News Logo
หน้าแรก
ทรัมป์ฟื้นข้อกล่าวหา จีนแทรกแซงเลือกตั้งปี 63 ก่อนศึกกลางเทอม

ทรัมป์ฟื้นข้อกล่าวหา จีนแทรกแซงเลือกตั้งปี 63 ก่อนศึกกลางเทอม

17 ก.ค. 2569 16:26
ผู้ชม 5 คน

ทรัมป์อ้างเอกสารข่าวกรองชุดใหม่กล่าวหาจีนขโมยข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ พร้อมผลักดันกฎหมายคุมการเลือกตั้ง แม้รายงาน ODNI ยังยืนยันว่าไม่มีหลักฐานจีนแทรกแซงผลการเลือกตั้งโดยตรง

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ต่อชาวอเมริกัน โดยอ้างถึงเอกสารข่าวกรองที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยว่า จีนอยู่เบื้องหลังการเข้าถึงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ จนสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาผลักดันกฎหมายบังคับให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงเอกสารยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวด และจำกัดการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ โดย CBS News รายงานว่า ทรัมป์ใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุผลสนับสนุนการปฏิรูประบบเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

ข้อกล่าวหาของทรัมป์ทำให้ประเด็นการแทรกแซงการเลือกตั้งกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งในช่วงที่การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดการครองเสียงข้างมากในรัฐสภา โดยทรัมป์และทีมงานเคยกล่าวหาจีนมาตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563 ว่าเป็นภัยคุกคามหลักต่อการเลือกตั้งของสหรัฐฯ มากกว่ารัสเซีย พร้อมอ้างว่าปักกิ่งต้องการให้โจ ไบเดน ได้รับชัยชนะเพื่อบรรเทาแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าของรัฐบาลทรัมป์

อย่างไรก็ตาม รายงานการประเมินภัยคุกคามจากต่างชาติที่ Office of the Director of National Intelligence (ODNI) เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ระบุด้วยความเชื่อมั่นในระดับสูงว่า จีนไม่ได้ดำเนินปฏิบัติการเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563 โดยหน่วยข่าวกรองประเมินว่า ผู้นำจีนเห็นว่าผลการเลือกตั้งไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะถูกตรวจพบ และเลือกให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มากกว่า

แม้จะมีข้อสรุปดังกล่าว ทรัมป์และพันธมิตรยังคงย้ำข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 ทรัมป์อ้างข้อมูลข่าวกรองที่ระบุว่า จีนเข้าถึงข้อมูลทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 220 ล้านรายการจากหลายรัฐ ซึ่งอาจนำไปใช้วิเคราะห์แนวโน้มความคิดเห็นของประชาชน แต่รายงานข่าวกรองฉบับเดิมของ ODNI ยังคงยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานว่าจีนพยายามเปลี่ยนแปลงผลการลงคะแนนหรือแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง

ฝ่ายจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2563 หัว ชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนในขณะนั้น ระบุว่า ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างของ "การทูตที่เต็มไปด้วยคำโกหก" พร้อมยืนยันว่า จีนไม่มีเจตนาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกิจการภายในของอเมริกา

หัว ชุนอิง ยังกล่าวว่า นักการเมืองบางคนในสหรัฐฯ พยายามนำจีนมาเป็นประเด็นในการหาเสียงเลือกตั้งด้วยการสร้างข้อกล่าวหาและบิดเบือนข้อมูล พร้อมระบุว่า การเมืองภายในของสหรัฐฯ ในขณะนั้นมีความวุ่นวายมากพออยู่แล้ว และจีนไม่ต้องการถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง

ด้านรัฐบาลจีนยังคงยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาล่าสุด โดย หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ว่า ข้อกล่าวหาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ "ไม่มีมูลความจริง" และมีเป้าหมายเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของจีน พร้อมระบุว่า ข้อกล่าวหาลักษณะเดียวกันนี้เคยได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าไม่มีหลักฐานรองรับ ยืนยันว่าจีนยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และไม่เคยมีความสนใจที่จะแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐฯ พร้อมย้อนถามว่า ประเทศใดกันแน่ที่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น ดำเนินการสอดแนมรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วโลกมาเป็นเวลานาน รวมถึงเข้าถึงข้อมูลของประชาชนในต่างประเทศในวงกว้าง

South China Morning Post และ Reuters รายงานว่า ตลอดช่วงการเลือกตั้งปี 2563 จีนย้ำหลายครั้งว่าการเลือกตั้งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องภายในประเทศ และยืนยันว่า ปักกิ่งยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นมาโดยตลอด โดยไม่ได้ให้ความสำคัญว่าผู้สมัครคนใดจะเป็นผู้ชนะ

ในรายงานฉบับเดียวกันของ ODNI ยังระบุว่า รัสเซียพยายามดำเนินปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างประโยชน์ให้ทรัมป์ ขณะที่อิหร่านดำเนินกิจกรรมที่มุ่งบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของทรัมป์ แต่หน่วยข่าวกรองประเมินว่า จีนไม่ได้ก้าวไปสู่การแทรกแซงโครงสร้างของการเลือกตั้งโดยตรง

การนำประเด็นดังกล่าวกลับมาในปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะมีผลต่อดุลอำนาจในรัฐสภา นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การหยิบยกข้อกล่าวหาเรื่องจีนขึ้นมาอีกครั้งมีผลต่อการสร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ที่ยังคงตั้งข้อสงสัยต่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563

ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองหลายคนระบุว่า แม้จีนจะมีศักยภาพในการดำเนินปฏิบัติการสร้างอิทธิพลผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ แต่การประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังเห็นตรงกันว่า ปักกิ่งเลือกหลีกเลี่ยงการแทรกแซงการเลือกตั้งโดยตรง เพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระยะยาวกับสหรัฐฯ

ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ดำเนินมาตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ทั้งมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี และการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ ซึ่งยังคงส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจนถึงปัจจุบัน

การเปิดเผยเอกสารข่าวกรองเพิ่มเติมในปี 2569 ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการตีความข้อมูลภายในรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเอกสารบางส่วนยังคงสอดคล้องกับข้อสรุปของ ODNI เมื่อปี 2564 ขณะที่ทรัมป์เลือกหยิบยกข้อมูลบางประเด็นมาสนับสนุนข้อกล่าวหาของตน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เคยระบุไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำว่า ทรัมป์เคยขอให้จีนช่วยสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้งปี 2563 แต่ทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอด โดยการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569 กลายเป็นอีกเวทีที่ประเด็นด้านความมั่นคง ข่าวกรอง และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงทางการเมืองภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง:  

CBS News: Trump to allege Chinese meddling in U.S. elections in primetime speech, sources say

The Daily Beast: China Didn’t Try to Interfere in 2020 Election, ODNI Report Finds

Newsweek: China Denies Meddling in 2020 Election After U.S. Intelligence Accuses Beijing of Backing Biden  

South China Morning Post: China says it’s not interested in meddling in US election after Donald Trump said Beijing wants him to lose

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สงครามเย็น AI ‘จีน-สหรัฐฯ’ ชิงดำจัดระเบียบโลกใหม่
สงครามเย็น AI ‘จีน-สหรัฐฯ’ ชิงดำจัดระเบียบโลกใหม่