News Logo
หน้าแรก
สงครามเย็น AI ‘จีน-สหรัฐฯ’ ชิงดำจัดระเบียบโลกใหม่

สงครามเย็น AI ‘จีน-สหรัฐฯ’ ชิงดำจัดระเบียบโลกใหม่

17 ก.ค. 2569 15:20
ผู้ชม 13 คน

ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ขั้นสูงสุด จีนและสหรัฐฯ กำลังเปิดศึกหักเหลี่ยมโหดเพื่อขึ้นแท่น "ผู้กำหนดกติกา AI โลก" ผ่านการแย่งชิงห่วงโซ่เทคโนโลยีและชิปขั้นสูง เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องใครจะพัฒนาโมเดลได้ฉลาดกว่ากัน แต่คือการบีบให้อีกซีกโลกต้องพึ่งพาและเดินตามกฎของตน

จีนและสหรัฐฯ กำลังขยายการแข่งขันจากการค้า เซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และความมั่นคง เข้าสู่การช่วงชิงความเป็นผู้นำด้าน ปัญญาประดิษฐ์ อย่างเต็มรูปแบบ โดยการแข่งขันครอบคลุมทั้งการพัฒนาโมเดล ชิป กำลังประมวลผล บุคลากร ตลอดจนแนวทางกำกับดูแลและมาตรฐานการใช้งาน AI ในระดับสากล

การจัดตั้งองค์กรใหม่ที่มีจีนเป็นแกนนำเพิ่มอีกหนึ่งกลไกความร่วมมือด้าน AI ในระดับโลก ท่ามกลางการแข่งขันที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานความปลอดภัย และมาตรการควบคุมการส่งออก ขณะเดียวกัน หลายประเทศยังคงร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐฯ ในขอบเขตที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากนโยบายภายใน ความพร้อมด้านเทคโนโลยี และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนจาก 29 ประเทศลงนามจัดตั้ง World Artificial Intelligence Cooperation Organization หรือ WAICO ที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยมีสถานะเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลและมีสำนักงานใหญ่ในจีน 

เป้าหมายที่ประกาศคือ ส่งเสริมความร่วมมือและการกำกับดูแล AI ให้เกิดประโยชน์ ปลอดภัย และเป็นธรรม การก่อตั้งครั้งนี้ทำให้จีนมีเวทีถาวรสำหรับเสนอระเบียบ AI ที่แข่งขันกับเครือข่ายเดิมซึ่งสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศสมาชิก OECD มีบทบาทสูง

รายชื่อผู้ก่อตั้งที่เปิดเผยแล้วประกอบด้วย จีน รัสเซีย เบลารุส เซอร์เบีย คิวบา บราซิล เวเนซุเอลา คาซัคสถาน ลาว ปากีสถาน และอินโดนีเซีย โดย Reuters รายงานว่าผู้ลงนามทั้งหมดรวมประเทศในแอฟริกา 10 ประเทศและเอเชีย 12 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเผยแพร่รายชื่อครบทั้ง 29 ประเทศในเอกสารสาธารณะอย่างเป็นทางการ

ยุทธศาสตร์จีนวาง “การพัฒนาและอธิปไตยของรัฐ” เป็นแกนหลัก โดยมีลักษณะคล้ายยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ปักกิ่งเร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ผ่านการถ่ายทอดความรู้ การฝึกบุคลากร และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนใช้ฐานความร่วมมือดังกล่าวเพิ่มบทบาทในการกำหนดทิศทาง AI ระดับโลก

นอกจากนี้ จีนยังเสนอให้แต่ละประเทศมีสิทธิวางกฎตามระบบการเมือง ระดับการพัฒนา และเงื่อนไขภายในของตน แนวทางนี้ได้รับความสนใจจากรัฐบาลที่ต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีโดยไม่ผูกติดกับเงื่อนไขด้านการเมือง สิทธิมนุษยชน หรือกฎระเบียบของชาติตะวันตกทั้งหมด

Reuters รายงานว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ใช้การประชุม World Artificial Intelligence Conference ผลักดันโมเดล AI ที่เปิดให้ประเทศและนักพัฒนาดาวน์โหลดไปใช้งานและปรับแต่งต่อได้ พร้อมเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้มากขึ้น จีนยังเตรียมจัดการฝึกอบรมและตั้งศูนย์ความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS อาเซียน ลาตินอเมริกา และ African Union รวมถึงเรียกร้องให้ระบบ AI อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์และมีระบบเตือนภัยเมื่อเกิดความเสี่ยง

จุดแข็งของข้อเสนอจีนคือ โมเดลที่มีต้นทุนต่ำกว่า การนำไปปรับใช้กับภาษาและข้อมูลท้องถิ่นได้ รวมถึงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนจากรัฐ แต่คำว่า “เปิด” ไม่ได้หมายถึงการให้เทคโนโลยีทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัด จีนยังควบคุมข้อมูล เนื้อหา และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง อีกทั้งกำลังพิจารณาป้องกันไม่ให้โมเดลระดับสูงหรือทรัพย์สินทางปัญญาถูกนำออกไปใช้ในต่างประเทศโดยไม่มีการกำกับ 

ฝั่งสหรัฐฯ แผนปฏิบัติการ AI ของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ ต้องรักษาความเป็นผู้นำระดับโลกและทำให้เทคโนโลยีอเมริกันกลายเป็นมาตรฐานหลัก แผนแบ่งเป็นสามด้าน ได้แก่ เร่งนวัตกรรม ลดกฎที่รัฐบาลมองว่าเป็นอุปสรรค สร้างศูนย์ข้อมูลและพลังงานขนาดใหญ่ และใช้การทูตกับมาตรการด้านความมั่นคงเพื่อปกป้องความได้เปรียบของประเทศ

เครื่องมือสำคัญของสหรัฐฯ คือบริษัทเทคโนโลยี เงินทุน ชิปขั้นสูง บริการประมวลผล และมาตรการควบคุมการส่งออก บริษัทอเมริกันครองห่วงโซ่ตั้งแต่การออกแบบชิป ระบบประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ไปจนถึงโมเดลระดับแนวหน้า ขณะที่รัฐบาลจำกัดการส่งเทคโนโลยีบางประเภทไปยังจีนและหน่วยงานที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ยุทธศาสตร์นี้เปิดทางให้พันธมิตรเข้าถึงระบบอเมริกัน แต่คัดกรองคู่แข่งผ่านใบอนุญาตและการตรวจสอบผู้ใช้ปลายทาง

เครือข่ายที่มีแนวทางใกล้กับสหรัฐฯ ประกอบด้วย แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประเทศยุโรปส่วนใหญ่ รวมถึงอินเดีย สิงคโปร์ อิสราเอล และซาอุดีอาระเบีย หลายประเทศเป็นสมาชิก Global Partnership on Artificial Intelligence หรือ GPAI ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญภายใต้กรอบ OECD เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาและกำกับดูแล AI ให้ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และคำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม GPAI เป็นความร่วมมือที่สมาชิกมีสถานะเท่าเทียม ไม่ใช่องค์กรภายใต้คำสั่งของวอชิงตัน

ยุโรปเองไม่ใช่ผู้ตามสหรัฐฯ ทุกด้าน แม้ร่วมมือด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีกับวอชิงตัน แต่สหภาพยุโรปใช้กฎหมาย AI ที่เข้มงวดกว่าสหรัฐฯ โดยควบคุมตามระดับความเสี่ยงและให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐาน ความโปร่งใส และความรับผิดของผู้พัฒนา ยุโรปยังพยายามสร้างศูนย์ประมวลผล ชิป และบริการของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาทั้งบริษัทอเมริกันและจีน จึงอาจถือเป็นขั้วกำกับดูแลที่สามมากกว่าจะอยู่ฝั่งสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์

แผนที่โลกด้าน AI จึงไม่ได้แบ่งด้วยเส้นตรง บราซิลและเซอร์เบียปรากฏในทั้ง WAICO และ GPAI ส่วนอินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ซาอุดีอาระเบีย รวมถึงหลายประเทศในอาเซียน ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ยังร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐฯ ประเทศเหล่านี้อาจใช้ชิปหรือระบบประมวลผลของสหรัฐฯ ควบคู่กับโมเดลต้นทุนต่ำจากจีน และนำกฎของยุโรปหรือสหประชาชาติมาปรับใช้ภายในประเทศ

สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ เหมือนกันคือ ทั้งสองมหาอำนาจต่างต้องการให้เทคโนโลยีและมาตรฐานของตนถูกใช้ทั่วโลก ต่างเร่งลงทุนในชิป ศูนย์ข้อมูล พลังงาน บุคลากร และการทหาร อีกทั้งต่างอ้างความปลอดภัยและความมั่นคงเพื่อควบคุมเทคโนโลยีระดับสูง ไม่มีฝ่ายใดเสนอให้คู่แข่งเข้าถึง AI ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างเสรีทั้งหมด

จากแนวนโยบายที่เผยแพร่ จีนและสหรัฐฯ ใช้เครื่องมือแตกต่างกันในการขยายบทบาทด้าน AI จีนอาศัยภาครัฐ ความร่วมมือระหว่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกอบรม และโมเดลที่เปิดให้นำไปใช้งานหรือปรับแต่งต่อ เพื่อสร้างเครือข่ายกับประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่สหรัฐฯ ใช้ความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี เงินทุน ชิปขั้นสูง ระบบประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ พันธมิตรเดิม และมาตรการควบคุมการส่งออกเป็นฐานสำคัญ ด้านการกำกับดูแล จีนให้น้ำหนักกับอธิปไตยของรัฐ ส่วนเครือข่ายตะวันตกเน้นความปลอดภัย สิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และมาตรฐานร่วมระหว่างประเทศ

การแข่งขันครั้งนี้ครอบคลุมมากกว่าความสามารถของโมเดลหรือจำนวนชิป แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน กติกา และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางหลายชาติที่ยังทำงานกับทั้งสองฝ่ายตามผลประโยชน์ของตนเอง “สงครามเย็น AI” จึงยังไม่ใช่การแบ่งโลกออกเป็นสองฝั่งอย่างเด็ดขาด แต่เป็นการแข่งขันระยะยาวเพื่อกำหนดว่าเทคโนโลยีและมาตรฐานใดจะมีบทบาทต่อระเบียบโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์มากที่สุด

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สถาบันสหรัฐฯเผยโพล ความนิยมจีนแซงมะกันรอบ 20ปี ชี้นโยบายทรัมป์เป็นเหตุ
สถาบันสหรัฐฯเผยโพล ความนิยมจีนแซงมะกันรอบ 20ปี ชี้นโยบายทรัมป์เป็นเหตุ