News Logo
หน้าแรก
จีนลดถือพันธบัตรสหรัฐเหลือต่ำสุดรอบ 17 ปี ทุ่มซื้อทองคำ 3.43 แสนล้าน

จีนลดถือพันธบัตรสหรัฐเหลือต่ำสุดรอบ 17 ปี ทุ่มซื้อทองคำ 3.43 แสนล้าน

13 เม.ย. 2569 12:32
ผู้ชม 54 คน

จีนลดถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เร่งสะสมทองคำ-ดันหยวน สะท้อนเกมกระแสโลกลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงคลังสหรัฐฯ ระบุว่า จีนลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงราว 6.94 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551 (ค.ศ. 2008) ขณะเดียวกันธนาคารกลางจีนเดินหน้าซื้อทองคำสะสมต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ส่งผลให้มูลค่าทองคำสำรองอยู่ที่ ประมาณ 3.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 เมื่อครั้งที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ สูงสุดถึง 1.3167 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 6.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยข้อมูลจากระบบรายงานสถิติอย่างเป็นทางการของกระทรวงคลังสหรัฐฯ (Treasury International Capital: TIC) ชี้ว่า การลดลงนี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดกว่า 12 ปี ไม่ใช่การเทขายก้อนโตในคราวเดียว

ในระยะสั้น ตัวเลขยังคงผันผวนเล็กน้อย โดยเดือนธันวาคม 2568 จีนถือครองอยู่ที่ประมาณ 6.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็น 6.94 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ระดับดังกล่าวยังถือว่าต่ำสุดในรอบ 17 ปี ตามตาราง Major Foreign Holders of U.S. Treasury Securities ล่าสุด

ด้านการถือครองทองคำ  People’s Bank of China (PBOC) ยังคงเพิ่มปริมาณอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ระบุว่า ทองคำสำรองเพิ่มเป็น 74.38 ล้านออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.6 แสนออนซ์จากเดือนก่อนหน้า แม้มูลค่ารวมจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.43 แสนล้านบาทดอลลาร์สหรัฐ จากแรงกดดันของราคาทองคำโลกที่ปรับตัวลดลงในเดือนมีนาคม

การเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับนโยบายกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ที่จีนผลักดันมาตั้งแต่ปี 2561 ในช่วงที่ สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ทวีความตึงเครียด โดยรายงานของ Reuters ระบุว่า PBOC ซื้อทองคำต่อเนื่อง 17 เดือน ทำให้สัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า จีนกำลังพยายาม Sanction-proof ระบบการเงินของตนเอง หรือการทำให้ระบบการเงินทนต่อมาตรการคว่ำบาตรมากขึ้น ผ่านการลดความเสี่ยงที่สินทรัพย์ในต่างประเทศอาจถูกอายัดหรือควบคุมโดยประเทศมหาอำนาจ หลังจากเห็นกรณี รัสเซีย ถูกอายัดสินทรัพย์ต่างประเทศในปี 2565 ประกอบกับความตึงเครียดด้าน ไต้หวัน และเทคโนโลยี ทำให้ปักกิ่งเร่งกระจายทุนสำรองไปยังสินทรัพย์ที่ควบคุมได้เองมากขึ้น เช่น ทองคำ หรือการถือครองในรูปสกุลเงินที่ไม่พึ่งพาระบบการเงินตะวันตก เพื่อลดความเสี่ยงจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ โดยอ้างถึงความผันผวนของตลาดและความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว ซึ่ง Bloomberg มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงในระบบธนาคาร

อย่างไรก็ตาม การลดสัดส่วนของจีนยังไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนจาก ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ยังคงเข้าซื้อชดเชย ส่งผลให้ยอดถือครองพันธบัตรโดยนักลงทุนต่างชาติรวมยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก แนวโน้มนี้สะท้อนกระแส De-dollarization หรือ การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังเร่งตัวในกลุ่ม BRICS และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีนที่พยายามผลักดันการใช้เงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ผ่านระบบชำระเงิน CIPS (Cross-Border Interbank Payment System) เพื่อลดการพึ่งพาโครงสร้างการเงินที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และเพิ่มอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจโลก

ในอดีต จีนเคยเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงปี 2550-2556 แต่หลังวิกฤตการเงินโลกและความขัดแย้งทางการค้า ปักกิ่งได้ทยอยลดสัดส่วนลงอย่างเป็นระบบ โดยเฉลี่ยขายสุทธิปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันจีนยังคงเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ อันดับสามของโลก รองจากญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร ตามข้อมูลล่าสุดจาก TIC ณ มกราคม 2569

ขณะเดียวกัน การสะสมทองคำของ PBOC ยังมีบทบาทในการพยุงราคาทองคำในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty risk) และไม่ขึ้นอยู่กับระบบการเงินตะวันตก

ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า การปรับพอร์ตของจีนในครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณของวิกฤตระยะสั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างทุนสำรองระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การลดลงของตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนการขายออกจริงทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการโอนสินทรัพย์ไปยังผู้ดูแลทรัพย์สินในยุโรป เช่น เบลเยียม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการถือครองผ่านระบบรับฝากหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ ส่งผลให้ตัวเลขในหมวด China, Mainland ซึ่งหมายถึงการถือครองของจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรงตามการจัดประเภทของ U.S. Department of the Treasury ลดลงในทางสถิติ ทั้งที่ในทางปฏิบัติ สินทรัพย์อาจยังคงอยู่ภายใต้การถือครองของจีน เพียงแต่ถูกบันทึกผ่านบัญชีหรือผู้ดูแลทรัพย์สินในต่างประเทศเท่านั้น

โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากนักลงทุนต่างชาติรายอื่นอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนจากยอดถือครองหนี้สาธารณะโดยต่างชาติที่ยังคงสูงกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ขู่จีนเสี่ยง 'เจอปัญหาใหญ่' ปมลอบส่งขีปนาวุธหนุนอิหร่าน
ทรัมป์ขู่จีนเสี่ยง 'เจอปัญหาใหญ่' ปมลอบส่งขีปนาวุธหนุนอิหร่าน