ไทยเดินหน้ากลยุทธ์ "Calibrated Re-engagement" เปิดช่องพูดคุยกับเมียนมาอีกครั้งหลังเว้นว่างกว่า 5 ปี พร้อมผลักดันให้อาเซียนกำหนด 4 ตัวชี้วัดประเมินความคืบหน้า โดยยก "พัฒนาการเชิงบวกเกี่ยวกับอองซานซูจี" เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญ ขณะที่ไทยประกาศพร้อมทำหน้าที่ "ผู้อำนวยความสะดวก" ไม่ใช่ผู้ไกล่เกลี่ย หากทุกฝ่ายพร้อมเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพ
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสรุปผลการประชุมกับคณะทูต ภายหลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญเกี่ยวกับเมียนมารวม 3 วาระ ภายในช่วง 12-14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในการแถลงครั้งนี้ นายสีหศักดิ์ชี้แจงแนวทางที่ไทยกำลังขับเคลื่อนต่อสถานการณ์เมียนมา ทั้งการเดินหน้านโยบาย "Calibrated Re-engagement" การผลักดันให้ผู้แทนพิเศษอาเซียนเข้าถึง นางอองซานซูจี และการกำหนด "4 ตัวชี้วัด" ร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อใช้ประเมินความคืบหน้าของสถานการณ์เมียนมาในระยะต่อไป
นายสีหศักดิ์ระบุว่า การประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายของไทยที่เรียกว่า "Calibrated Re-engagement" หรือการกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหาหนทางสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ และนำเมียนมากลับเข้าสู่การมีส่วนร่วมกับอาเซียนอีกครั้ง หลังจากทั้งสองฝ่ายไม่ได้พบหารือในลักษณะดังกล่าวมานานถึง 5 ปี นับตั้งแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาและอาเซียนมีฉันทามติ 5 ข้อ
อย่างไรก็ตาม นายสีหศักดิ์ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่การเปิดความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว แต่เป็น "Two-way Street" หรือการเดินไปพร้อมกันทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ อาเซียนต้องรับฟังความคืบหน้าจากฝ่ายเมียนมา ขณะที่เมียนมาต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียนภายใต้ฉันทามติ 5 ข้อ โดยเฉพาะการลดความรุนแรง การเดินหน้ากระบวนการพูดคุยอย่างน่าเชื่อถือ และการขยายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ
รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงสถานการณ์ล่าสุดภายในประเทศ ความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ การดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงชายแดน รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ก่อนที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจะประชุมหารือกันเป็นการภายใน เพื่อประเมินข้อมูลที่ได้รับและกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป
ผลจากการหารือดังกล่าว อาเซียนเห็นพ้องกันว่า จำเป็นต้องมีตัวชี้วัดสำหรับประเมินความคืบหน้าของสถานการณ์ในเมียนมาอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดไว้ 4 ด้าน ได้แก่
การขยายพื้นที่สำหรับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะผ่านกลไกของอาเซียน
การลดความรุนแรงโดยเฉพาะต่อพลเรือน
การเดินหน้ากระบวนการสันติภาพผ่านการพูดคุยที่น่าเชื่อถือและครอบคลุมทุกภาคส่วน
การสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่เอื้อต่อการเจรจาและการปรองดองแห่งชาติ
สำหรับตัวชี้วัดข้อสุดท้าย นายสีหศักดิ์ระบุว่า ครอบคลุมทั้งการปล่อยตัวนักโทษการเมืองเพิ่มเติม และ "พัฒนาการในทางบวกเกี่ยวกับนางอองซานซูจี" ซึ่งถือเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หลังจากรับฟังคำชี้แจงจากฝ่ายเมียนมา
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ระหว่างการประชุม รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมายืนยันต่อรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนว่า นางอองซานซูจีได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพ แต่ฝ่ายอาเซียนเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวยังจำเป็นต้องได้รับการยืนยันโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ ไทยและอาเซียนจึงได้ร้องขออย่างเป็นทางการให้รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ผู้แทนพิเศษอาเซียนด้านเมียนมา สามารถเข้าถึงและพบกับนางอองซานซูจีได้ระหว่างการเยือนเมียนมาในภารกิจด้านมนุษยธรรม ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนนี้
นายสีหศักดิ์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ไทยได้หยิบยกประเด็นอองซานซูจีมาต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเดินทางเยือนเมียนมาในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศคนแรกที่เดินทางไปพบ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา โดยในครั้งนั้นได้แจ้งว่าประเด็นอองซานซูจีเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกให้ความสนใจอย่างมาก ขณะที่ฝ่ายเมียนมาเคยแจ้งว่า จะมีการตัดสินใจสำคัญในทางบวกเกี่ยวกับอองซานซูจี ก่อนที่จะมีการย้ายตัวจากเรือนจำไปยังบ้านพักในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม นายสีหศักดิ์ระบุว่า สิ่งที่อาเซียนต้องการในระยะนี้ ไม่ใช่เพียงการรับทราบคำยืนยันจากรัฐบาลเมียนมา แต่ต้องการให้เกิดการเข้าถึงนางอองซานซูจีโดยผู้แทนพิเศษอาเซียน เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และสุขภาพ ซึ่งไทยได้แจ้งความประสงค์ดังกล่าวต่อฝ่ายเมียนมาแล้ว และฝ่ายเมียนมารับเรื่องกลับไปพิจารณา
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดจะไม่ใช่การประชุมเพียงครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด แต่จะเป็นกระบวนการต่อเนื่อง โดยอาเซียนจะใช้ตัวชี้วัดทั้ง 4 ข้อเป็นเกณฑ์ติดตามความคืบหน้า และจะมีการหารือเชิงลึกเพิ่มเติมในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงมะนิลา ก่อนนำไปสู่การพิจารณาในระดับผู้นำอาเซียนช่วงเดือนพฤศจิกายน
ในส่วนของกระบวนการสันติภาพ ไทยยังเป็นเจ้าภาพจัดการหารือแยกกับคณะผู้แทนคณะกรรมการเจรจาสันติภาพแห่งชาติของรัฐบาลเมียนมา (NSPNC) และผู้แทนองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์หลัก 6 กลุ่ม โดยทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้พบกันโดยตรง แต่ไทยและผู้แทนพิเศษอาเซียนทำหน้าที่รับฟังจุดยืนของแต่ละฝ่ายและถ่ายทอดข้อมูลระหว่างกัน เพื่อค้นหาจุดร่วมที่อาจนำไปสู่การเปิดการเจรจาในอนาคต
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จากการหารือ ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า "ชัยชนะทางการทหาร" น่าจะเป็นเรื่องยาก และถึงเวลาที่จะต้องหันมาใช้การพูดคุย แต่ยังมีประเด็นที่ต้องตกลงกันอีกมาก ทั้งรูปแบบการเจรจา สถานที่ และขั้นตอนการเริ่มต้น โดยในระยะนี้อาจเป็นเพียง "การพูดคุยเพื่อกำหนดกระบวนการพูดคุย" ก่อนจะเข้าสู่การหารือเชิงสาระในอนาคต
ประเทศไทยจึงเสนอตัวเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) ไม่ใช่ผู้ไกล่เกลี่ย โดยพร้อมจัดสถานที่และอำนวยความสะดวก หากทุกฝ่ายพร้อมกลับมาเจรจา นายสีหศักดิ์ย้ำว่า การพูดคุยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายมีความพร้อม และในระยะแรกอาจเริ่มจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยก่อน
นอกจากประเด็นการเมืองภายในเมียนมา นายสีหศักดิ์ยังเปิดเผยว่า การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม มุ่งเน้นการหารือความร่วมมือทวิภาคี โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน การค้าชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายสแกม ยาเสพติด ตลอดจนปัญหามลพิษทางน้ำและอากาศ ซึ่งไทยเสนอให้ตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคโดยเร็ว และมีแนวคิดลงพื้นที่ชายแดนร่วมกันในอนาคต
นายสีหศักดิ์กล่าวย้ำว่า นโยบายของไทยต่อเมียนมายังคงยึดแนวทาง Dual Track Approach หรือการดำเนินการควบคู่กัน 2 ด้าน ได้แก่ การรักษาความร่วมมือทวิภาคีในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจำเป็นต้องประสานงานกันในประเด็นชายแดนและความมั่นคงเป็นประจำ และอีกด้านคือการยึดมั่นต่อฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน พร้อมผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์ที่สามารถนำฉันทามติดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติจริง โดยไทยเห็นว่า แม้เมียนมาจะจัดการเลือกตั้งไปแล้วและมีความเห็นแตกต่างกันต่อผลการเลือกตั้ง แต่สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการผลักดันให้กระบวนการสันติภาพและการเจรจาที่น่าเชื่อถือเดินหน้าต่อไป เพื่อมุ่งสู่สันติภาพและเสถียรภาพของเมียนมา
หลังจากอาเซียนและเมียนมาเริ่มกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ขั้นตอนต่อไปจะอยู่ที่การติดตามความคืบหน้าตามตัวชี้วัดทั้ง 4 ข้อที่อาเซียนกำหนดไว้ โดยเฉพาะการขยายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การลดความรุนแรง การเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ และพัฒนาการในทางบวกเกี่ยวกับนางอองซานซูจี ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญในการหารือของอาเซียนก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนนี้
สำหรับนางอองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา วัย 81 ปี ถูกควบคุมตัวภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และถูกดำเนินคดีหลายข้อหา ขณะที่อาเซียนรับรองฉันทามติ 5 ข้อ ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งประกอบด้วยการยุติความรุนแรง การเปิดการเจรจาระหว่างทุกฝ่าย การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษอาเซียน การอำนวยความสะดวกด้านความช่วยเหลือมนุษยธรรม และการให้ผู้แทนพิเศษอาเซียนเดินทางเยือนเมียนมาเพื่อพบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยในการหารือครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยังได้ร่วมกันกำหนด 4 ตัวชี้วัด สำหรับใช้ติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์เมียนมาต่อไป

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสรุปผลการหารือกับคณะทูต




