เปิดใจ 'โจน มอนฟอร์ต' ช่างภาพผู้ลั่นชัตเตอร์ประวัติศาสตร์ เมสซีอาบน้ำลามีน ยามาล ในวัยทารก พร้อมความรู้สึกสุดบีบหัวใจในฐานะแฟนบาร์ซา เมื่อเด็กน้อยในวันนั้นกำลังจะเผชิญหน้ากับตำนานลูกหนัง ในนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้!
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ได้เดินทางมาถึงนัดสุดท้าย การพบกันระหว่างอาร์เจนตินากับสเปนได้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนทั่วโลก และหนึ่งสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงก็คือ ภาพถ่ายระหว่าง ‘ลิโอเนล เมสซี’ ตำนานแห่งโลกลูกหนังที่กำลังอาบน้ำให้กับ ‘ลามีน ยามาล’ เด็กหนุ่มอนาคตไกลของสเปนในวัยทารก และทันทีที่ทีมชาติทั้งสองได้โคจรมาพบกันในนัดชิงชนะเลิศ ภาพนี้ก็ได้กลับมาเป็นไวรัลอีกครั้ง
ย้อนกลับไปในปี 2007 ที่มาของภาพนี้เกิดจากการถ่ายแบบการกุศลระหว่างสโมสรบาร์เซโลนากับยูนิเซฟ (UNICEF) ซึ่งภาพถ่ายเหล่านี้จะถูกนำไปจัดทำเป็นปฏิทิน โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปมอบให้กับโครงการของยูนิเซฟ เพื่อใช้ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กทั่วโลก
โดยหนังสือพิมพ์สปอร์ต (Sport) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของกาตาลัน ได้ร่วมกับยูนิเซฟเพื่อจัดกิจกรรมสุ่มชิงโชค ให้ผู้ที่โชคดีได้เข้ามาถ่ายรูปร่วมกับนักเตะของบาร์เซโลนา และแน่นอนว่าผู้ที่ชนะรางวัลในครั้งนั้นก็คือ พ่อแม่ของลามีน ยามาล
ในตอนนั้นลามีนมีอายุได้เพียง 5 เดือน เขาเป็นลูกชายของ มูเนียร์ นาสราอุย ผู้เป็นพ่อซึ่งเกิดที่โมร็อกโก และ เชิยลา เอบานา ผู้เป็นแม่จากอิเควทอเรียลกินี ซึ่งทั้งคู่ได้พบรักกันและย้ายมาตั้งรกรากที่แคว้นกาตาลุญญา ภาพถ่ายดังกล่าวเกิดขึ้นในห้องแต่งตัวทีมเยือน ณ สนามคัมป์ นู และผู้ที่ลั่นชัตเตอร์ภาพประวัติศาสตร์นี้ก็คือ ‘โจน มอนฟอร์ต’ ช่างภาพชาวกาตาลัน
ภาพเหล่านี้ได้กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งเมื่อ 2 ปีก่อน ในตอนที่ลามีนกลายเป็นกำลังสำคัญที่พาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ยูโรในปี 2024 ไปครองได้สำเร็จ โดยพ่อของลามีนได้โพสต์ภาพดังกล่าวพร้อมระบุข้อความว่า “จุดเริ่มต้นของ 2 ตำนาน” ซึ่งเป็นภาพที่เมสซีกำลังโอบอุ้มลามีนในวัยทารก โดยไม่มีใครรู้เลยว่าวันหนึ่งเขาจะเจริญรอยตามเส้นทางของการเป็นตำนานนักเตะเช่นเดียวกับเมสซี และที่สำคัญคือพวกเขากำลังจะได้เผชิญหน้ากันในสนามเมตไลฟ์ สเตเดียม ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าแม้แต่ตัวเมสซีเองก็คงคิดไม่ถึงเช่นกัน
มอนฟอร์ตในฐานะช่างภาพได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศโดยระบุว่า เขาไม่เคยรู้เลยว่าเด็กคนนั้นคือลามีน จนกระทั่งเพื่อนของเขาโทรมาบอกในปี 2024 ทั้งยังเปิดเผยต่อว่า เมสซีเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างเก็บตัวและขี้อาย ในวันนั้นทันทีที่เขาเดินเข้ามาเจอเด็กทารกตัวเล็กๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีและทำตัวไม่ถูก แต่เมสซีก็มีความเป็นมืออาชีพและพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ประกอบกับลามีนเป็นเด็กอารมณ์ดีและยิ้มง่าย ซึ่งแม่ของลามีนก็คอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด โดยในตอนนั้นเธอเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน แต่พวกเขาน่ารักและร่วมงานด้วยง่ายมากๆ
“มันคือปาฏิหาริย์แห่งโชคชะตาที่แท้จริง” มอนฟอร์ตระบุ
นอกจากนี้ มอนฟอร์ตยังระบุด้วยว่า ในฐานะแฟนบอลบาร์เซโลนา เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกแบ่งออกเป็น 2 เสี่ยงกับการโคจรมาพบกันของทั้ง 2 ทีมชาตินี้ ซึ่งเขามองว่าสำหรับเมสซีแล้ว หากสามารถปิดฉากอาชีพค้าแข้งด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ย่อมเป็นตอนจบที่สมบูรณ์แบบและสวยงามที่สุด ขณะที่ลามีนเองยังคงมีเวลาอีกมากมายเมื่อเทียบกับอายุของเขา แต่ทว่าฟอร์มการเล่นของสเปนในตอนนี้กำลังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง และหากพวกเขาสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลเช่นกัน ทั้งนี้ บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก “รักพี่เสียดายน้อง” ในฐานะช่างภาพคนสำคัญ ผู้เคยมีช่วงเวลาและความทรงจำอันแสนวิเศษร่วมกับยอดนักเตะทั้ง 2 คน
อย่างไรก็ดี การพบกันในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ระหว่างทีมชาติสเปนกับอาร์เจนตินา ถือเป็นการโคจรมาพบกันเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ปี 1966 ซึ่งในตอนนั้นเป็นการพบกันในรอบแบ่งกลุ่ม โดยเป็นทางฝั่งอาร์เจนตินาที่สามารถคว้าชัยชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-1 ประตู ซึ่งการกลับมาพบกันในครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวอันแสนสวยงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลุ้นแชมป์โลกสมัยที่ 2 ของเมสซี หรือการเผชิญหน้าระหว่างอนาคตอันเจิดจรัสของสเปนกับตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของอาร์เจนตินา ซึ่งผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น คงต้องรอติดตามกันต่อไป
อ้างอิง




