งานวิจัยจากหลายสถาบันทั่วโลกเตือนตรงกันว่า กรุงเทพฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ฝนรุนแรง และแผ่นดินทรุดตัว ซึ่งอาจทำให้น้ำท่วมเกิดถี่และหนักขึ้น กระทบประชากรนับล้านคนในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
สำนักข่าว Next News ได้รวบรวมข้อมูลจาก Climate Central, Earth.Org, รายงานการประเมินสภาพภูมิอากาศฉบับที่ 6 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC AR6, World Bank, Greenpeace รวมถึงงานศึกษาทางวิชาการช่วงปี 2567-2569 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มตรงกันว่า กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การทรุดตัวของแผ่นดิน และฝนที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนอาจทำให้หลายพื้นที่ของเมืองเสี่ยงน้ำท่วมหนักและถี่ขึ้นภายในสิ้นศตวรรษนี้ หากไม่มีมาตรการรับมืออย่างจริงจัง
กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและมีความสูงเฉลี่ยเพียงประมาณ 1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถูกจัดเป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งเอเชียที่มีความเปราะบางสูงต่อภาวะน้ำทะเลเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจาก Climate Central และ Earth.Org ระบุว่า หากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นราว 1-2 เมตรภายในปี 2643 พื้นที่จำนวนมากของกรุงเทพฯ อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนและน้ำท่วมถาวร โดยเฉพาะเมื่อเกิดพายุหรือฝนตกหนักพร้อมกัน
รายงาน IPCC AR6 ระบุว่า ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 0.43-0.84 เมตรภายในปี 2643 เมื่อเทียบกับช่วงปี 2529-2548 ภายใต้หลายสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่กรณีการปล่อยก๊าซในระดับสูง ระดับน้ำทะเลอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เมตร และอาจสูงกว่านั้นหากแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ละลายเร็วกว่าคาดการณ์
กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ทำให้เผชิญทั้งน้ำท่วมจากแม่น้ำ น้ำทะเลหนุน และปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน
งานศึกษาของ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ และคณะ ในปี 2569 ระบุว่า ปริมาณฝนในช่วงฤดูมรสุม 6 เดือนของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 12.72% ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับสูง ส่งผลให้พื้นที่น้ำท่วมอาจขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.4-26.2% ภายในช่วงปี 2633-2639 เมื่อรวมกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญคือการทรุดตัวของแผ่นดิน กรุงเทพฯ เคยมีอัตราการทรุดตัวสูงถึง 10-12 เซนติเมตรต่อปีในช่วงทศวรรษ 2523 จากการสูบน้ำบาดาลมากเกินไป แม้ปัจจุบันจะชะลอลงเหลือประมาณ 1-2 เซนติเมตรต่อปีในหลายพื้นที่ หลังมีมาตรการควบคุมการใช้น้ำบาดาล แต่การทรุดตัวยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องจากลักษณะดินอ่อนและการขยายตัวของเมือง
ข้อมูลจากงานศึกษาหลายฉบับยังพบว่า กรุงเทพฯ มีอัตราการทรุดตัวเฉลี่ยราว 8.5 มิลลิเมตรต่อปีในบางพื้นที่ ซึ่งเมื่อรวมกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จะทำให้ระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก
World Bank คาดการณ์ว่า ภายในปี 2613 อาจมีประชากรราว 5 ล้านคนในกรุงเทพฯ เผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วม ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงอาจกระทบพื้นที่มากถึง 40% ของเมืองภายในปี 2573 ส่วน Greenpeace ระบุว่า ภายในปี 2573 อาจมีประชากรกว่า 10 ล้านคนในกรุงเทพฯ อยู่ในพื้นที่เสี่ยง หากเกิดน้ำท่วมขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 10 ปี
ขณะเดียวกัน แบบจำลองน้ำท่วม LISFLOOD-FP ประเมินว่า ภายใต้สถานการณ์ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงสุด พื้นที่ศึกษาอาจถูกน้ำท่วมมากถึง 87% ภายในปี 2643 หากไม่มีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม
กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองเดียวที่เผชิญปัญหานี้ แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองชายฝั่งเอเชียที่มีความเสี่ยงสูง ร่วมกับกรุงจาการ์ตา นครโฮจิมินห์ และกรุงมะนิลา เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำและมีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจากองค์การ NASA และ IPCC ยังระบุว่า ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้หลังปี 2643 ไปอีกหลายศตวรรษ เนื่องจากมหาสมุทรยังสะสมความร้อน และแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ยังคงสูญเสียมวลอย่างต่อเนื่อง
แม้กรุงเทพฯ จะมีมาตรการควบคุมการสูบน้ำบาดาลซึ่งช่วยชะลอการทรุดตัวของแผ่นดิน แต่การพัฒนาเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ
Climate Central ประเมินว่า ภายในปี 2593 อาจมีประชากร 10-12 ล้านคนในกรุงเทพฯ อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนจำนวนมากของประชากรทั้งเมือง
งานศึกษาหลายชิ้นในช่วงปี 2567-2569 ให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า หากไม่มีมาตรการรับมือเพิ่มเติม ปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพฯ จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
กรุงเทพฯ เคยเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวจึงถูกมองเป็นตัวอย่างของความเปราะบางของเมือง ที่อาจเกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้นภายใต้ภาวะโลกร้อน
ข้อมูลจากหลายสถาบันวิจัยระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญภาวะเมืองทรุดจากผลกระทบร่วมระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากภายในสิ้นศตวรรษนี้ หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
อ้างอิง:




