รายงานชี้ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสร้างความสูญเสียทั้งชีวิตพลเรือนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทิ้งผลกระทบสุขภาพและระบบนิเวศระยะยาวข้ามรุ่น
สงคราม ไม่ได้จบแค่สนามรบ แต่ทิ้งต้นทุนมหาศาลต่อชีวิตพลเรือนและระบบนิเวศ รายงานต่างประเทศชี้ ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอาจลากยาวข้ามรุ่น ขณะที่อิหร่านยืนยันสิทธิอธิปไตย ท่ามกลางแรงกดดันและข้อกล่าวหาจากตะวันตก
จากรายงานของ Center for American Progress ระบุว่า สงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านกำลังก่อให้เกิดต้นทุนซ้อน ทั้งด้านมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในระดับที่มักถูกมองข้าม โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในช่วงเวลาการสู้รบ แต่ขยายไปสู่ความเสียหายระยะยาวต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของภูมิภาค
รายงานเดียวกันชี้ว่า พลเรือนคือผู้รับผลกระทบหลักจากการโจมตีทางทหาร ทั้งการเสียชีวิต การบาดเจ็บ และการอพยพครั้งใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงพยาบาล ระบบน้ำ และไฟฟ้า ถูกทำลาย ส่งผลให้การเข้าถึงบริการพื้นฐานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตมนุษยธรรมในพื้นที่ขัดแย้ง
ด้านสิ่งแวดล้อมถูกระบุว่าเป็น เหยื่อเงียบของสงคราม โดยการโจมตีโครงสร้างพลังงานและอุตสาหกรรมทำให้เกิดการปล่อยสารพิษจำนวนมากสู่อากาศ น้ำ และดิน การเผาไหม้เชื้อเพลิงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในระดับสูง และเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างฉับพลัน
จากรายงานของ United Nations Environment Programme ในกรณีสงครามก่อนหน้าในตะวันออกกลาง พบว่าการทำลายโรงกลั่นน้ำมันและแหล่งพลังงานสามารถสร้าง จุดปล่อยมลพิษขนาดใหญ่ ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศในวงกว้างและใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟู แนวโน้มนี้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในปัจจุบัน
ในมิติสุขภาพ รายงานจาก World Health Organization ชี้ว่า การสัมผัสมลพิษจากสงคราม เช่น ฝุ่นพิษและสารเคมี สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด
ขณะเดียวกัน จากการวิเคราะห์ของ International Committee of the Red Cross ระบุว่า ความเสียหายต่อระบบน้ำและสุขาภิบาลในพื้นที่ขัดแย้ง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับน้ำปนเปื้อน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดต่อ และซ้ำเติมวิกฤตด้านสาธารณสุขที่เกิดจากสงคราม
ในอีกด้านหนึ่ง ฝั่งอิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่าการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและการทหารเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากชาติตะวันตกและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อมานานหลายปี โดยรัฐบาลอิหร่านมองว่าความขัดแย้งในภูมิภาคมีความซับซ้อนและไม่สามารถอธิบายได้ด้วยมุมมองด้านเดียว
จากรายงานของ Al Jazeera ระบุว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านได้กล่าวหาชาติตะวันตกว่าใช้มาตรการทางทหารและเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือกดดัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนอิหร่าน และทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมภายในประเทศยิ่งเปราะบาง
ด้าน The New York Times รายงานว่า ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และพันธมิตร ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีการประเมินว่าความขัดแย้งอาจลุกลามและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคในวงกว้าง หากไม่มีการเจรจาทางการทูตที่มีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำในหลายรายงานคือ ต้นทุนที่มองไม่เห็นของสงคราม ซึ่งรวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อาจส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป นักวิจัยระบุว่าความเสียหายเหล่านี้มักไม่ได้รับการประเมินอย่างครบถ้วนในกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองและการทหาร
นอกจากนี้ ความเสียหายต่อระบบนิเวศ เช่น การปนเปื้อนของดินและแหล่งน้ำ สามารถกระทบต่อภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบต้องเผชิญกับความท้าทายในการฟื้นฟูทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน
ท้ายที่สุด ภาพของสงครามที่เริ่มต้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ได้ขยายตัวเป็นวิกฤตหลายมิติที่กระทบทั้งมนุษย์และธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และสะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนที่แท้จริงของสงคราม อาจไม่ได้อยู่ที่ผลแพ้ชนะในสนามรบ แต่คือผลกระทบระยะยาวที่ยังคงหลงเหลือแม้เสียงปืนจะเงียบลงแล้ว
อ้างอิง:
Center for American Progress: The Human and Environmental Costs of the War in Iran
United Nations Environment Programme (UNEP): Environmental impacts of conflict
World Health Organization (WHO): Environmental health in emergencies
International Committee of the Red Cross (ICRC): Urban services during conflict




