News Logo
หน้าแรก
16 ก.ย. 'วันโอโซนโลก' ชั้นบรรยากาศฟื้นตัว แต่ UV ไทยยังอันตรายสูง

16 ก.ย. 'วันโอโซนโลก' ชั้นบรรยากาศฟื้นตัว แต่ UV ไทยยังอันตรายสูง

16 ก.ย. 2569 14:23
ผู้ชม 11 คน

16 กันยายน 'วันโอโซนโลก' ครบรอบวันที่ประชาคมโลกลงนามพิธีสารมอนทรีออลเพื่อหยุดใช้สารทำลายชั้นโอโซน ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจาก World Meteorological Organization ระบุว่า รูโอโซนเหนือแอนตาร์กติกาในปี 2568 มีความรุนแรงต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ แต่ประเทศไทยยังเผชิญรังสีอัลตราไวโอเลตระดับสูงจากที่ตั้งใกล้เส้นศูนย์สูตร และยังมีความเสี่ยงต่อโรคผิวหนังและดวงตา

วันที่ 16 กันยายนของทุกปีเป็นวันโอโซนโลก หรือวันสากลแห่งการพิทักษ์ชั้นโอโซน วันที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาการบางลงของชั้นโอโซน ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะในชั้นบรรยากาศ ช่วยดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตบางส่วนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้เดินทางลงมาถึงพื้นโลกในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และระบบนิเวศ

จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นหลังนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานว่าชั้นโอโซนกำลังถูกทำลายจากสารเคมีที่มนุษย์ผลิตขึ้น โดยเฉพาะสารที่เคยถูกใช้แพร่หลายในเครื่องทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ สเปรย์ และภาคอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศต่างๆ เริ่มสร้างกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ และนำไปสู่การรับรองอนุสัญญากรุงเวียนนาเพื่อการคุ้มครองชั้นโอโซนเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2528

ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน 2530 ประเทศต่างๆ ได้ลงนาม พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารที่ทำลายชั้นโอโซน เพื่อควบคุมและทยอยยุติการผลิตและการใช้สารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซน โดยกำหนดกรอบเวลาในการลดสารแต่ละกลุ่มตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และความพร้อมด้านเทคโนโลยี พิธีสารมีผลบังคับใช้ในปี 2532 และต่อมากลายเป็นหนึ่งในข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในโลก

ในปี 2537 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจึงประกาศให้วันที่ 16 กันยายน เป็นวันสากลแห่งการพิทักษ์ชั้นโอโซน เพื่อรำลึกถึงวันที่มีการลงนามพิธีสารมอนทรีออล และส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ เดินหน้ามาตรการปกป้องชั้นโอโซนอย่างต่อเนื่อง โดยอนุสัญญากรุงเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออลได้กลายเป็นสนธิสัญญาชุดแรกในประวัติศาสตร์สหประชาชาติที่ได้รับการให้สัตยาบันจากทุกประเทศทั่วโลก

สำหรับวันโอโซนโลกปี 2569 ใช้แนวคิดหลัก “การดำเนินการระดับโลกเพื่อโลกที่เย็นลง” และเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของ ข้อแก้ไขคิกาลี ซึ่งได้รับการรับรองในปี 2559 เพื่อขยายการดำเนินงานภายใต้พิธีสารมอนทรีออลไปสู่การทยอยลดสารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน ซึ่งแม้ไม่ใช่สารทำลายชั้นโอโซน แต่เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนสูงและถูกใช้แพร่หลายในระบบทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 16 กันยายน 2569 World Meteorological Organization (WMO) ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์ชั้นโอโซนและรังสีอัลตราไวโอเลตฉบับล่าสุด โดยพบว่า รูโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกาในปี 2568 มีทั้งความลึกและขนาดโดยรวมน้อยกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2533-2553 อย่างชัดเจน และเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่การสูญเสียโอโซนมีความรุนแรงน้อยที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

WMO ระบุว่า รูโอโซนในปี 2568 อยู่ในอันดับ 4-5 ที่มีความรุนแรงน้อยที่สุด นับตั้งแต่เริ่มพบรูปแบบการสูญเสียโอโซนอย่างรุนแรงในปี 2535 ขณะที่ปริมาณมวลโอโซนที่ขาดหายสูงสุดอยู่ที่ 36.7 ล้านตัน เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2533-2553 ที่ 50.1 ล้านตัน หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 25%

ข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มระยะยาวที่ชั้นโอโซนกำลังฟื้นตัว หลังทั่วโลกลดการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซนภายใต้พิธีสารมอนทรีออลมาเกือบสี่ทศวรรษ อย่างไรก็ตาม WMO ระบุว่า ขนาดและความรุนแรงของรูโอโซนยังสามารถแตกต่างกันได้ในแต่ละปี เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากอุณหภูมิ การหมุนเวียนของบรรยากาศ และสภาพอุตุนิยมวิทยา จึงไม่สามารถพิจารณาสถานการณ์จากปีใดปีหนึ่งเพียงปีเดียวได้

ข้อมูลจาก Ozone Secretariat ภายใต้ United Nations Environment Programme (UNEP) ระบุว่า การดำเนินงานตามพิธีสารมอนทรีออลทำให้ทั่วโลกยุติการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซนที่อยู่ภายใต้การควบคุมไปแล้วประมาณ 99% ส่งผลให้ชั้นโอโซนมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และยังช่วยลดการปล่อยสารที่มีคุณสมบัติเป็นก๊าซเรือนกระจกในเวลาเดียวกัน

ตามการประเมินที่ WMO และ UNEP ใช้อ้างอิง หากนโยบายปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ชั้นโอโซนในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปี 2523 ได้ประมาณปี 2583 บริเวณอาร์กติกประมาณปี 2588 และบริเวณแอนตาร์กติกาประมาณปี 2609 แม้ช่วงเวลาการฟื้นตัวจริงยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากสภาพบรรยากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเหตุการณ์ทางธรรมชาติ

นอกจากการฟื้นตัวของชั้นโอโซนแล้ว พิธีสารมอนทรีออลยังมีผลต่อการลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากสารทำลายชั้นโอโซนหลายชนิดเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง ขณะที่ข้อแก้ไขคิกาลีในปี 2559 มุ่งลดการใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนเพิ่มเติม โดย United Nations ระบุว่า หากดำเนินการตามข้อแก้ไขคิกาลีอย่างเต็มรูปแบบเพียงอย่างเดียว อาจช่วยหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้สูงสุดประมาณ 0.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของชั้นโอโซนไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจากรังสีอัลตราไวโอเลตจะหมดไป โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนและอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ดวงอาทิตย์สามารถทำมุมสูงกับพื้นโลกและมีโอกาสได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตในระดับสูงตลอดหลายช่วงของปี

ข้อมูลจากศูนย์โอโซนและรังสี กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลตที่พื้นผิวโลกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ปริมาณเมฆ ความสูงจากระดับน้ำทะเล ปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศ และตำแหน่งละติจูด โดยพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมีแนวโน้มได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากกว่าพื้นที่ละติจูดสูง

ตามเกณฑ์ของ World Health Organization ดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลตตั้งแต่ระดับ 11 ขึ้นไปจัดอยู่ในระดับ รุนแรงมาก และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน เนื่องจากการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไปสามารถทำลายผิวหนังและดวงตา รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังและโรคตาบางชนิด

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในรายงานมะเร็งในประเทศไทย ซึ่งรวบรวมข้อมูลช่วงปี 2559-2561 พบผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังรายใหม่เฉลี่ยประมาณ 4,374 คนต่อปี หรือประมาณวันละ 12 คน แม้อัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังในประชากรไทยจะต่ำกว่าประชากรผิวขาวในหลายประเทศ แต่การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตสะสมยังเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานหรือใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นเวลานาน

สถานการณ์ในวันโอโซนโลกปี 2569 จึงมีทั้งความคืบหน้าของการฟื้นตัวของชั้นโอโซน หลังประชาคมโลกร่วมกันลดสารทำลายชั้นโอโซนมาเกือบ 40 ปี และความเสี่ยงจากรังสีอัลตราไวโอเลตที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ขณะที่การติดตามชั้นบรรยากาศและการดำเนินงานตามพิธีสารมอนทรีออลยังต้องดำเนินต่อไปในช่วงหลายทศวรรษก่อนที่ชั้นโอโซนจะกลับสู่ระดับเดิมอย่างสมบูรณ์

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลอุทธรณ์สั่งรับฟ้องคดี'ปลาหมอคางดำ'แบบกลุ่ม-คาดปี 70 ชั้นต้นตัดสิน
ศาลอุทธรณ์สั่งรับฟ้องคดี'ปลาหมอคางดำ'แบบกลุ่ม-คาดปี 70 ชั้นต้นตัดสิน