ทรัมป์ต่อสายตรงด่าเนทันยาฮูอย่างรุนแรง หลังอิสราเอลเดินหน้าปฏิบัติการในเลบานอน หวั่นกระทบแผนเจรจาอิหร่านและเพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลบนเวทีโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีการสนทนาทางโทรศัพท์ที่ตึงเครียดกับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังอิสราเอลเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการผลักดันการเจรจากับอิหร่าน
Axios รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 ราย และแหล่งข่าวที่ได้รับข้อมูลจากการหารือ ระบุว่า ทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการดำเนินการของอิสราเอล พร้อมใช้ถ้อยคำรุนแรงเรียกเนทันยาฮูว่า “บ้าไปแล้ว” (You're f***ing crazy.) และถามว่า “กำลังทำอะไรกันแน่” (What the f**k are you doing?) โดยทรัมป์เตือนว่าการโจมตีกรุงเบรุตจะยิ่งทำให้อิสราเอลถูกกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ และอาจกระทบต่อความพยายามเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่
Axios รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวสหรัฐฯ ว่า ทรัมป์กล่าวหาเนทันยาฮูว่า ไม่สำนึกบุญคุณ และบอกว่าเคยช่วยให้ผู้นำอิสราเอลไม่ต้องติดคุก แต่ทรัมป์ยืนยันต่อสาธารณะเพียงว่าได้เรียกเนทันยาฮูว่า บ้าไปแล้ว โดยไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องความไม่สำนึกบุญคุณ
ต่อมาในการให้สัมภาษณ์รายการ Pod Force One กับ มิแรนดา ดีไวน์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ทรัมป์ยอมรับว่าได้พูดคุยกับเนทันยาฮูจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่ในอารมณ์โกรธ โดยกล่าวว่า ตนเพียงรู้สึกไม่สบายใจกับการสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเลบานอน และได้บอกกับผู้นำอิสราเอลว่า “บีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) เราต้องหยุดเรื่องนี้ได้แล้ว” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดีและสามารถทำงานร่วมกันได้
Reuters และ BBC รายงานว่า การสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังอิหร่านส่งสัญญาณว่าอาจถอนตัวจากการเจรจาหากอิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนต่อไป โดยเฉพาะแผนโจมตีพื้นที่ชานกรุงเบรุตเพื่อตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่ทรัมป์ได้โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า อิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์เห็นพ้องที่จะลดระดับความรุนแรงลง และไม่มีปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอลในกรุงเบรุต
ด้านเนทันยาฮูตอบโต้ต่อรายงานดังกล่าวด้วยท่าทีระมัดระวัง โดยระบุว่าความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างสองฝ่ายเป็นเพียงความแตกต่างด้านยุทธวิธีเท่านั้น ขณะที่เป้าหมายหลักยังคงสอดคล้องกัน โดยเฉพาะการรับมือกับอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน
สื่อต่างประเทศหลายแห่งมองว่าความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางที่แตกต่างกันของผู้นำทั้งสองประเทศ โดยทรัมป์ต้องการลดระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพื่อเปิดทางสู่การเจรจากับอิหร่าน ทั้งในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เนทันยาฮูยังให้ความสำคัญกับการใช้มาตรการทางทหารเพื่อรับประกันความมั่นคงของอิสราเอลในระยะยาว
NPR และ Al Jazeera รายงานว่า แม้ทรัมป์จะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สนับสนุนอิสราเอลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ในสมัยการดำรงตำแหน่งวาระที่สองซึ่งเริ่มต้นในปี 2568 ความเห็นต่างระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮูเริ่มปรากฏชัดมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งในฉนวนกาซา เลบานอน และอิหร่าน
ขณะที่ The Soufan Center รายงานเมื่อช่วงปลายปี 2568 ว่า เนทันยาฮูยังคงยึดแนวทางการใช้กำลังทางทหารเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคง ส่วนรัฐบาลทรัมป์ต้องการใช้การเจรจาและข้อตกลงทางการทูตมากกว่า ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันในหลายประเด็นตลอดช่วงที่ผ่านมา
แม้จะเกิดเหตุปะทะคารมกันอย่างเปิดเผย แต่ Reuters ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป โดยเนทันยาฮูเดินทางเยือนมาร์อาลาโกหลายครั้งในช่วงปี 2568-2569 และทั้งสองฝ่ายเคยประสานงานร่วมกันในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านมาแล้วก่อนหน้านี้
นักวิเคราะห์มองว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจส่งผลต่อการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ เนทันยาฮูเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองภายในอิสราเอลที่เห็นว่ามีการให้ความสำคัญกับท่าทีของสหรัฐฯ มากเกินไป ขณะที่ทรัมป์ต้องคำนึงถึงฐานเสียงภายในประเทศซึ่งจำนวนมากสนับสนุนอิสราเอลอย่างแข็งขัน
แม้จะมีข้อตกลงลดความรุนแรงเกิดขึ้น แต่สถานการณ์ในเลบานอนยังคงเปราะบาง โดยยังมีรายงานการโจมตีทางอากาศและปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศเป็นระยะ ขณะที่อิหร่านยังใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยต่อรองในการเจรจากับสหรัฐฯ
ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูเริ่มแน่นแฟ้นตั้งแต่การดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ระหว่างปี 2560-2564 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ ย้ายสถานเอกอัครราชทูตไปยังนครเยรูซาเล็ม รับรองอธิปไตยของอิสราเอลเหนือที่ราบสูงโกลัน และเสนอแผนสันติภาพตะวันออกกลางที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิสราเอล
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เคยเผชิญช่วงตึงเครียดในปี 2564 ก่อนจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้งหลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2567
สำหรับการสนทนาเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 หลายฝ่ายมองว่าเป็นความขัดแย้งที่เปิดเผยต่อสาธารณะรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งระหว่างผู้นำทั้งสอง แต่ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และอิสราเอลยังยืนยันว่าความเห็นต่างดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ในภาพรวม
ท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน สหรัฐฯ ยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนพันธมิตรสำคัญอย่างอิสราเอลกับการผลักดันเป้าหมายทางการทูตในภูมิภาค ขณะที่อิสราเอลยังคงเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติต่อการดำเนินปฏิบัติการทางทหารในหลายพื้นที่ของภูมิภาคตะวันออกกลาง
อ้างอิง:




