News Logo
หน้าแรก
คนเหนือจมฝุ่น PM2.5 หนักกว่าปีก่อน เหตุผู้ว่าฯ ไม่ประกาศเขตควบคุมมลพิษ

คนเหนือจมฝุ่น PM2.5 หนักกว่าปีก่อน เหตุผู้ว่าฯ ไม่ประกาศเขตควบคุมมลพิษ

4 เม.ย. 2569 15:54
ผู้ชม 34 คน

จังหวัดภาคเหนือจมฝุ่นรุนแรงกว่าปีที่แล้ว เหตุผู้ว่าฯ ไม่ยอมออกประกาศเขตควบคุมมลพิษในช่วงเดือน ก.พ.-พ.ค.ของทุกปีกรณีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติซึ่งมีนายกฯ ทำหน้าที่ประธานได้ออกประกาศตามคำสั่งศาลปกครอง เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ประชาชนใน จ.เชียงใหม่ ผู้ยื่นฟ้องคดีฝุ่น PM2.5 ต่อศาลปกครองเมื่อปี 2564 และเป็นฝ่ายชนะคดี เปิดเผยกับ Next News เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ว่า การแก้ปัญหามลพิษอากาศในพื้นที่ภาคเหนือของรัฐบาลในปีนี้ล้มเหลวและสถานการณ์รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา แม้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งเมื่อปี 2568 ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศให้พื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกปี หากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินมาตรฐาน แต่ก็ไม่มีจังหวัดไหนออกประกาศ

ค่าฝุ่นเชียงใหม่ 4 เมษายน 2569

เว็บไซต์ Iqair รายงานค่าฝุ่นเชียงใหม่แบบเรียลไทม์ 4 เม.ย. 2569

นายภูมิ กล่าวว่า เห็นแนวโน้มความไม่พร้อมของภาครัฐในการรับมือปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าของปีนี้ เมื่อวันที่ 26 มกาคม 2569 จึงได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผ่านรองผู้ว่าราชการเชียงใหม่เพื่อเร่งรัดให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองให้ครบถ้วน เนื่องจากแม้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศเขตควบคุมมลพิษตามคำสั่งศาลแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันไม่มีจังหวัดไหนจัดทำแผนปฏิบัติ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ และจากการติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่เคยได้รับคำตอบ

ค่าฝุ่นเชียงราย 4 เมษายน 2569

เว็บไซต์ Iqair รายงานค่าฝุ่นเชียงรายแบบเรียลไทม์ 4 เม.ย. 2569

สำหรับคดีนี้นายภูมิได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อปี 2564 คำฟ้องระบุว่า ละเลยหน้าที่ในการจัดการปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ไฟป่าและหมอกควันในหลายจังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะในช่วงกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ซึ่งมีปริมาณฝุ่นเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน

ค่าฝุ่นลำพูน 4 เมษายน 2569

เว็บไซต์ Iqair รายงานค่าฝุ่นลำพูนแบบเรียลไทม์ 4 เม.ย. 2569

ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองเชียงใหม่) พิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี ) ใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้เขตท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการประกาศภายใน 30 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

ค่าฝุ่นแม่ฮ่องสอน 4 เมษายน 2569

เว็บไซต์ Iqair รายงานค่าฝุ่นแม่ฮ่องสอนแบบเรียลไทม์ 4 เม.ย. 2569

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอุทธรณ์ จนนำมาสู่การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด โดยระบุคำวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดี ประกอบรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศ ที่แสดงปริมาณฝุ่น PM2.5 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม และดัชนีคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และลำพูน แยกรายจังหวัด ตั้งแต่ปี 2561-2564 ที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (เชียงใหม่) จัดส่งต่อศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองเชียงใหม่) แล้วเห็นว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติรับทราบถึงปัญหามลพิษด้านฝุ่น PM2.5 เป็นอย่างดี โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง”

1

นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ประชาชนชาว จ.เชียงใหม่ ยื่นหนังสือเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้ 4 จังหวัดภาคเหนือปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วยการประกาศเขตควบคุมมลพิษ

2

นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ประชาชนชาว จ.เชียงใหม่ ยื่นหนังสือเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้ 4 จังหวัดภาคเหนือปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วยการประกาศเขตควบคุมมลพิษ

3

นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ประชาชนชาว จ.เชียงใหม่ ยื่นหนังสือเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้ 4 จังหวัดภาคเหนือปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วยการประกาศเขตควบคุมมลพิษ

4

นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ประชาชนชาว จ.เชียงใหม่ ยื่นหนังสือเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้ 4 จังหวัดภาคเหนือปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วยการประกาศเขตควบคุมมลพิษ

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นละอองในปี 2563 และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของพื้นที่ทั่วประเทศไทยรวมพื้นที่ภาคเหนือด้วย ซึ่งมีการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน แต่ค่าฝุ่น PM2.5 ในท้องที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2561-2564 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมยังคงอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

การดำเนินการต่างๆ ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็ยังไม่สามารถแสดงให้ศาลเห็นได้เป็นที่ประจักษ์ว่า ปัญหามลพิษด้านฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ลดความรุนแรงลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังคงเกินเกณฑ์มาตรฐานในบรรยากาศโดยทั่วไป ตามข้อ 1 ของประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 36 (2553) เรื่อง กำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในบรรยากาศโดยทั่วไป ลงวันที่ 28 มกราคม 2553 และข้อ 2 ของประกาศกรมควบคุมมลพิษ เรื่อง ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย ลงวันที่ 24 กันยายน 2561 ที่กำหนดให้ดัชนีคุณภาพอากาศแบ่งเป็น 5 ระดับการแจ้งเตือน

ประกอบกับข้อมูลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน พบอัตราการป่วยของ 4 กลุ่มโรคสำคัญที่เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด โรคทางเดินหายใจทุกชนิด โรคตาอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ ในช่วงเวลาที่เกิดฝุ่น PM2.5 มีปริมาณมาก และมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีจึงเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เป็นท้องที่ที่มีปัญหามลพิษ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ ในอันที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะออกประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ท้องที่ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษได้ตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

ดังนั้น การที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่ได้ประกาศกำหนดให้ท้องที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ดำเนินการใช้อำนาจพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ศาลได้พิจารณาหลักความได้สัดส่วนที่สมเหตุสมผลระหว่างส่วนได้เสียของการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชนในท้องที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน กับประโยชน์สาธารณะด้านภาพลักษณ์ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวของพื้นที่ดังกล่าว จึงสมควรที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะประกาศกำหนดให้ท้องที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ

ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกปี ที่มีปัญหามลพิษด้านฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และภายหลังได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หากมาตรการที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการสามารถแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน โดยการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ให้มีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ก็ย่อมอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่จะพิจารณาเพิกถอนประกาศดังกล่าวได้

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้เขตท้องที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกปี ทั้งนี้ ให้ดำเนินการประกาศให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 68 ในคดีหมายเลขดำที่ อส. 57/2564 คดีหมายเลขแดง ที่ อส. 28/2568

ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาในปี 2568 สำนักงานศาลปกครองเชียงใหม่ ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ ลงวันที่ 19 มกราคม 2567 เนื้อหาระบุว่า นายภูมิ และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 รวม 10 คน ได้ยื่นฟ้องศาลปกครอง เมื่อเดือนเมษายน 2566 (คดีหมายเลขดำที่ ส. 3/2566 คดีหมายเลขแดงที่ ส. 1/2567) คำฟ้องระบุว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดอาศัยอยู่ใน จ.เชียงใหม่และเดินทางภายในพื้นที่ภาคเหนือ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ฟ้องคดีและประชาชนเป็นจำนวนมาก

คดีนี้ฟ้องนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2566 ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีสั่งการตามกฎหมายให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลใดกระทำหรือร่วมกระทำการใดๆ อันจะมีผลเป็นการควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลร้ายจากปัญหาฝุ่น PM2.5 และให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายเพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาผลร้ายจากปัญหาฝุ่น PM2.5 เสนอผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน รวมถึงให้จัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการสั่งการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลใดกระทำหรือร่วมกระทำการใดๆ อันจะมีผลควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลร้ายจากปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือไม่ อย่างไร

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในบรรยากาศโดยทั่วไป ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2565 กำหนดให้มาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศโดยทั่วไป ค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมง จะต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) และตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 ค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมง จะต้องไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และกรมควบคุมมลพิษ ปรากฏว่า นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือมีฝุ่น PM2.5 ในปริมาณที่เกินค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ปี 2566

ประกอบกับคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 1 (เชียงใหม่) ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดกลุ่มโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด และโรคหืดหอบ โดยมีจำนวนผู้ป่วยและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากนับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ถึงปี 2566

เมื่อพิจารณาแล้วจึงเห็นว่า พื้นที่ภาคเหนือประสบปัญหาสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่มีค่าสูงกว่ามาตรฐานในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง กรณีถือว่าพื้นที่ภาคเหนือเกิดภาวะมลพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน จ.เชียงใหม่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีทั้ง 10 ราย

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการเพื่อสั่งการให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 แล้วก็ตาม แต่เนื่องจากสภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึง จ.เชียงใหม่ ยังคงตกอยู่ในภาวะที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพอันเกิดจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง กรณีจึงถือว่า นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดล่าช้าเกินสมควร

ประเด็นที่สอง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาผลร้ายจากฝุ่น PM2.5 หรือไม่ อย่างไร

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 มาเป็นระยะเวลานาน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นกลไกหลักในการจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง"

ต่อมาคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 5/2562 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติดังกล่าว โดยการบูรณาการดำเนินงานร่วมกันทุกภาคส่วน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนในช่วงสถานการณ์วิกฤตปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยกำหนดเป็น 4 ระดับ คือ ระดับที่ 1 ฝุ่น PM2.5 มีค่าไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. ระดับที่ 2 ฝุ่น PM2.5 มีค่าระหว่าง 51 - 75 มคก./ลบ.ม. ระดับที่ 3 ฝุ่น PM2.5 มีค่าระหว่าง 76 - 100 มคก./ลบ.ม. และระดับที่ 4 ฝุ่น PM2.5 มีค่ามากกว่า 100 มคก./ลบ.ม.

ทั้งนี้ ระดับที่ 4 ตามแผนดังกล่าวกำหนดให้ต้องมีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นกรณีเร่งด่วนพิเศษ และพิจารณากลั่นกรองแนวทางในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยนำเรียนนายกรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วนเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา พื้นที่ภาคเหนือได้ประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน แม้หน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติดังกล่าวตลอดมา แต่เมื่อสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของภาคเหนือยังคงมีปริมาณเกินค่ามาตรฐานในช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายนของทุกปีมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในปี 2566 ในพื้นที่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน ตาก สุโขทัย และพิษณุโลก มีปริมาณฝุ่น PM2.5 เกินกว่า 50 มคก./ลบ.ม. เป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายวัน และบางช่วงมีปริมาณสูงเกินกว่า 100 มคก./ลบ.ม. (ระดับที่ 4) เป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นปัญหามลพิษที่มีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม

โดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้กำหนดให้มีการประชุมเป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤตในระดับที่ 4 และพิจารณากลั่นกรองแนวทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาผลร้ายจากฝุ่น PM2.5 เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เป็นการเร่งด่วนในเวลานั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบซึ่งอาศัยอยู่ใน จ.เชียงใหม่และเดินทางในพื้นที่ภาคเหนือ ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กรณีจึงถือว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายล่าช้าเกินสมควร

เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร แต่เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ภาคเหนือได้คลี่คลายลงแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ภาคเหนือโดยมากจะเกิดขึ้นประจำในช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายนของทุกปีอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันเหตุดังกล่าวไว้ก่อนทั้งระยะสั้นและระยะยาวในรอบระยะเวลาข้างหน้าตามหลักการป้องกันล่วงหน้า (Preventive principle) และกฎหมายข้างต้น จึงมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข ระงับหรือบรรเทาผลร้ายจากอันตรายและความเสียหายที่เกิดจากภาวะมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้อำนาจหรือร่วมกันใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดมาตรการ หรือจัดทำแผนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข บรรเทา หรือระงับภยันตรายอันเกิดจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือให้ทันท่วงที ทั้งนี้ ให้ดำเนินการกำหนดมาตรการ หรือจัดทำแผนฉุกเฉินดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดให้ท้องที่เขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น "เขตควบคุมมลพิษ"

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 279/2568 ลงวันที่ 2 กันยายน 2568 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ประกอบกับมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 จึงกำหนดให้ท้องที่เขตกรุงเทพมหานครตามแผนที่ท้ายประกาศ (แผนที่ทุกเขตใน กทม.) เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี

อีกทั้ง กำหนดให้ท้องที่เขต จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ตามแผนที่ท้ายประกาศ (แผนที่ 4 จังหวัด) เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

นายภูมิ กล่าวด้วยว่า จากคำสั่งศาลปกครอง และประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดให้ท้องที่เขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น "เขตควบคุมมลพิษ" ดังกล่าว หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำแผนของท้องถิ่นรับมือฝุ่น PM2.5 โดยมีผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดรับผิดชอบ แต่ปรากฎว่าไม่มีจังหวัดไหนออกประกาศให้จังหวัดตัวเองเป็น 'เขตควบคุมมลพิษ' แต่กลับไปใช้แผนเดิมในการแก้ปัญหา

"ผมถามไปที่จังหวัด ถามสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เชียงใหม่ ถามไปที่ส่วนกลางไม่เคยได้คำตอบ ถามเรื่องบฯ ก็บอกว่าอยู่ในช่วงยุบสภา (นายกฯประกาศยุบสภา 11 ธ.ค. 2568) ต้องขอ กกต. ทั้งที่ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกมาก่อนยุบสภา ท้องถิ่นจึงไม่มีงบฯ มาดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่เลย มีบ้างก็คือการแจกหน้ากากอนามัย และเป็นการใช้งบฯ ปกติของ ปภ.ซึ่งมีจำกัด

"การประกาศควบคุมมลพิษก็ทำเฉพาะบางตำบลบางพื้นที่ ไม่ได้ประกาศทั้ง 4 จังหวัด ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 จึงไปยื่นให้ ป.ป.ช.ไต่สวน กำลังรอว่าจะรับคำร้องหรือไม่ ผมจะต้องลุกมาสู้เรื่องนี้เพราะได้รับผลกระทบมาทุกปี และปีนี้ถือว่าแย่ที่สุด เนื่องจากฝนทิ้งช่วง รวมถึงอาจเป็นไฟการเมืองเผาเอางบฯ หรือไม่ ปีที่แล้วไม่หนักเท่านี้" ผู้ชนะคดีฝุ่น PM2.5 จาก จ.ชียงใหม่ ระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 เมษายน เว็บไซต์ Iqair รายงานค่าฝุ่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่นในหลายอำเภอเกินค่ามาตรฐานในทุกจังหวัด

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีประสิทธิภาพ กสม.แนะของบฯ รับซื้อเพิ่ม
กรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีประสิทธิภาพ กสม.แนะของบฯ รับซื้อเพิ่ม