมายให้เรา ที่ทำกับข้าวให้เรา ที่ส่งเราเรียนหนังสือจนจบการศึกษา
ขอบคุณเป็นการตระหนักค่า จากน้ำใจของผู้คน แต่ในความเป็นจริง เห็นได้ว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ มวลสรรพชีวิต และมวลสรรพสิ่งมีบทบาทที่เป็นคุณต่อมนุษย์อย่างล้นเหลือที่ควรคารวะและควรได้รับการขอบคุณไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงลำพัง ที่พ้นไปจากการเกื้อกูลของสิ่งอื่น การตระหนักค่า รู้คุณคารวะและขอบคุณ คือกตัญญุตาธรรมที่เราสามารถมีให้ได้ นอกเหนือไปจากที่เรามีให้ต่อบรรพชนของเรา .





