ข้อมูลจาก OECD และ IMF รวมถึงหน่วยงานเศรษฐกิจของเวียดนามชี้ว่า เวียดนามกำลังเติบโตเร็วกว่าไทยทั้งด้านการลงทุน การส่งออก และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ไทยยังมีรายได้ต่อหัวและฐานอุตสาหกรรมระดับสูงได้เปรียบ โดยทั้งสองประเทศยังมีเป้าหมายขยายการค้าและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว Next News รายงานว่า โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม พร้อมภริยาเตรียมเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางจังหวะสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเวียดนามกำลังเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
สำนักข่าว VNA รายงานว่า การเยือนไทยครั้งนี้ถือเป็นการเยือนประเทศในอาเซียนครั้งแรกของ โต เลิม หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเวียดนามเมื่อเดือนเมษายน 2569 และยังตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนามในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน
รัฐบาลทั้งสองประเทศคาดว่าจะใช้โอกาสนี้ผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งครอบคลุมด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และความมั่นคงในภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นระหว่างสองประเทศ
ข้อมูลจาก Seasia.co ระบุว่า เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.02% ในปี 2568 ทำให้ขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 514,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2569 ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ทั้งรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ และเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ในทางตรงกันข้าม OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนระดับสูง การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มที่ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
การแข่งขันด้านการผลิตและการส่งออกกลายเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง เวียดนามสามารถดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคการผลิตจำนวนมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และเทคโนโลยี ขณะที่ไทยยังคงรักษาความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และอิเล็กทรอนิกส์ระดับคุณภาพสูง
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามระบุว่า การส่งออกของเวียดนามในปี 2568 เติบโตต่อเนื่องและแซงหน้าหลายประเทศในภูมิภาค โดยได้รับแรงสนับสนุนจากข้อตกลงการค้าเสรีมากกว่า 17 ฉบับ ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่และลดอุปสรรคทางภาษี
ภาคการท่องเที่ยวเป็นอีกสนามแข่งขันสำคัญ ไทยยังคงได้เปรียบจากชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมกว่า แต่เวียดนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและยุโรปที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลังการระบาดใหญ่
ด้านโครงสร้างประชากร เวียดนามมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน และมีสัดส่วนประชากรวัยทำงานสูง ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยมีประชากรราว 70 ล้านคน และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อกำลังแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ
รายงานของ VOV World ระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเวียดนามในปี 2568 อยู่ที่ 22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 2.5 เท่าจากปี 2556 และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างสองประเทศยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 23.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ไทยยังคงเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ของเวียดนาม โดยมีโครงการลงทุนมากกว่า 800 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 15,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ปิโตรเคมี ค้าปลีก และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
อีกปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติจับตาคือประเด็นคอร์รัปชั่นและความโปร่งใสของภาครัฐ โดย Transparency International ระบุในดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ปี 2568 ว่า เวียดนามได้ 41 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่อันดับ 81 จาก 182 ประเทศ และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555 จากมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่นระดับท้องถิ่นและการปฏิรูปหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ
ขณะที่ไทยได้ 33 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่อันดับ 116 ของโลก ลดลง 1 คะแนนจากปีก่อน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 19 ปี โดยคะแนนของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 สะท้อนความท้าทายในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นและการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบริหารภาครัฐในสายตานักลงทุนต่างชาติ
ในด้านการเมือง เวียดนามดำเนินการภายใต้ระบบพรรคการเมืองเดียว ซึ่งช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายระยะยาวได้ต่อเนื่อง ขณะที่ไทยใช้ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้งมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังมีผลประโยชน์ร่วมกันในหลายประเด็น ทั้งความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน การพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้
แม้เวียดนามจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่าอย่างชัดเจน โดยข้อมูลล่าสุดจาก IMF ระบุว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ประมาณ 7,300-8,100 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
เวียดนามยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม หนี้ของรัฐวิสาหกิจ และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่ไทยต้องเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง
การเยือนของโต เลิม ครั้งนี้ถูกจับตามองว่า อาจนำไปสู่ข้อตกลงความร่วมมือใหม่ในด้านห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด และนวัตกรรม ซึ่งทั้งสองประเทศต่างต้องการใช้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามยังเดินหน้าผลักดันเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดย VietnamPlus รายงานว่า หัวหน้าสำนักงานการค้าของเวียดนามประจำประเทศไทย ระบุว่า เวียดนามยังคงให้ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศให้แตะระดับ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.1-9.2 แสนล้านบาท) ในระยะใกล้ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อ้างอิง:




