ฝุ่นเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ของโลก มาจากสาเหตุการเผาพื้นที่เกษตร และการจ้างเหมาเอกชนบริการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าสงวนจนเกิดไฟป่าข้ามคืนมากที่สุด เพราะดับไม่ได้ รวมทั้งทิศทางลมที่ผลักฝุ่นควันข้ามแดนมาจากฝั่งเมียนมา และลาว
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับ Next News ว่า สาเหตุที่มลพิษอากาศของเชียงใหม่มีความรุนแรงติดอันดับ 1 ของโลก จากผลการสำรวจของเว็บไซต์ IQAir มีหลายสาเหตุ แต่ปีนี้สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้ใช้แอป ‘ตามรอยเผา’ ทำให้สามารถแยกได้ว่ารอยเผาลามไปพื้นที่ไหนบ้าง และยังจำแนกได้ว่าเผาพื้นที่ใดระหว่างป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ พื้นที่เอกชน พื้นที่เกษตรและรู้ด้วยว่าพื้นนั้นปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย หรือพืชอื่น โดยทั้ง 3 พืชพบว่าพื้นที่ปลูกข้าวคิดเป็น 80% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ไฟเหล่านี้จึงเกิดจากการเผาในประเทศและมีการเผาข้ามคืน โดยเฉพาะเกิดในพื้นที่ป่าสงวน

สถิติจุดความร้อนรายวัน เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2569
นอกจากนี้ เป็นไฟที่เกิดฝั่งเมียนมาที่เกิดบริเวณตะเข็บชายแดน โดยเฉพาะผืนป่าสาละวิน โดยฝุ่นควันข้ามแดนจากฝั่งเมียนมานั้นมีกลุ่มพลัดถิ่นที่หนีเข้าป่าจากภัยการสู้รบไปอาศัยในพื้นที่ป่ามีการเผาเพื่อล่าสัตว์และหาของป่ามากขึ้น แต่ดับไฟไม่เป็น ทำให้ลมตะวันตกหอบฝุ่นข้ามแดนมายังภาคเหนือ ซึ่งไม่ได้กระทบแค่เชียงใหม่ แต่แม่ฮ่องสอน เชียงรายก็ได้รับผลกระทบหนักเหมือนกันโดยค่าฝุ่นสูงระดับ 290 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่การสำรวจ IQAir วัดเฉพาะเมืองใหญ่ของโลกเชียงใหม่จึงติดอันดับ 1
นายวีระศักดิ์ ตั้งข้อสังเหตสาเหตุฝุ่นในเชียงใหม่ที่น่าค้นหาคำตอบ คือ 1) กรมที่รับผิดชอบดูแลป่ามีการจ้างเหมาบริษัทเอกชนเพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิง (ชิงเผา) ก่อนฤดูไฟป่า ซึ่งชาวบ้านบอกว่าเป็นคนนอกพื้นที่เข้ามาจุดไฟ แต่ไม่เชี่ยวชาญพื้นที่และดับไฟไม่เป็น ทำให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบดับไฟไม่สามารถสู้ไฟได้ และพบว่าเกิดไฟข้ามคืนในพื้นที่ป่าสงวนจำนวนมากเป็นพิเศษ
2) นอกจากการจ้างเหมาบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าสงวนแล้ว สาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันแพงทำให้คนยากจนมากขึ้นหรือไม่ จึงต้องเผาป่าเพื่อพึ่งพาอาหารจากป่า ทั้งการล่าสัตว์และหาผักหวาน ซึ่งถือเป็นความยากจนฉับพลันจนทำให้ต้องใช้ไฟเพื่อเอาตัวรอดหรือไม่
3) กลุ่มคนที่มีอาการทางจิตในพื้นที่ภาคเหนือมีปริมาณสูงมากกว่าภาคอื่น มีสิ่งเสพติดเยอะ มีการเดินยา เกิดอาการหลอน ไม่มีอาชีพ จึงเผาป่าเพื่อหาของป่า
ทั้งนี้ นายวีระศักดิ์มีข้อเสนอแนะว่า การจัดการไฟต้องไม่สู้กับเปลวไฟ แต่ต้องการจัดการกับพฤติกรรมคน เนื่องจากเกิดหน้าแล้งมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ยิ่งแล้งยิ่งเพาะปลูกไม่ได้ ดังนั้นต้องแก้ที่ความยากจน โดยเริ่มจากสิทธิทำกิน โดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะต้องออกอนุบัญญัติหรือกฎกระทรวงอย่างมีเงื่อนไขให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ เมื่อมีสิทธิทำกินแล้วต้องหาน้ำสำหรับการทำเกษตรที่ไม่ต้องใช้น้ำมากและมีตลาดรองรับ และสุดท้ายแก้ปัญหากลุ่มผู้มีอาการทางจิต
ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนนั้นทางสภาลมหายใจกรุงเทพฯ สภาลมหายใจเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ได้ร่วมกับกลุ่มคะเรนนี (รัฐคะเรนนี หรือรัฐคะยาห์ ชาวกะเหรี่ยงแดงที่มีพรมแดนทางเหนือติดรัฐฉานใต้ ทางตะวันออกและทางใต้ติดกับไทย) ทำ “แนวกันไฟสองแผ่นดิน” บริเวณรอยต่อป่าสาละวินซึ่งเป็นผืนป่าที่ใหญ่มากมีทั้งฝั่งไทยและเมียนมา และเป็นไฟป่าที่ใหญ่สุดในอาเซียน โดยในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมลมอันดามันจะพัดเข้าฝั่งเมื่อเจอภูเขาจะเลี้ยวข้ามมายังภาคเหนือของไทย ฝุ่นจึงเข้ามาเต็มๆ
“ตอนนี้ไฟยังไม่เข้า แต่ฝุ่นมาแล้วมาตั้งแต่กุมภาพันธ์จนหมดหน้าไฟ นอกจากนั้นฝุ่นจากฝั่งลาวก็เข้ามา แต่ลาว กัมพูชา ไม่เผาข้ามคืน ที่ลาวเป็นการเผาเพื่อปลูกลูกเดือย แต่ที่น่าอับอายคือทั้งเมียนมาและในไทยเป็นไฟข้ามคืน และฝั่งเราส่วนใหญ่เกิดในป่าสงวน
“ในภาพรวมหลังจากใช้แอปตามรอยเผา พบว่าความรุนแรงของไฟลดลง แต่ยังลดไม่มาก แต่ความรุนแรงทางสังคมเพิ่มมากขึ้น แต่ก่อนคนไม่สนใจมาก แต่ตอนนี้คนตระหนักและสนใจผลกระทบมากขึ้น” นายวีระศักดิ์ ระบุ
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ล่าสุดได้มีการจัดตั้งสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขงเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดน เนื่องจากการแก้ปัญหาโดยรัฐผ่านกติการะหว่างประเทศนั้นอาจเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็จำเป็นต้องทำ การแก้ปัญหาโดยการไม่รับซื้อวัตถุดิบที่ไม่เผาแม้จำเป็นต้องมีการเจรจาแต่ก็ไม่ง่าย และมีข้อจำกัดหลายอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น จะไม่ให้ผู้ประกอบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา เอกชนก็พร้อมนำเข้าจากจากสหรัฐฯ ก็มีเงื่อนไขการอุดหนุนตามมาอีก ที่สำคัญการรับการสินค้าปลอดการเผาไม่ใช่เรื่องง่ายในการแยกแยะแหล่งที่มา เช่น แหล่งที่มาของอ้อยที่ปลูกในไทยยังมีปัญหาการหลบเลี่ยงการเผาในช่วงที่ดาวเทียมผ่านไปแล้ว และเมื่อดาวเทียมมาจึงดับไฟ ซึ่งทางสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้หารือประเด็นนี้กับทางคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (กอน.) แล้วว่าจะหาทางแก้ปัญหานี้เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับพืชเกษตร ข้าวเป็นพืชที่มีการเผามากที่สุด โดยพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ฝุ่นควันจากการเผาบวกกับทิศทางลมตะวันออกเฉียงเหนือจะดันฝุ่นขึ้นไปสมทบภาคเหนือทั้งหมด นอกจากนั้นอีกประเด็นที่พบว่าในการแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือคือ คนไม่กลัวกันเอง แต่กลัวทหาร แต่ทราบว่าทาง กอ.รมน.ที่มีบทบาทในพื้นที่ขาดงบประมาณในการส่งคนลงพื้นที่ ส่วนหนึ่งจึงทำให้ปีนี้การเผาจึงรุนแรง
อ่านประกอบ: https://nextnewsth.com/th/envi-health/pollution/69c8ef2d742b9335b75ed30f




