ต้นทุนสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านพุ่งแตะ 47,100 ล้านดอลลาร์ หลังการสู้รบยืดเยื้อเกือบ 8 เดือน เพิ่มขึ้นกว่า 25% จากประมาณการเดือนกรกฎาคม โดยกว่า 60% เป็นค่าใช้จ่ายในการทดแทนกระสุนและขีปนาวุธที่ใช้ไป ขณะที่สหรัฐฯ ยังต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูยุทโธปกรณ์และซ่อมแซมฐานทัพที่เสียหาย
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รายงานต้นทุนสงครามกับอิหร่านล่าสุด พบว่าค่าใช้จ่ายสะสม ณ วันที่ 16 ตุลาคม พุ่งสูงถึง 47,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท) หลังสงครามดำเนินมาแล้ว 230 วัน เพิ่มขึ้นกว่า 25% จากประมาณการเมื่อเดือนกรกฎาคม แม้การปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่จะชะลอตัวลงแล้วก็ตาม โดยข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดย U.S. Central Command และส่งให้สมาชิกสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เพนตากอนยังไม่มีการเผยแพร่รายละเอียดข้อมูลดังกล่าวออกมาอย่างเป็นทางการ
สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพ ระบบขีปนาวุธ และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน ก่อนถูกตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ต่อมาวันที่ 7 เมษายน ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง และลงนามบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน แต่การสู้รบกลับมารุนแรงอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม ก่อนข้อตกลงสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคมโดยยังไม่สามารถยุติสงครามได้
แม้การสู้รบจะลดระดับลง แต่ต้นทุนสงครามยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เคยประเมินค่าใช้จ่ายในเดือนกรกฎาคมไว้ที่ 37,500 ล้านดอลลาร์ ก่อนเพิ่มเป็น 43,600 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 3 กันยายน และ 47,100 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 16 ตุลาคม หรือเพิ่มขึ้นถึง 3,500 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์
สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่าย CBS News รายงานว่า เงินประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 60% ของต้นทุนทั้งหมด เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหากระสุน ระเบิด ขีปนาวุธ และอาวุธชนิดอื่นมาทดแทนที่ถูกใช้ไประหว่างสงคราม ขณะที่อีกประมาณ 11,900 ล้านดอลลาร์เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการดำเนินปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงการสนับสนุนกำลังพล ส่วนอีก 6,100 ล้านดอลลาร์เป็นค่าใช้จ่ายในการทดแทนยุทโธปกรณ์ที่สูญเสียหรือเสียหาย เช่น เครื่องบินรบและอากาศยานไร้คนขับ
ด้าน USA Today รายงานว่า กองทัพอากาศสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการสูงที่สุดประมาณ 7,600 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยกองทัพบก 2,100 ล้านดอลลาร์ และกองทัพเรือ 1,500 ล้านดอลลาร์ โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมอยู่ในต้นทุนสงครามทั้งหมด 47,100 ล้านดอลลาร์แล้ว ขณะที่ U.S. Central Command ระบุว่า มีทหารสหรัฐฯ มากกว่า 50,000 นายถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในตะวันออกกลางนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
ผลกระทบสำคัญอีกประการหนึ่งคือปริมาณอาวุธสำรองของสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดย USA Today ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นในระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตไปแล้วประมาณ 65% ของคลังสำรอง ส่งผลต่อความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางทหารในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอินโดแปซิฟิก ขณะที่รายงานของผู้ตรวจราชการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายน ระบุว่าการใช้กระสุนจำนวนมากทำให้อาวุธสำรองสำคัญบางประเภทขาดแคลน และพบข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตอาวุธทดแทน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุน 47,100 ล้านดอลลาร์ยังไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดจากสงคราม โดย Reuters และ CBS News ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฐานทัพและสิ่งปลูกสร้างของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับของอิหร่าน ทำให้ยอดรวมอาจสูงขึ้นอีกเมื่อมีการประเมินความเสียหายครบถ้วน
ขณะเดียวกัน Congressional Budget Office ประเมินไว้เมื่อเดือนกันยายนว่า หากสงครามยังดำเนินต่อไป สหรัฐฯ อาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยเฉพาะการจัดหาขีปนาวุธสกัดกั้นเพื่อป้องกันการโจมตีจากอิหร่าน และค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นอีกหากทั้งสองฝ่ายกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอย่างรุนแรง
รัฐบาลของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้เสนอขออนุมัติงบประมาณทางทหารเพิ่มเติมจากสภาคองเกรสเป็นเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินสงครามและจัดหาอาวุธทดแทน แต่คำของบประมาณดังกล่าวยังไม่ได้รับความเห็นชอบ ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายอย่างครบถ้วนมากขึ้น
อ้างอิง:




