"...เนื่องจากเอกสารที่ปรากฏนั้นมิได้มีพิรุธที่เห็นได้ชัดถึงขนาดที่ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ระมัดระวังในการตรวจสอบ เพราะเอกสารสำคัญทุกฉบับมีตราประทับชัดเจน การตรวจสอบเอกสารของจำเลยทั้งสี่ ในฐานะเจ้าพนักงานนั้น ใช้ความระมัดระวังพอสมควรแก่กรณีแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องในประเด็นนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 7 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่อาจสนับสนุนการกระทำที่ไม่เป็นความผิดได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 มีความเกี่ยวข้องกันหรือตระเตรียมวางแผนร่วมกันมาก่อน แม้จำเลยที่ 13 และจำเลยที่ 15 จะให้การรับสารภาพ ..."
ประเด็นตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก!
คดีความทุจริตเกี่ยวข้องกับนายอนุสรณ์ นาคาศัย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยนาท นั้น
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า ปัจจุบัน นายอนุสรณ์ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตจำนวน 3 คดี และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
คดีแรก กล่าวหาทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนสนับสนุนส่วนราชการและสมาคมกีฬาจังหวัด ระหว่างปีงบประมาณ 2552 - 2553 จำนวน 21 โครงการ และทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนสนับสนุนสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท จำนวน 2 โครงการ
ศาลฯ พิพากษาลงโทษจำคุก 45 ปี 60 เดือน
คดีที่สอง กรณีกล่าวหาอนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. หรือสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล เข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท (เขาพลอง) ตั้งแต่ ปี 2554-2559 โดยไม่เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค
คดีที่สาม กรณีกล่าวหาทุจริตโครงการจัดทำป้าย ประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์รูปนก LED Full Color Display ของ อบจ.ชัยนาท
ทั้งสองคดีนี้ ศาลฯ พิพากษายกฟ้อง และอสส. มีความเห็นสั่งไม่อุทธรณ์สู้คดีต่อไปแล้ว ทั้ง 2 คดี
โดยคดีที่สอง กรณีกล่าวหาอนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. หรือสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล เข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท สำนักข่าว Next News นำรายละเอียดมานำเสนอไปแล้ว

ภาพประกอบรายงาน
ยกฟ้อง 'อนุสรณ์' อดีตนายกอบจ.ชัยนาท หลังโดนคุกคดีแรก 45 ปี 60 ด.
เจาะคดี 'อนุสรณ์' เอื้อทีมบอลชัยนาท อธิบดี 'พ.' เห็นแย้งไม่ควรยกฟ้อง
เปิดความเห็นอธิบดีผู้พิพากษา แย้งยกฟ้องน้องอดีตรมต. เอื้อทีมบอลชัยนาท
ข้อมูลใหม่! คดียกฟ้อง'อนุสรณ์'เอื้อทีมบอลชัยนาท-อสส.สั่งไม่อุทธรณ์
เจออีกคดี! ยกฟ้อง 'อนุสรณ์' ทุจริตทำป้ายรูปนก-อสส. สั่งไม่อุทธรณ์แล้ว
คราวนี้ มาดูความเห็นของ อสส. คดีที่สาม กรณีกล่าวหาทุจริตโครงการจัดทำป้าย ประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์รูปนก LED Full Color Display กันบ้าง?
สำนักข่าว Next News สืบค้นข้อมูลพบว่า สำนักงานคดีปราบปรามทุจริตภาค 1 ได้มีการเผยแพร่ความเห็นอสส. ที่สั่งไม่อุทธรณ์คดีนี้ไว้เป็นทางการ มีประเด็นสำคัญ ที่อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด “ชอบแล้ว” เพราะพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่ามีการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
จึงมีคำสั่งไม่อุทธรณ์
แยกออกเป็นประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น ได้แก่
เงื่อนไขผลทดสอบการใช้ไฟ ไม่ถือเป็นการล็อกสเปก
ศาลเห็นว่า การกำหนดให้ผู้เสนอราคาต้องมีผลทดสอบอัตราการใช้ไฟจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นไปเพื่อประหยัดค่าไฟในระยะยาว และเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นยื่นได้ เพราะยังมีเวลาทดสอบก่อนยื่นซองหลายวัน ไม่ใช่การกีดกันการแข่งขัน นอกจากนี้แม้จะเป็นนโยบายหาเสียงของนายก อบจ. แต่สภา อบจ. มีมติรองรับแล้ว จึงไม่อาจฟังว่าเกิดขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนเฉพาะรายการเขียนแบบ/การกำหนดราคากลางทำตามระเบียบราชการ
แม้ฝ่ายกล่าวหาจะอ้างว่าราคาสูงกว่าท้องตลาด แต่ศาลเห็นว่ามีการสืบราคาจากหลายบริษัท ใช้ข้อมูลอ้างอิงของกรมบัญชีกลาง และผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการจังหวัดชัยนาทแล้วคณะกรรมการประมูลปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ
เอกสารที่ผู้ยื่นซองนำเสนอ เช่น หนังสือรับรองผลงาน หนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย หนังสือค้ำประกันธนาคาร มีลักษณะครบถ้วน ไม่มีพิรุธชัดแจ้ง จึงไม่อาจกล่าวหาว่ากรรมการละเลยตรวจสอบโดยทุจริตเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไม่ผิด เอกชนย่อมไม่ผิดฐานสนับสนุน
เมื่อจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความผิดตามฟ้อง จำเลยภาคเอกชนที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนก็ไม่อาจมีความผิดตามไปด้วย
ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีนี้ อัยการสูงสุดมีคำสั่งรับดำเนินคดีอาญาและมอบหมายให้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 รับผิดชอบดำเนินคดีแทนอัยการสูงสุด ฟ้อง นายอนุสรณ์ นาคาศัย ที่ 1 กับพวก รวม 15 คนผู้ถูกกล่าวหา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ว่า ยกฟ้อง
@เงื่อนไขผลทดสอบการใช้ไฟ ไม่ถือเป็นการล็อกสเปก
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 กำหนดเรื่องผู้เสนอราคาต้องมีผลทดสอบอัตราการใช้ไฟของอุปกรณ์ที่จะนำมาก่อสร้างป้ายไฟจากกรมวิทยาศาสตร์บริการนั้น เป็นการกีดกันผู้ค้ารายอื่น เนื่องจากช่วงระยะเวลาก่อนเกิดเหตุไม่นานที่มีเพียงจำเลยที่ 14 ไปขอทำการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์บริการนั้น เมื่อศาลพิจารณา นอกจากจำเลยที่ 14 ยังมีบริษัทอื่นที่ไปทำการทดสอบกับกรมวิทยาศาสตร์บริการ และโครงการทั้งสองโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มิได้อยู่ในแผนงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทแต่แรก แต่เป็นโครงการที่จำเลยที่ 1 หาเสียงไว้และนโยบายนี้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทมีมติรองรับแล้ว
จึงฟังไม่ได้ว่าโครงการนี้มีขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายใดรายหนึ่ง
กรณียกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์ เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้
@ การเขียนแบบและกำหนดเรื่องอัตราการใช้ไฟเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า
ส่วนการเขียนแบบและกำหนดเรื่องอัตราการใช้ไฟเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าก็มีขึ้นเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นภายหลัง ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และเงินค่าไฟฟ้าก็มาจากภาษีของประชาชน การกำหนดคุณสมบัติตามแบบที่จำเลยที่ 5 ออกแบบและจำเลยที่ 1 อนุมัติแบบจึงไม่เป็นการกีดกันเอกชนรายอื่นแต่อย่างใด
แม้ตามเอกสารที่กรมวิทยาศาสตร์บริการตอบการสอบข้อเท็จจริงว่า นับแต่ปี 2557 จนถึงปี 2564 มีการออกหนังสือรับรองการทดสอบการใช้ไฟแก่จำเลยที่ 14 เพียงรายเดียวและมีการทดสอบให้กับบริษัทอื่น ๆ อีกสามบริษัทก่อนหน้า แต่ก็ไม่ปรากฏชัดเจนว่าการทดสอบอื่น ๆ ที่ว่านั้น คือการทดสอบในเรื่องใด โดยผลิตภัณฑ์ที่นำมาทดสอบก็เป็นคนละประเภทกัน
แต่รายการที่ปรากฏในเอกสารเป็นรายการที่ปรากฏข้อมูลว่าเป็นคำร้องประเภท วศ.12 เหมือนกันทั้งแปดรายการ
กรณีจึงต้องฟังว่าเป็นการยื่นคำร้องเพื่อทดสอบอัตราการใช้ไฟ และรับฟังได้ว่าระยะเวลาในการทดสอบอัตราการใช้ไฟนั้นใช้ระยะน้อยที่สุดอยู่ที่ 8 วันทำการ ซึ่งการประกาศประกวดราคาจ้างก่อสร้าง บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และนับแต่วันประกาศจนถึงวันยื่นซองประกวดราคาคิดเป็นระยะเวลา 12 วัน
แม้พยานโจทก์จะเบิกความทำนองเดียวกันว่า การที่จำเลยที่ 5 กำหนดคุณสมบัติไม่เปิดกว้าง โดยอ้างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ซึ่งเมื่อพิจารณาตามข้อ 11 (1) ก็กำหนดแต่เพียงว่าห้ามมิให้กำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่มีลักษณะกีดกันผู้ประกอบการชาวไทย ซึ่งในกรณีนี้ไม่ปรากฏว่าจะเป็นการปิดกั้นผู้ประกอบการชาวไทยแต่อย่างใด
ส่วนตามข้อ 10 ตรี วรรคแรก ก็เป็นหลักทั่วไปที่กำหนดให้ต้องมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เว้นแต่กรณีที่มีลักษณะเฉพาะอันเป็นข้อยกเว้นการกำหนดคุณลักษณะเรื่องผลการทดสอบอัตราการใช้ไฟงานของป้ายประชาสัมพันธ์ที่ต้องเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง
การกำหนดคุณลักษณะดังกล่าวจึงไม่เกินความจำเป็นเพราะเป็นการวางแผนเพื่อประหยัดเงินงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว
นอกจากนี้ในส่วนของโครงการที่ 2 พฤติการณ์แห่งคดีก็เป็นเช่นเดียวกับที่ได้วินิจฉัย และระยะเวลาและนับแต่วันประกาศจนถึงวันยื่นซองคิดเป็นระยะเวลา 13 วัน ผู้ที่สนใจจะเข้าประกวดราคาย่อมมีเวลามากพอที่จะนำไปทำการทดสอบได้ทัน
ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ในส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิด
โจทก์เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้
@ ประเด็นการกำหนดราคากลาง
ในประเด็นการกำหนดราคากลางของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ทั้งสองโครงการ
พยานโจทก์เบิกความว่าได้ตรวจสอบพบว่าไม่มีการสืบราคาจากผู้ประการที่มีอาชีพขายวัสดุและกำหนดราคาไม่ถูกต้อง โดยโครงการที่ 1 กำหนดราคาสูงกว่าท้องตลาดถึง 781,344.14 บาท และโครงการที่ 2 สูงกว่าท้องตลาดถึง 343,148.14 บาท
ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาเอกสาร จำเลยที่ 5 ได้ทำการเปรียบเทียบราคาจากผู้ค้า 5 ราย แต่ตอบกลับมาเพียง 3 ราย รวมถึงจำเลยที่ 14 ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการสืบราคาจากผู้ค้าที่ประกอบอาชีพเป็นกิจลักษณะในการขายวัสดุที่จะนำมาใช้ตามแบบ ทั้งยังเป็นการสืบราคาจากบริษัทหลายราย
แม้จะฟังว่าอาจเป็นการสืบราคาโดยนำราคามาจากจำเลยที่ 14 มาเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทอื่นราคาสูงกว่าหรือเพียงแต่สืบราคาจากบริษัทอื่นมาเพียงเพื่อเป็นคู่เทียบ จำเลยที่ 14 ก็ดำเนินกิจการนำเข้าจอ LED ถือว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายวัสดุที่จะนำมาก่อสร้าง โดยจำเลยที่ 5 สืบราคาตามท้องตลาดเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลาง จึงกำหนดราคาต่ำที่สุดที่สืบราคามาได้ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุ ของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ทั้งเป็นการคำนวณราคาก่อสร้างตามเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง ทั้งค่าสีกันสนิมและค่าสีน้ำมันก็ไม่เป็นการคิดเงินซ้ำซ้อนเพราะเป็นรายการวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้จริงทั้งสองชนิดตามที่จำเลยที่ 3 เบิกความ
ส่วนราคาวัสดุรายการกรอบป้ายแผ่นอลูคาร์บอนคอมโพสิต ราคากลางกำหนด 3,500 บาท/ตารางเมตร เปรียบเทียบราคาสืบทราบพบว่ามีราคาประมาณ 868.85 บาท/ตารางเมตร จึงกำหนดราคากรอบป้ายสูงกว่าราคาที่สืบทราบได้เท่ากับ 2,631.15 บาท (3,500 - 868.85 )
เมื่อตรวจดูเอกสารการสืบราคา เอกสารหมาย จ.71-จ.74 ก็ไม่ปรากฏว่าราคากลางที่กำหนดนั้นสูงเกินกว่าราคาที่จำเลยที่ 5 สืบราคามาแต่อย่างใด เชื่อว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทำการสืบราคาวัสดุภายหลังจากเข้าทำการตรวจสอบและราคาที่สืบได้ต่ำกว่าราคาที่จำเลยที่ 5 สืบราคามา
จึงมิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กำหนดราคาสูงกว่าที่สืบราคามาอันจะเป็นการผิดระเบียบแต่อย่างใด
ทั้งเมื่อพิจารณาจากการที่คณะกรรมการจังหวัดชัยนาทได้เห็นชอบคุณลักษณะพื้นฐานที่มาจากการเขียนแบบของจำเลยที่ 5 และราคากลางทั้งสองโครงการดังกล่าวแล้ว โดยไม่มีข้อทักท้วงทั้งให้เหตุผลว่าคุณลักษณะพื้นฐานและราคาเป็นไปตามเกณฑ์ราคากลางและคุณลักษณะพื้นฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ประจำปี 2557 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำหนด โดยไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีกับคณะกรรมการจังหวัดแต่อย่างใด
แสดงว่าการกำหนดราคากลางของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ชอบแล้ว และเป็นการปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0421.5/ว 27 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555 ดังนี้ ที่จำเลยที่ 1 อนุมัติราคากลางที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เสนอมา จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้วทั้งสองโครงการ
โจทก์เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้
@การปฏิบัติหน้าที่กรรมการประกวดราคา
ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการการประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction) ของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ในโครงการที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ในโครงการที่ 2 นั้น
นาย อ. พนักงานไต่สวน เบิกความว่า หนึ่งในเอกสารสำคัญที่ผู้ยื่นซองต้องเสนอให้คณะกรรมการได้แก่หนังสือรับรองงานก่อสร้างที่ผู้ยื่นซองเคยมีผลงานก่อสร้างมาก่อน
แต่ในโครงการที่ 1 นี้ บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด ยื่นหนังสือรับรองผลงานจาก บริษัท มีเดียพีเอ็นเอ็นกรุ๊ป จำกัด จำเลยที่ 12 ยื่นหนังสือรับรองผลงานจาก บริษัท ซูเปอร์เอสโซลูชั่น จำกัด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผลงานที่ทั้งสองบริษัทเคยทำมานั้นเป็นเรื่องของการซื้อขายไม่ใช่การก่อสร้าง
ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เบิกความว่า โครงการที่ 1 นี้ มีผู้เข้ายื่นซองทั้งสิ้น 3 ราย ด้วยกัน ได้แก่ บริษัท กัณฐวิจิตร จำกัด บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด และจำเลยที่ 12 แต่มีเพียงบริษัท ซีอาร์เอ็มเอคอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) กับจำเลยที่ 12 เท่านั้นที่ยื่นเอกสารครบตามประกาศ
เห็นว่า เอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารที่อยู่ในซองของทั้งสามบริษัท เมื่อตรวจเอกสารของแต่ละบริษัทแล้วก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เบิกความ ในส่วนของหนังสือรับรองผลงานการก่อสร้างของบริษัท ซีอาร์เอ็มเอคอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) และจำเลยที่ 12 ยื่นมานั้น ก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวงานและหนังสือจากวิศวกรและช่างควบคุมงานแนบมาด้วย
แม้บริษัท มีเดียพีเอ็นเอ็นกรุ๊ป จำกัด ที่ออกหนังสือรับรองให้ บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จะมีนายสุชาติ เลิศธัญญะ สามีของนางอำพันธ์ เลิศธัญญะ กรรมการผู้จัดการคนหนึ่งของจำเลยที่ 12 เป็นกรรมการผู้จัดการ
ก็มิใช่ข้อที่จะนำมาพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ในเชิงทุนและเชิงบริหาร เนื่องจากการตรวจสอบเรื่องความสัมพันธ์ในเชิงทุนและเชิงบริหารนั้นเป็นข้อห้ามระหว่างผู้ยื่นซองด้วยกัน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535
หาใช่ข้อห้ามระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างที่ออกหนังสือรับรองผลงานให้กัน
และการที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ไม่ทำการตรวจสอบกลับไปที่บริษัท มีเดียพีเอ็นเอ็นกรุ๊ป จำกัด และบริษัท ซูเปอร์เอสโซลูชั่น จำกัด ว่าการจ้างดังกล่าวเป็นงานก่อสร้างจริงหรือไม่ ก็เนื่องจากในช่วงระยะเวลาเกิดเหตุไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องบังคับให้ต้องทำเช่นนั้น
ทั้งโจทก์ไม่มีสัญญาว่าเป็นสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับมาแสดงต่อศาลให้เห็นว่าบริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด กับจำเลยที่ 12 มีเถยจิตเป็นโจรอ้างว่าสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาก่อสร้าง ตามที่ถูกกล่าวหา
ในส่วนของผลการทดสอบการกินไฟ บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด ก็มีผลทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์บริการมาแสดง ที่โจทก์ฟ้องว่าการทดสอบดังกล่าวนั้น มีจำเลยที่ 15 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 14 เป็นผู้ยื่นคำขอ ในทำนองที่เป็นการร่วมมือกันนั้น ไม่ปรากฏเอกสารที่เป็นคำร้องดังกล่าวในสำนวน
จึงไม่อาจรับฟังคำกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานมาลงโทษจำเลยได้

อนุสรณ์ นาคาศัย
ทั้งตามเอกสารหมาย ที่เป็นคำร้องของจำเลยที่ 15 ผลการทดสอบตามคำร้องดังกล่าว ก็เป็นผลการทดสอบเดียวกันกับผลการทดสอบที่จำเลยที่ 14 ยื่นของตามเอกสาร ส่วนที่จำเลยที่ 12 ใช้ผลการทดสอบของจำเลยที่ 14 ก็เนื่องจากจำเลยที่ 12 ใช้อุปกรณ์ของจำเลยที่ 14 โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายแล้ว
ส่วนหนังสือที่มีชื่อของจำเลยที่ 9 แต่งตั้งบริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายที่จำเลยที่ 9 ถึงที่ 10 ต่อสู้ว่าเป็นเอกสารปลอมนั้น
ไม่ว่าจะฟังว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ก็ต้องถือว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบเอกสารด้วยความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่แล้ว เนื่องจากหนังสือดังกล่าวมีทั้งลายมือชื่อและตราประทับของจำเลยที่ 10 และที่ 9 ทั้งยังมีหนังสือแต่งตั้งให้จำเลยที่ 9 เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยจาก SHENZHEN LAMP TECHNOLOGY CO., LTD ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีตราประทับแนบมาด้วย
หนังสือดังกล่าวพร้อมกับเอกสารแนบท้าย ไม่มีพิรุธถึงขนาดที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 จะสงสัยว่าน่าจะเป็นเอกสารปลอม
และในส่วนของหนังสือค้ำประกันจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของทั้งสองบริษัทก็ถูกต้องครบถ้วน และที่หนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นวันยื่นซองก็มิใช่ข้อพิรุธอันใด
เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไปว่าการขอหนังสือค้ำประกันการยื่นซองประมูลงานธนาคารจะใช้ระยะเวลาพิจารณาอนุมัติไม่นาน หากผู้ขอเป็นลูกค้าของธนาคารและมีวงเงินหมุนเวียนกับธนาคารอยู่ ทั้งการออกหนังสือค้ำประกันงานประมูลในวันยื่นซองยังเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการในเรื่องระยะเวลาการบังคับตามหนังสือค้ำประกันในกรณีที่ผู้ยื่นซองชนะราคาแต่ผิดสัญญาด้วย
ส่วนที่ว่าหนังสือค้ำประกันของทั้งสองบริษัทมีจำเลยที่ 15 เป็นผู้ขอนั้น เมื่อพิจารณาตามเอกสารหมาย ซึ่งเป็นหนังสือ ชี้แจงจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งให้พนักงานไต่สวนทราบว่า ผู้ที่ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน คือนายก้อง ไชยณรงค์ และจำเลยที่ 13 เป็นผู้ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน
โดยหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับใช้หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 15 เป็นหลักประกันในการออกหนังสือค้ำประกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายก้อง จำเลยที่ 13 และที่ 15 มีความเกี่ยวข้องกัน
แต่การจะล่วงรู้ข้อเท็จจริงเช่นนั้นได้ต้องมีการตรวจสอบในเชิงลึก
เมื่อประกาศประกวดราคากำหนดแต่เพียงว่า ผู้ยื่นซองต้องนำหนังสือค้ำประกันมาแสดง จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีหนังสือค้ำประกันหรือไม่ ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว
การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ในการเป็นคณะกรรมการการประมูลด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์จึงชอบแล้ว
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่อาจสนับสนุนการกระทำที่ไม่เป็นความผิดได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 กับที่ 9 ถึงที่ 15 มีความเกี่ยวข้องกันหรือตระเตรียมวางแผนร่วมกันมาก่อน
แม้จำเลยที่ 13 และที่ 15 จะให้การรับสารภาพแต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 13 และที่ 15 ไม่เป็นความผิดศาลพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
โจทก์เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้
@ โครงการที่ 2
ส่วนโครงการที่ 2 มีจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 เป็นคณะกรรมการดำเนินการประมูลด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ นายเอกชัย ศรีโรจน์ เบิกความว่า เอกสารของจำเลยที่ 9 และที่ 14 เสนอมานั้นไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสี่ทำการตรวจเอกสารในซองแล้วเห็นว่าถูกต้องครบถ้วน จึงได้ประกาศว่าจำเลยที่ 9 และที่ 14 เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเสนอราคาได้
ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาเอกสารทั้งหมดแล้ว จำเลยที่ 9 และที่ 14 ส่งเอกสารครบถ้วนตามประกาศประกวดราคา แต่ในส่วนของหนังสือรับรองอัตราการกินไฟที่จำเลยที่ 9 ใช้ของบริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด นั้น มีหนังสือจากนายก้อง กรรมการผู้มีอำนาจรับรองมาด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารหมาย จ.85 (ปรากฏเลขหน้า 3013, 30293) ที่มีหนังสือตั้งบริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายจอ LED แสดงว่าจอ LED ที่จำเลยที่ 9 จะนำมาใช้ย่อมเป็นจอประเภทเดียวกันกับที่บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด เสนอในโครงการที่ 1 ซึ่งการนำผลการทดสอบอุปกรณ์ประเภทเดียวกันมา เสนอจึงมิใช่ข้อพิรุธสำหรับ จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ที่จะพิจารณาแล้วเห็นว่าเอกสารของ จำเลยที่ 9 และที่ 14 ครบถ้วน
เพราะคุณสมบัติเรื่องการประหยัดไฟเป็นคุณสมบัติของจอ LED ซึ่งเป็นวัตถุที่ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ทดสอบหรือจัดหา หากจะนำมาใช้ในงานก่อสร้างในคดีนี้ต้องมีอัตราการใช้กำลังไฟไม่เกิน 200 วัตต์ต่อตารางเมตร
นอกจากนี้โครงการทั้งสองโครงการในคดีนี้เริ่มต้นพร้อมกันเพียงแต่ประกาศให้มีการประกวดราคาที่ทิ้งระยะห่างกันไม่นาน ดังจะเห็นได้จากที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทให้พิจารณาราคากลางและคุณลักษณะพื้นฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เกี่ยวกับป้ายประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบ LED Full Color Display ทั้งสองโครงการในคราวเดียวกัน และไม่ว่าเอกสารทั้งหมดของจำเลยที่ 9 ที่ยื่นมานั้น จะเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือเป็นเอกสารปลอม ก็มิใช่ประเด็นที่จะนำมาพิจารณาว่า การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ในส่วนนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เนื่องจากเอกสารที่ปรากฏนั้นมิได้มีพิรุธที่เห็นได้ชัดถึงขนาดที่ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ระมัดระวังในการตรวจสอบ เพราะเอกสารสำคัญทุกฉบับมีตราประทับชัดเจน การตรวจสอบเอกสารของจำเลยทั้งสี่ ในฐานะเจ้าพนักงานนั้น ใช้ความระมัดระวังพอสมควรแก่กรณีแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องในประเด็นนี้
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 7 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่อาจสนับสนุนการกระทำที่ไม่เป็นความผิดได้
ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 มีความเกี่ยวข้องกันหรือตระเตรียมวางแผนร่วมกันมาก่อน แม้จำเลยที่ 13 และจำเลยที่ 15 จะให้การรับสารภาพ
แต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้เช่นกัน
คดีนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง คำพิพากษาชอบแล้ว จึงไม่อุทธรณ์ จึงดำเนินการแจ้งเหตุผลและคำสั่งไม่อุทธรณ์ของอัยการสูงสุดให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 99
***************
สรุปชัดๆ ก็คือ อัยการสูงสุดเห็นว่าศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษายกฟ้องถูกต้องแล้ว เพราะหลักฐานโจทก์ยังไม่หนักแน่นพอพิสูจน์ความผิด จึงมีคำสั่ง “ไม่อุทธรณ์” คดีนี้ทั้งหมด




