ทรัมป์ลงนามคำสั่งจำกัดสัญชาติโดยกำเนิดในบางกรณี เดินหน้าสกัดการเดินทางเข้าคลอดบุตรในสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ตามเวลาไทย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับที่ทำเนียบขาว เพื่อจำกัดการรับรองสัญชาติสหรัฐโดยกำเนิดสำหรับเด็กบางกลุ่มที่เกิดในสหรัฐอเมริกา และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติการเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรโดยมีเป้าหมายให้บุตรได้รับสัญชาติอเมริกัน หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับก่อนหน้าที่มีขอบเขตกว้างกว่า
ข้อมูลจากเอกสารของทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งทั้ง 2 ฉบับใช้ชื่อว่า Continuing to Protect the Meaning and Value of American Citizenship และ Ending Birth Tourism โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดในคดี Trump v. Barbara และระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความหมายและคุณค่าของสัญชาติสหรัฐภายใต้ข้อยกเว้นที่ศาลยอมรับไว้
ตามเอกสารของทำเนียบขาว คำสั่งฉบับแรกกำหนดนโยบายให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางไม่ออกเอกสารรับรองสัญชาติสหรัฐ หรือรับรองเอกสารจากรัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่นที่อ้างว่าบุคคลมีสัญชาติสหรัฐโดยกำเนิด หากบิดามารดาไม่ได้เป็นพลเมืองสหรัฐและเข้าเงื่อนไขบางประการ ได้แก่ เป็นศัตรูของรัฐตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงสมาชิกองค์กรก่อการร้ายต่างชาติที่ถูกกำหนดตามกฎหมาย หรือบุคคลที่ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ก่อการร้ายระดับโลก รวมถึงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ เช่น นักการทูต เจ้าหน้าที่สถานทูตหรือสถานกงสุล เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศที่ได้รับเอกสิทธิ์ความคุ้มกัน
นอกจากนี้ คำสั่งยังครอบคลุมกรณีที่บิดามารดามีส่วนร่วมในธุรกรรมเชิงพาณิชย์เพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติโดยกำเนิด หรือกระทำการฉ้อฉลเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติ รวมถึงการจัดให้มารดาเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตร หรือการใช้บริการอุ้มบุญในสหรัฐเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติ ตลอดจนผู้ที่เกิดในดินแดนหรือน่านน้ำของสหรัฐที่ไม่มีกฎหมายของรัฐบาลกลางกำหนดให้ได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติ
รายงานของ Reuters ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลสูงสุดสหรัฐมีมติ 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ว่า คำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนามเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ซึ่งพยายามตัดสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดของเด็กที่เกิดจากบิดามารดาซึ่งอยู่ในสหรัฐโดยผิดกฎหมายหรือถือวีซ่าชั่วคราว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลยืนยันว่าบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 คุ้มครองสิทธิการได้รับสัญชาติของผู้ที่เกิดในสหรัฐ เว้นแต่จะอยู่ในข้อยกเว้นที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน
ส่วนคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับที่ 2 มอบอำนาจตามมาตรา 215(A) ของกฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ดำเนินมาตรการยุติการเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตร โดยเอกสารของทำเนียบขาวให้นิยามว่าเป็นการที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐด้วยวีซ่าชั่วคราวเพื่อคลอดบุตร หรือการอำนวยความสะดวกให้ผู้อื่นเดินทางเข้าประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว
เอกสารคำสั่งระบุว่า รัฐมนตรีทั้งสองสามารถปฏิเสธการออกวีซ่าหรือเอกสารการเดินทาง ป้องกันการเดินทางเข้าสหรัฐ เพิกถอนวีซ่าและเอกสารการเดินทาง รวมถึงสั่งห้ามเข้าประเทศเป็นการถาวรสำหรับผู้ที่เดินทางหรือพยายามเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติ
นอกจากนี้ยังสามารถปฏิเสธการเข้าประเทศหรือดำเนินการผลักดันออกนอกประเทศต่อผู้ที่มีส่วนร่วมหรือวางแผนมีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว รวมทั้งดำเนินมาตรการกับบุคคล องค์กร หรือนิติบุคคลทั้งในและนอกสหรัฐที่อำนวยความสะดวกให้เกิดการเดินทางในลักษณะดังกล่าว โดยเปิดช่องให้มีข้อยกเว้นในกรณีด้านมนุษยธรรมหรือเมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
ระหว่างพิธีลงนามในห้องทำงานรูปไข่ ทรัมป์กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดว่าเป็น "คำตัดสินที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง" พร้อมระบุว่า "มีคนสร้างธุรกิจจากการเดินทางมาคลอดบุตร นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น และเป็นเรื่องน่าอับอาย ผู้คนกำลังใช้เงินซื้อทางเข้าสหรัฐ และเราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น" ขณะที่ สตีเฟน มิลเลอร์ ผู้ช่วยพิเศษประธานาธิบดี กล่าวว่า "นับตั้งแต่ลงนามคำสั่งฉบับนี้ การเดินทางเข้าประเทศเพื่อคลอดบุตรถือเป็นสิ่งต้องห้าม"
ข้อมูลจาก Center for Immigration Studies ซึ่งสนับสนุนนโยบายจำกัดการเข้าเมือง ระบุว่า ในช่วงปี 2559-2560 มีสตรีมีครรภ์ประมาณ 20,000-25,000 คนเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตร ขณะที่ Reuters รายงานว่า ในปี 2568 มีเด็กเกิดในสหรัฐประมาณ 3.6 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลทางการที่ระบุจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศเพื่อคลอดบุตรโดยเฉพาะ หรือภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียภาษี
รายงานของ JURIST ระบุว่า คำสั่งฉบับใหม่มีขอบเขตแคบกว่าคำสั่งปี 2568 โดยมุ่งใช้ข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์ที่ศาลสูงสุดยอมรับในคดี Barbara และขยายการตีความข้อยกเว้นดังกล่าวตามแนวทางของฝ่ายบริหาร ขณะที่ American Civil Liberties Union หรือ ACLU คาดว่าคำสั่งดังกล่าวมีแนวโน้มถูกท้าทายในศาลอีกครั้ง
ด้าน UnidosUS ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ด้านสิทธิผู้อพยพ ระบุว่า "เมื่อเพียง 5 สัปดาห์ก่อน ศาลสูงสุดยืนยันอย่างชัดเจนว่า สิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดไม่ใช่สิ่งที่ประธานาธิบดีจะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการ แต่เป็นหลักประกันตามรัฐธรรมนูญที่ดำรงอยู่มากกว่า 150 ปี คำสั่งฝ่ายบริหารในวันนี้เป็นเพียงความพยายามหลีกเลี่ยงคำวินิจฉัยดังกล่าว"
เอกสารข้อเท็จจริงของทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งทั้ง 2 ฉบับมีเป้าหมายรักษาความน่าเชื่อถือของระบบตรวจคนเข้าเมือง โดยป้องกันผู้ที่ใช้วีซ่าชั่วคราวเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติสหรัฐ และระบุว่าฝ่ายบริหารได้ดำเนินมาตรการด้านการเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง เช่น การผลักดันชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศโดยผิดกฎหมายมากกว่า 3 ล้านคน และการยื่นฟ้องเพิกถอนสัญชาติผู้ที่ได้สัญชาติโดยการฉ้อฉล 88 ราย
ทั้งนี้ คำสั่งฉบับใหม่จะใช้กับเด็กที่เกิดในอนาคตเท่านั้น และครอบคลุมเด็กที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ บุคคลที่ถูกจัดเป็นศัตรูของรัฐหรือสมาชิกองค์กรก่อการร้าย เด็กที่เกิดจากธุรกรรมเชิงพาณิชย์เพื่อให้ได้รับสัญชาติโดยกำเนิด รวมถึงกรณีอุ้มบุญ และเด็กที่เกิดในดินแดนของสหรัฐที่ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติ ซึ่งบางกรณีอาจต้องอาศัยการแก้ไขกฎหมายโดยรัฐสภา
คำสั่งฉบับใหม่นี้ยังมีแนวโน้มเผชิญความท้าทายทางกฎหมาย เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจำนวนหนึ่งเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าคำสั่งดังกล่าวจะสามารถบังคับใช้ได้ภายใต้คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายบริหารยืนยันว่าคำสั่งนี้อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์ที่ศาลเคยรับรองไว้ เช่น กรณีบุตรของนักการทูตต่างประเทศหรือผู้ที่อยู่ภายใต้กองกำลังยึดครองของศัตรู
สำหรับคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อปี 2568 ซึ่งถูกศาลสูงสุดยกเลิกนั้น กำหนดให้หน่วยงานของรัฐไม่รับรองสัญชาติแก่เด็กที่เกิดหลังจากคำสั่งมีผลใช้บังคับ หากมารดาอยู่ในสหรัฐโดยผิดกฎหมายและบิดาไม่ได้เป็นพลเมืองหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวร หรือกรณีมารดาอยู่ในสหรัฐด้วยวีซ่าชั่วคราว เช่น วีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน หรือวีซ่าท่องเที่ยว และบิดาไม่ได้เป็นพลเมืองหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวร
บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งที่ 14 ระบุว่า บุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐ และอยู่ภายใต้อำนาจศาลของสหรัฐ ย่อมเป็นพลเมืองของสหรัฐและของรัฐที่พำนักอยู่ โดยศาลสูงสุดได้ตีความบทบัญญัตินี้อย่างกว้างขวางมาตั้งแต่คดี United States v. Wong Kim Ark เมื่อปี 2441 และยืนยันหลักการดังกล่าวอีกครั้งในคดีล่าสุด พร้อมยอมรับข้อยกเว้นเพียงบางกรณี เช่น บุตรของนักการทูตต่างประเทศหรือผู้ที่อยู่ภายใต้กองกำลังยึดครองของศัตรู
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเรียกร้องให้รัฐสภาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติโดยกำเนิดภายหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสุด แต่ท้ายที่สุดเลือกใช้คำสั่งฝ่ายบริหารแทน ซึ่งยังมีสถานะเป็นนโยบายของฝ่ายบริหารและอาจต้องผ่านการพิจารณาของศาลอีกครั้งในระยะต่อไป
อ้างอิง:




