คดีกล่าวหา นายสุปรีชา หรือ นิติธร แสนศรี อดีตพนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และพวก 1 ราย คือ นายทวีศักดิ์ แสงนาค เรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการช่วยเหลือทางด้านคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157 และ มาตรา 164 ประกอบ ม.86 และ ม.91 พ.ร.ป. พ.ศ. 2561 ม.172, 173 ประกอบ ปอ.ม.86 และ ม.180 ประกอบ ม.183 และ ปอ.ม.91
ก่อนที่เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จะมีคำพิพากษาว่า นายสุปรีชา หรือ นิติธร แสนศรี จำเลยที่ 1 และนายทวีศักดิ์ แสงนาค จำเลยที่ 2 มีความผิดตามกฏหมาย
ลงโทษ นายสุปรีชา หรือ นิติธร แสนศรี จำเลยที่ 1 จำคุกรวมโทษทุกกระทง มีกำหนด 17 ปี 21 เดือน
ลงโทษ นายทวีศักดิ์ แสงนาค จำเลยที่ 2 จำคุกรวมโทษทุกกระทง มีกำหนด 10 ปี 30 เดือน
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลย มีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้อีกได้
ในตอนที่แล้ว สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ นายสุปรีชา หรือ นิติธร แสนศรี จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งพนักงานไต่สวนระดับสูง สังกัดสำนักกิจการคณะกรรมการ ป.ป.ช. (กลุ่มตรวจสอบและกลั่นกรองเรื่อง) สำนักงาน ป.ป.ช. หลังถูกโอนย้ายมาจากหน่วยงานอื่น
ส่วน นายทวีศักดิ์ แสงนาค จำเลยที่ 2 เดิมรับราชการครู สังกัดวิทยาลัยเทคนิคเลย จังหวัดเลย ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว
สำหรับการเรียกรับเงินแลกช่วยเคลียร์คดีที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ มี 3 กรณีหลัก พฤติการณ์มีลักษณะเดียวกัน
กล่าวคือ จำเลยที่ 1 จะมอบข้อมูลสำคัญทางคดีความให้ จำเลยที่ 2 จากนั้น จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ประสานงานติดต่อไปยังบุคคลที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ ป.ป.ช. โดยในระหว่างการติดต่อ จะมีการส่งภาพถ่ายข้อมูลเอกสารหลักฐานทางคดีของบุคคลเหล่านั้นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของ ป.ป.ช. ให้ดู ก่อนที่จะมีการเสนอให้ความช่วยเหลือ และเรียกรับเงินค่าตอบแทน

เจาะลึกสะเทือน ป.ป.ช. (1) อดีตพนง.ไต่สวนระดับสูง-พวก โดนคุกเรียกเงินแลกช่วยเคลียร์คดี-พวก เป็นใคร?
สะเทือน ป.ป.ช.!! คุก 17 ปี 21 ด. อดีตพนง.ไต่สวนระดับสูง เรียกรับทรัพย์สินแลกช่วยเคลียร์คดี
เจาะลึกสะเทือน ป.ป.ช. (1) อดีตพนง.ไต่สวนระดับสูง-พวก โดนคุกเรียกเงินแลกช่วยเคลียร์คดี-พวก เป็นใคร?
ต่อไปนี้ เป็นข้อมูล 3 กรณีการเรียกรับเงินแลกช่วยเคลียร์คดีข้างต้น
ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้
กรณีแรก : เรียกรับเงินจากนาย ต. (สงวนชื่อ นามสกุล) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่และอำนาจตามที่ได้รับมอบหมาย และตามคำสั่งดังกล่าว กระทำการเปิดเผยข้อมูลเรื่องของ ป.ป.ช.
"กล่าวหานาย ต. ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน 4 ข้อกล่าวหา ดังนี้ (1) โครงการโรงเรียนในฝัน ปีงบประมาณ 2556 และปีงบประมาณ 2558 (2) โครงการโรงเรียนดีประจำตำบลปีงบประมาณ 2559 ถึง 2560 (3) ลิดรอนสิทธิการใช้สิทธิเบิกค่าใช้จ่ายของข้าราชการ (4) โครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน"
ที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำภาค 1 พิจารณา ซึ่งได้รับการจัดวาระเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 83-17/2563 วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2563 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ โดยการส่งภาพถ่ายเอกสารซึ่งเป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในระเบียบวาระการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำภาค 1 วาระที่ 4.9 และแจ้งวันที่จะทำการประชุมเรื่องดังกล่าวตามข้อความต่อจากภาพถ่าย
โดยระบุข้อความว่า "ประชุมวันที่ 12 ตุลาคมครับ" แสดงความเห็นให้จำเลยที่ 2 ทราบด้วยว่า "หลุดที่อนุก็จบ" และ "มีหลายประเด็นแต่เอาอยู่"
หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์ติดต่อเสนอให้ความช่วยเหลือ โดยการนำข้อมูลดังกล่าวที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 1 ไปกระทำการเรียกรับเงินจากนาย ต. เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการที่จะช่วยเหลือไม่ให้ถูกดำเนินการไต่สวนหรือถูกดำเนินคดีอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอัน
เป็นเหตุให้นาย ต. เชื่อถือข้อมูลและยินยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2
กรณีสอง : เรียกเงินจากนาย ส. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนพรหมบุรีรัชดาภิเษก อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณารายงานการตรวจสอบเบื้องต้น รวบรวมข้อมูลและเสนอความเห็นในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาของกรรมการ ป.ป.ช.
กระทำการเปิดเผยข้อมูลรายงานการตรวจสอบเบื้องต้น เรื่องกล่าวหาคดีหมายเลขดำที่ 81-1-257/2559 ให้กรรมการ ป.ป.ช. รายหนึ่งพิจารณา ซึ่งมีกำหนดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 113/2563 วันที่ 14ตุลาคม 2563 วาระที่ 4.6 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบแอปพลิเคชันไลน์ โดยการสนทนาและส่งภาพถ่ายเอกสารหน้ารายงานสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงลงวันที่ 22 กันยายน 2563 คดีหมายเลขดำที่ 81-1-257/2559 ซึ่งมีกำหนดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาในวันที่ 14 ตุลาคม 2563
โดยภาพที่ถ่ายส่งนั้นปรากฎรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา เรื่องที่ถูกกล่าวหาและข้อกล่าวหา ดังนี้
"เจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดโรงเรียนพรหมบุรีรัชดาภิเษก อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี 1. นาย ส. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ... 8.นาง อ. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งครู คส.2 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 ความอาญา/วินัย กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (1) เรื่องที่ถูกกล่าวหา โครงการก่อสร้างเวทีลานคนเก่งคนกล้า ศรีรัชดาภิเษก และโครงการซ่อมแซมหอประชุมอาคารและสถานที่ชั่วคราว (2) ข้อกล่าวหาทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง"
และส่งข้อความว่า "เข้ากรรมการใหญ่ วันที่ 14"
อันเป็นข้อมูลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะของบุคคล ข้อมูลการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในแต่ละขั้นตอน และข้อมูลรายงานและสำนวนการไต่สวนเบื้องต้นที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.
จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ติดต่อ นาย ส. ทั้งที่ไม่เคยรู้จักและมีความสัมพันธ์กันมาก่อน โดยติดต่อและสนทนาข้อความทางไลน์อ้างข้อมูลที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ไปใช้เป็นหลักฐานแสดงให้นาย ส. เชื่อว่าสามารถช่วยเหลือทางคดีได้จริง พร้อมเรียกค่าตอบแทนการช่วยเหลือเป็นเงิน 25,000 บาท อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
แต่นาย ส. ไม่ได้ตอบตกลงที่จะให้เงินจำเลยที่ 2 ตามที่ถูกเรียก หรือแจ้งความประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือทางคดี
การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการร่วมกันวางแผนที่จะเรียกเงินจากนาย ส. ในลักษณะแบ่งหน้าที่ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำข้อมูลของทางราชการซึ่งเป็นความลับเกี่ยวกับคดีหมายเลขดำที่ 81-1-257/2559 มาเปิดเผยให้จำเลยที่ 2 ทราบ แล้วจำเลยที่ 2 ไปติดต่อกับบุคคลที่ถูกร้องเรียนเพื่อจะช่วยเหลือพร้อมเรียกเงินตอบแทน และให้การช่วยเหลือสนับสนุนกันในการกระทำความผิดและยังเป็นการเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติ หน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่นาย ส. และต่อความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม และชื่อเสียงของสำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่และอำนาจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างร้ายแรง และเกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ
กรณีสาม : เรียกเงินจากนาย ร. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโชโย จังหวัดอ่างทอง
เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2563 ถึงเดือนกันยายน 2563 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่และอำนาจตามที่ได้รับมอบหมาย และตามคำสั่งดังกล่าว เปิดเผยข้อมูลเรื่อง "นาย ร. มีเรื่องถูกกล่าวหาร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดอ่างทอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประประจำภาค 1"
ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะของบุคคล ข้อมูลการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน และข้อมูลรายงานและสำนวนการตรวจสอบที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำภาค 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีกำหนดเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำภาค 1 พิจารณารายงานการตรวจสอบในการประชุมครั้งที่ 81-15/2563 วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 วาระที่ 4.18 และ 4.19 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทราบ
เมื่อจำเลยที่ 2 ทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์ติดต่อเข้าไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลชัยฤทธิ์ เพื่อขอพูดคุยและขอหมายเลขโทรศัพท์นาย ร. อีกทั้งยังฝากข้อความถึงนาย ร. ผ่านทาง นางสาว ศ. ว่า
"ทราบข้อมูลมาว่า นาย ร. ได้ถูกกล่าวหาร้องเรียนต่อ สำนักงาน ป.ป.ช. แล้วเรื่องดังกล่าวกำลังจะเข้าประชุมพิจารณา พร้อมแจ้งวันที่ที่จะเข้าประชุม แล้วยังได้แจ้งว่าอยากจะช่วยเหลือนาย ร. ในเรื่องกล่าวหาที่ถูกกล่าวหาร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เพราะเขามีพรรคพวกและคนรู้จักที่จะสามารถช่วยเหลือและจัดการเกี่ยวกับเรื่องกล่าวหาของนาย ร. นี้ได้"
พร้อมกับฝากหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 ไว้เพื่อที่จะไห้นาย ร. ติดต่อกลับ และฝากแจ้งความประสงค์และข้อความถึงนาย ร. ผ่านทางนาง ป. โดยแจ้งความประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือนาย ร. ในกรณีเรื่องกล่าวหาที่ได้ถูกร้องเรียนอยู่กับสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดอ่างทอง และแจ้งว่า
"ถ้าหากต้องการให้ช่วยต้องรีบแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยเร็ว เนื่องจากเรื่องกำลังจะเข้าประชุมกรรมการ ป.ป.ช. ภาค" พร้อม มีทีมงานหลายคนสามารถช่วยเหลือได้
พร้อมย้ำว่าให้รีบ ๆ ติดต่อกลับมาด่วนตามเบอร์ที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเรื่องจะเข้าไปพิจารณาระดับภาคแล้ว" ซึ่งต่อมานางสาว ศ. ก็ได้แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงและความประสงค์ของจำเลยที่ 2 ไท้นาย ร. ทราบ
ซึ่งหลังจาก นาย ร. ได้รับทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ทำให้เข้าใจและทราบได้ว่าจำเลยที่ 2 มีความประสงค์ เรียกรับเงินจากตนเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการช่วยเหลือทางคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน ป.ป.ช.
แม้ยังมิได้แจ้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทนโดยชัดแจ้ง
แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการเรียกทรัพย์สินจากนาย ร. แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดจำนวนเงิน และฝ่ายนาย ร. ยังไม่ได้ตอบตกลงเท่านั้น
อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการร่วมกันวางแผนในการที่จะเรียกรับเงินจากนาย ร. ในลักษณะแบ่งหน้าที่และให้การช่วยเหลือสนับสนุนกันในการกระทำความผิด และยังเป็นการเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติ หน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
เหตุเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนนทบุรี จังหวัดเลย จังหวัดชลบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสิงห์บุรี เกี่ยวพันกัน มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 149, 157, 164 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172, 173, 180, 183
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ก่อนที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จะมีคำพิพากษาว่า นายสุปรีชา หรือ นิติธร แสนศรี จำเลยที่ 1 และนายทวีศักดิ์ แสงนาค จำเลยที่ 2 มีความผิดตามกฏหมาย
ลงโทษ นายสุปรีชา หรือ นิติธร แสนศรี จำเลยที่ 1 จำคุกรวมโทษทุกกระทง มีกำหนด 17 ปี 21 เดือน
ลงโทษ นายทวีศักดิ์ แสงนาค จำเลยที่ 2 จำคุกรวมโทษทุกกระทง มีกำหนด 10 ปี 30 เดือน
ตามที่สำนักข่าว Next News นำเสนอข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้





