รายงานล่าสุดของธนาคารโลกเผย หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งเก็บค่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคธุรกิจมากขึ้น จนปัจจุบันครอบคลุมเกือบ 1 ใน 3 ของการปล่อยมลพิษทั้งโลก พร้อมสร้างรายได้ให้รัฐบาลกว่า 107,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ท่ามกลางความพยายามลดโลกร้อนและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด
สำนักข่าว Next News รวบรวมข้อมูลจากรายงาน State and Trends of Carbon Pricing 2026 ของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า ระบบกำหนดราคาคาร์บอนทั่วโลกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 รัฐบาลทั่วโลกสามารถจัดเก็บรายได้จากมาตรการดังกล่าวได้มากกว่า 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อน ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่อยู่ภายใต้ระบบกำหนดราคาคาร์บอนเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 1 ใน 3 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด
รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ปัจจุบันมีระบบกำหนดราคาคาร์บอนที่ดำเนินการอยู่ทั่วโลก 87 ระบบ เพิ่มขึ้น 7 ระบบจากปีก่อนหน้า ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 29% ของโลก และหากรวมประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่กำลังพัฒนาระบบเพิ่มเติม สัดส่วนดังกล่าวจะเข้าใกล้ 1 ใน 3 ของการปล่อยทั้งหมดของโลก
เครื่องมือกำหนดราคาคาร์บอนประกอบด้วยทั้งภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือระบบอีทีเอส ซึ่งเป็นกลไกที่กำหนดต้นทุนให้กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อย หรือหันไปลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแทนการจ่ายต้นทุนการปล่อยคาร์บอน
ในระบบอีทีเอส รัฐบาลจะกำหนดเพดานการปล่อยรวม และเปิดให้ภาคธุรกิจซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซกันได้ ส่วนภาษีคาร์บอนจะจัดเก็บตามปริมาณการปล่อยจริง ทั้งสองรูปแบบถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
ธนาคารโลกระบุว่า รายได้จากระบบกำหนดราคาคาร์บอนในปี 2568 เพิ่มขึ้นราว 2% จากปีก่อนหน้า และสูงกว่าปี 2559 ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างมาก ขณะเดียวกัน ราคาคาร์บอนเฉลี่ยทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในรอบ 10 ปี มาอยู่ที่ประมาณ 21 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
รายงานยังระบุว่า ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางหลายแห่งกำลังเร่งพัฒนาระบบกำหนดราคาคาร์บอนของตนเอง โดยอินเดียได้วางกรอบกฎหมายสำหรับตลาดคาร์บอนและระบบอีทีเอสต่อยอดจากมาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมหนัก ขณะที่เวียดนามกำลังพัฒนาระบบอีทีเอสนำร่องในภาคพลังงาน เหล็ก และอุตสาหกรรมอื่น ก่อนขยายสู่การใช้งานเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ รายงานของธนาคารโลก ยังระบุว่า ตลาดคาร์บอนเครดิตมีการเติบโตควบคู่กัน โดยปริมาณการออกคาร์บอนเครดิตในปี 2568 เพิ่มขึ้น 8% แม้ราคาเฉลี่ยจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง โดยเฉพาะโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ ยังคงมีมูลค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
ความต้องการคาร์บอนเครดิตจากตลาดภาคบังคับ ซึ่งใช้ชดเชยภาระการปล่อยภายใต้ระบบกำหนดราคาคาร์บอน กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดคาร์บอนเครดิตเชื่อมโยงกับระบบกำหนดราคาคาร์บอนของภาครัฐมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกระบุว่า การขยายตัวของระบบกำหนดราคาคาร์บอนยังเผชิญข้อท้าทายหลายด้าน ทั้งความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงประเด็นการนำรายได้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
รายงานยังระบุว่า หลายประเทศมองระบบกำหนดราคาคาร์บอนเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีส และเป็นเครื่องมือในการระดมงบประมาณสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการเงินทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว
ธนาคารโลกระบุว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ระบบกำหนดราคาคาร์บอนได้ขยายตัวจากกลไกที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ไปสู่เครื่องมือด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของโลก พร้อมทั้งมีระดับราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวโน้มที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังบูรณาการนโยบายเศรษฐกิจกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้นในระยะยาว
อ้างอิง:




