News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! อสส.สั่งไม่อุทธรณ์ 'อนุสรณ์' คดี 2 หลักฐานโจทก์ไม่หนักแน่น

ฉบับเต็ม! อสส.สั่งไม่อุทธรณ์ 'อนุสรณ์' คดี 2 หลักฐานโจทก์ไม่หนักแน่น

22 เม.ย. 2569 18:53
ผู้ชม 58 คน

"...เนื่องจากเอกสารที่ปรากฏนั้นมิได้มีพิรุธที่เห็นได้ชัดถึงขนาดที่ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ระมัดระวังในการตรวจสอบ เพราะเอกสารสำคัญทุกฉบับมีตราประทับชัดเจน การตรวจสอบเอกสารของจำเลยทั้งสี่ ในฐานะเจ้าพนักงานนั้น ใช้ความระมัดระวังพอสมควรแก่กรณีแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องในประเด็นนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 7 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่อาจสนับสนุนการกระทำที่ไม่เป็นความผิดได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 มีความเกี่ยวข้องกันหรือตระเตรียมวางแผนร่วมกันมาก่อน แม้จำเลยที่ 13 และจำเลยที่ 15 จะให้การรับสารภาพ ..."

ประเด็นตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก!

คดีความทุจริตเกี่ยวข้องกับนายอนุสรณ์ นาคาศัย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยนาท นั้น

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า ปัจจุบัน นายอนุสรณ์ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตจำนวน 3 คดี และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

คดีแรก กล่าวหาทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนสนับสนุนส่วนราชการและสมาคมกีฬาจังหวัด ระหว่างปีงบประมาณ 2552 - 2553 จำนวน 21 โครงการ และทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนสนับสนุนสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท จำนวน 2 โครงการ

ศาลฯ พิพากษาลงโทษจำคุก 45 ปี 60 เดือน

คดีที่สอง กรณีกล่าวหาอนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. หรือสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล เข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท (เขาพลอง) ตั้งแต่ ปี 2554-2559 โดยไม่เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค

คดีที่สาม กรณีกล่าวหาทุจริตโครงการจัดทำป้าย ประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์รูปนก LED Full Color Display ของ อบจ.ชัยนาท

ทั้งสองคดีนี้ ศาลฯ พิพากษายกฟ้อง และอสส. มีความเห็นสั่งไม่อุทธรณ์สู้คดีต่อไปแล้ว ทั้ง 2 คดี

โดยคดีที่สอง กรณีกล่าวหาอนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. หรือสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล เข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท สำนักข่าว Next News นำรายละเอียดมานำเสนอไปแล้ว

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

คราวนี้ มาดูความเห็นของ อสส. คดีที่สาม กรณีกล่าวหาทุจริตโครงการจัดทำป้าย ประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์รูปนก LED Full Color Display กันบ้าง?

สำนักข่าว Next News สืบค้นข้อมูลพบว่า สำนักงานคดีปราบปรามทุจริตภาค 1 ได้มีการเผยแพร่ความเห็นอสส. ที่สั่งไม่อุทธรณ์คดีนี้ไว้เป็นทางการ มีประเด็นสำคัญ ที่อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด “ชอบแล้ว” เพราะพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่ามีการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จึงมีคำสั่งไม่อุทธรณ์

แยกออกเป็นประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น ได้แก่

  1. เงื่อนไขผลทดสอบการใช้ไฟ ไม่ถือเป็นการล็อกสเปก
    ศาลเห็นว่า การกำหนดให้ผู้เสนอราคาต้องมีผลทดสอบอัตราการใช้ไฟจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นไปเพื่อประหยัดค่าไฟในระยะยาว และเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นยื่นได้ เพราะยังมีเวลาทดสอบก่อนยื่นซองหลายวัน ไม่ใช่การกีดกันการแข่งขัน นอกจากนี้แม้จะเป็นนโยบายหาเสียงของนายก อบจ. แต่สภา อบจ. มีมติรองรับแล้ว จึงไม่อาจฟังว่าเกิดขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนเฉพาะราย

  2. การเขียนแบบ/การกำหนดราคากลางทำตามระเบียบราชการ
    แม้ฝ่ายกล่าวหาจะอ้างว่าราคาสูงกว่าท้องตลาด แต่ศาลเห็นว่ามีการสืบราคาจากหลายบริษัท ใช้ข้อมูลอ้างอิงของกรมบัญชีกลาง และผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการจังหวัดชัยนาทแล้ว

  3. คณะกรรมการประมูลปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ
    เอกสารที่ผู้ยื่นซองนำเสนอ เช่น หนังสือรับรองผลงาน หนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย หนังสือค้ำประกันธนาคาร มีลักษณะครบถ้วน ไม่มีพิรุธชัดแจ้ง จึงไม่อาจกล่าวหาว่ากรรมการละเลยตรวจสอบโดยทุจริต

  4. เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไม่ผิด เอกชนย่อมไม่ผิดฐานสนับสนุน
    เมื่อจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความผิดตามฟ้อง จำเลยภาคเอกชนที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนก็ไม่อาจมีความผิดตามไปด้วย

ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีนี้ อัยการสูงสุดมีคำสั่งรับดำเนินคดีอาญาและมอบหมายให้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 รับผิดชอบดำเนินคดีแทนอัยการสูงสุด ฟ้อง นายอนุสรณ์ นาคาศัย ที่ 1 กับพวก รวม 15 คนผู้ถูกกล่าวหา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ว่า ยกฟ้อง

@เงื่อนไขผลทดสอบการใช้ไฟ ไม่ถือเป็นการล็อกสเปก

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 กำหนดเรื่องผู้เสนอราคาต้องมีผลทดสอบอัตราการใช้ไฟของอุปกรณ์ที่จะนำมาก่อสร้างป้ายไฟจากกรมวิทยาศาสตร์บริการนั้น เป็นการกีดกันผู้ค้ารายอื่น เนื่องจากช่วงระยะเวลาก่อนเกิดเหตุไม่นานที่มีเพียงจำเลยที่ 14 ไปขอทำการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์บริการนั้น เมื่อศาลพิจารณา นอกจากจำเลยที่ 14 ยังมีบริษัทอื่นที่ไปทำการทดสอบกับกรมวิทยาศาสตร์บริการ และโครงการทั้งสองโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มิได้อยู่ในแผนงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทแต่แรก แต่เป็นโครงการที่จำเลยที่ 1 หาเสียงไว้และนโยบายนี้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทมีมติรองรับแล้ว

จึงฟังไม่ได้ว่าโครงการนี้มีขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายใดรายหนึ่ง

กรณียกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์ เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้

@ การเขียนแบบและกำหนดเรื่องอัตราการใช้ไฟเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า

ส่วนการเขียนแบบและกำหนดเรื่องอัตราการใช้ไฟเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าก็มีขึ้นเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นภายหลัง ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และเงินค่าไฟฟ้าก็มาจากภาษีของประชาชน การกำหนดคุณสมบัติตามแบบที่จำเลยที่ 5 ออกแบบและจำเลยที่ 1 อนุมัติแบบจึงไม่เป็นการกีดกันเอกชนรายอื่นแต่อย่างใด

แม้ตามเอกสารที่กรมวิทยาศาสตร์บริการตอบการสอบข้อเท็จจริงว่า นับแต่ปี 2557 จนถึงปี 2564 มีการออกหนังสือรับรองการทดสอบการใช้ไฟแก่จำเลยที่ 14 เพียงรายเดียวและมีการทดสอบให้กับบริษัทอื่น ๆ อีกสามบริษัทก่อนหน้า แต่ก็ไม่ปรากฏชัดเจนว่าการทดสอบอื่น ๆ ที่ว่านั้น คือการทดสอบในเรื่องใด โดยผลิตภัณฑ์ที่นำมาทดสอบก็เป็นคนละประเภทกัน

แต่รายการที่ปรากฏในเอกสารเป็นรายการที่ปรากฏข้อมูลว่าเป็นคำร้องประเภท วศ.12 เหมือนกันทั้งแปดรายการ

กรณีจึงต้องฟังว่าเป็นการยื่นคำร้องเพื่อทดสอบอัตราการใช้ไฟ และรับฟังได้ว่าระยะเวลาในการทดสอบอัตราการใช้ไฟนั้นใช้ระยะน้อยที่สุดอยู่ที่ 8 วันทำการ ซึ่งการประกาศประกวดราคาจ้างก่อสร้าง บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และนับแต่วันประกาศจนถึงวันยื่นซองประกวดราคาคิดเป็นระยะเวลา 12 วัน

แม้พยานโจทก์จะเบิกความทำนองเดียวกันว่า การที่จำเลยที่ 5 กำหนดคุณสมบัติไม่เปิดกว้าง โดยอ้างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ซึ่งเมื่อพิจารณาตามข้อ 11 (1) ก็กำหนดแต่เพียงว่าห้ามมิให้กำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่มีลักษณะกีดกันผู้ประกอบการชาวไทย ซึ่งในกรณีนี้ไม่ปรากฏว่าจะเป็นการปิดกั้นผู้ประกอบการชาวไทยแต่อย่างใด

ส่วนตามข้อ 10 ตรี วรรคแรก ก็เป็นหลักทั่วไปที่กำหนดให้ต้องมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เว้นแต่กรณีที่มีลักษณะเฉพาะอันเป็นข้อยกเว้นการกำหนดคุณลักษณะเรื่องผลการทดสอบอัตราการใช้ไฟงานของป้ายประชาสัมพันธ์ที่ต้องเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง

การกำหนดคุณลักษณะดังกล่าวจึงไม่เกินความจำเป็นเพราะเป็นการวางแผนเพื่อประหยัดเงินงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว

นอกจากนี้ในส่วนของโครงการที่ 2 พฤติการณ์แห่งคดีก็เป็นเช่นเดียวกับที่ได้วินิจฉัย และระยะเวลาและนับแต่วันประกาศจนถึงวันยื่นซองคิดเป็นระยะเวลา 13 วัน ผู้ที่สนใจจะเข้าประกวดราคาย่อมมีเวลามากพอที่จะนำไปทำการทดสอบได้ทัน

ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ในส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิด

โจทก์เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้

@ ประเด็นการกำหนดราคากลาง

ในประเด็นการกำหนดราคากลางของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ทั้งสองโครงการ

พยานโจทก์เบิกความว่าได้ตรวจสอบพบว่าไม่มีการสืบราคาจากผู้ประการที่มีอาชีพขายวัสดุและกำหนดราคาไม่ถูกต้อง โดยโครงการที่ 1 กำหนดราคาสูงกว่าท้องตลาดถึง 781,344.14 บาท และโครงการที่ 2 สูงกว่าท้องตลาดถึง 343,148.14 บาท

ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาเอกสาร จำเลยที่ 5 ได้ทำการเปรียบเทียบราคาจากผู้ค้า 5 ราย แต่ตอบกลับมาเพียง 3 ราย รวมถึงจำเลยที่ 14 ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการสืบราคาจากผู้ค้าที่ประกอบอาชีพเป็นกิจลักษณะในการขายวัสดุที่จะนำมาใช้ตามแบบ ทั้งยังเป็นการสืบราคาจากบริษัทหลายราย

แม้จะฟังว่าอาจเป็นการสืบราคาโดยนำราคามาจากจำเลยที่ 14 มาเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทอื่นราคาสูงกว่าหรือเพียงแต่สืบราคาจากบริษัทอื่นมาเพียงเพื่อเป็นคู่เทียบ จำเลยที่ 14 ก็ดำเนินกิจการนำเข้าจอ LED ถือว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายวัสดุที่จะนำมาก่อสร้าง โดยจำเลยที่ 5 สืบราคาตามท้องตลาดเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลาง จึงกำหนดราคาต่ำที่สุดที่สืบราคามาได้ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุ ของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ทั้งเป็นการคำนวณราคาก่อสร้างตามเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง ทั้งค่าสีกันสนิมและค่าสีน้ำมันก็ไม่เป็นการคิดเงินซ้ำซ้อนเพราะเป็นรายการวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้จริงทั้งสองชนิดตามที่จำเลยที่ 3 เบิกความ

ส่วนราคาวัสดุรายการกรอบป้ายแผ่นอลูคาร์บอนคอมโพสิต ราคากลางกำหนด 3,500 บาท/ตารางเมตร เปรียบเทียบราคาสืบทราบพบว่ามีราคาประมาณ 868.85 บาท/ตารางเมตร จึงกำหนดราคากรอบป้ายสูงกว่าราคาที่สืบทราบได้เท่ากับ 2,631.15 บาท (3,500 - 868.85 )

เมื่อตรวจดูเอกสารการสืบราคา เอกสารหมาย จ.71-จ.74 ก็ไม่ปรากฏว่าราคากลางที่กำหนดนั้นสูงเกินกว่าราคาที่จำเลยที่ 5 สืบราคามาแต่อย่างใด เชื่อว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทำการสืบราคาวัสดุภายหลังจากเข้าทำการตรวจสอบและราคาที่สืบได้ต่ำกว่าราคาที่จำเลยที่ 5 สืบราคามา

จึงมิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กำหนดราคาสูงกว่าที่สืบราคามาอันจะเป็นการผิดระเบียบแต่อย่างใด

ทั้งเมื่อพิจารณาจากการที่คณะกรรมการจังหวัดชัยนาทได้เห็นชอบคุณลักษณะพื้นฐานที่มาจากการเขียนแบบของจำเลยที่ 5 และราคากลางทั้งสองโครงการดังกล่าวแล้ว โดยไม่มีข้อทักท้วงทั้งให้เหตุผลว่าคุณลักษณะพื้นฐานและราคาเป็นไปตามเกณฑ์ราคากลางและคุณลักษณะพื้นฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ประจำปี 2557 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำหนด โดยไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีกับคณะกรรมการจังหวัดแต่อย่างใด

แสดงว่าการกำหนดราคากลางของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ชอบแล้ว และเป็นการปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0421.5/ว 27 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555 ดังนี้ ที่จำเลยที่ 1 อนุมัติราคากลางที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เสนอมา จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้วทั้งสองโครงการ

โจทก์เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้

@การปฏิบัติหน้าที่กรรมการประกวดราคา

ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการการประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction) ของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ในโครงการที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ในโครงการที่ 2 นั้น

นาย อ. พนักงานไต่สวน เบิกความว่า หนึ่งในเอกสารสำคัญที่ผู้ยื่นซองต้องเสนอให้คณะกรรมการได้แก่หนังสือรับรองงานก่อสร้างที่ผู้ยื่นซองเคยมีผลงานก่อสร้างมาก่อน

แต่ในโครงการที่ 1 นี้ บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด ยื่นหนังสือรับรองผลงานจาก บริษัท มีเดียพีเอ็นเอ็นกรุ๊ป จำกัด จำเลยที่ 12 ยื่นหนังสือรับรองผลงานจาก บริษัท ซูเปอร์เอสโซลูชั่น จำกัด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผลงานที่ทั้งสองบริษัทเคยทำมานั้นเป็นเรื่องของการซื้อขายไม่ใช่การก่อสร้าง

ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เบิกความว่า โครงการที่ 1 นี้ มีผู้เข้ายื่นซองทั้งสิ้น 3 ราย ด้วยกัน ได้แก่ บริษัท กัณฐวิจิตร จำกัด บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด และจำเลยที่ 12 แต่มีเพียงบริษัท ซีอาร์เอ็มเอคอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) กับจำเลยที่ 12 เท่านั้นที่ยื่นเอกสารครบตามประกาศ

เห็นว่า เอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารที่อยู่ในซองของทั้งสามบริษัท เมื่อตรวจเอกสารของแต่ละบริษัทแล้วก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เบิกความ ในส่วนของหนังสือรับรองผลงานการก่อสร้างของบริษัท ซีอาร์เอ็มเอคอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) และจำเลยที่ 12 ยื่นมานั้น ก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวงานและหนังสือจากวิศวกรและช่างควบคุมงานแนบมาด้วย

แม้บริษัท มีเดียพีเอ็นเอ็นกรุ๊ป จำกัด ที่ออกหนังสือรับรองให้ บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จะมีนายสุชาติ เลิศธัญญะ สามีของนางอำพันธ์ เลิศธัญญะ กรรมการผู้จัดการคนหนึ่งของจำเลยที่ 12 เป็นกรรมการผู้จัดการ

ก็มิใช่ข้อที่จะนำมาพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ในเชิงทุนและเชิงบริหาร เนื่องจากการตรวจสอบเรื่องความสัมพันธ์ในเชิงทุนและเชิงบริหารนั้นเป็นข้อห้ามระหว่างผู้ยื่นซองด้วยกัน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535

หาใช่ข้อห้ามระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างที่ออกหนังสือรับรองผลงานให้กัน

และการที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ไม่ทำการตรวจสอบกลับไปที่บริษัท มีเดียพีเอ็นเอ็นกรุ๊ป จำกัด และบริษัท ซูเปอร์เอสโซลูชั่น จำกัด ว่าการจ้างดังกล่าวเป็นงานก่อสร้างจริงหรือไม่ ก็เนื่องจากในช่วงระยะเวลาเกิดเหตุไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องบังคับให้ต้องทำเช่นนั้น

ทั้งโจทก์ไม่มีสัญญาว่าเป็นสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับมาแสดงต่อศาลให้เห็นว่าบริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด กับจำเลยที่ 12 มีเถยจิตเป็นโจรอ้างว่าสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาก่อสร้าง ตามที่ถูกกล่าวหา

ในส่วนของผลการทดสอบการกินไฟ บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด ก็มีผลทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์บริการมาแสดง ที่โจทก์ฟ้องว่าการทดสอบดังกล่าวนั้น มีจำเลยที่ 15 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 14 เป็นผู้ยื่นคำขอ ในทำนองที่เป็นการร่วมมือกันนั้น ไม่ปรากฏเอกสารที่เป็นคำร้องดังกล่าวในสำนวน

จึงไม่อาจรับฟังคำกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานมาลงโทษจำเลยได้

อนุสรณ์ นาคาศัย

อนุสรณ์ นาคาศัย

ทั้งตามเอกสารหมาย ที่เป็นคำร้องของจำเลยที่ 15 ผลการทดสอบตามคำร้องดังกล่าว ก็เป็นผลการทดสอบเดียวกันกับผลการทดสอบที่จำเลยที่ 14 ยื่นของตามเอกสาร ส่วนที่จำเลยที่ 12 ใช้ผลการทดสอบของจำเลยที่ 14 ก็เนื่องจากจำเลยที่ 12 ใช้อุปกรณ์ของจำเลยที่ 14 โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายแล้ว

ส่วนหนังสือที่มีชื่อของจำเลยที่ 9 แต่งตั้งบริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายที่จำเลยที่ 9 ถึงที่ 10 ต่อสู้ว่าเป็นเอกสารปลอมนั้น

ไม่ว่าจะฟังว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ก็ต้องถือว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบเอกสารด้วยความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่แล้ว เนื่องจากหนังสือดังกล่าวมีทั้งลายมือชื่อและตราประทับของจำเลยที่ 10 และที่ 9 ทั้งยังมีหนังสือแต่งตั้งให้จำเลยที่ 9 เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยจาก SHENZHEN LAMP TECHNOLOGY CO., LTD ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีตราประทับแนบมาด้วย

หนังสือดังกล่าวพร้อมกับเอกสารแนบท้าย ไม่มีพิรุธถึงขนาดที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 จะสงสัยว่าน่าจะเป็นเอกสารปลอม

และในส่วนของหนังสือค้ำประกันจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของทั้งสองบริษัทก็ถูกต้องครบถ้วน และที่หนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นวันยื่นซองก็มิใช่ข้อพิรุธอันใด

เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไปว่าการขอหนังสือค้ำประกันการยื่นซองประมูลงานธนาคารจะใช้ระยะเวลาพิจารณาอนุมัติไม่นาน หากผู้ขอเป็นลูกค้าของธนาคารและมีวงเงินหมุนเวียนกับธนาคารอยู่ ทั้งการออกหนังสือค้ำประกันงานประมูลในวันยื่นซองยังเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการในเรื่องระยะเวลาการบังคับตามหนังสือค้ำประกันในกรณีที่ผู้ยื่นซองชนะราคาแต่ผิดสัญญาด้วย

ส่วนที่ว่าหนังสือค้ำประกันของทั้งสองบริษัทมีจำเลยที่ 15 เป็นผู้ขอนั้น เมื่อพิจารณาตามเอกสารหมาย ซึ่งเป็นหนังสือ ชี้แจงจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งให้พนักงานไต่สวนทราบว่า ผู้ที่ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน คือนายก้อง ไชยณรงค์ และจำเลยที่ 13 เป็นผู้ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน

โดยหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับใช้หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 15 เป็นหลักประกันในการออกหนังสือค้ำประกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายก้อง จำเลยที่ 13 และที่ 15 มีความเกี่ยวข้องกัน

แต่การจะล่วงรู้ข้อเท็จจริงเช่นนั้นได้ต้องมีการตรวจสอบในเชิงลึก

เมื่อประกาศประกวดราคากำหนดแต่เพียงว่า ผู้ยื่นซองต้องนำหนังสือค้ำประกันมาแสดง จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีหนังสือค้ำประกันหรือไม่ ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว

การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ในการเป็นคณะกรรมการการประมูลด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์จึงชอบแล้ว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่อาจสนับสนุนการกระทำที่ไม่เป็นความผิดได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 กับที่ 9 ถึงที่ 15 มีความเกี่ยวข้องกันหรือตระเตรียมวางแผนร่วมกันมาก่อน

แม้จำเลยที่ 13 และที่ 15 จะให้การรับสารภาพแต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 13 และที่ 15 ไม่เป็นความผิดศาลพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

โจทก์เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้

@ โครงการที่ 2

ส่วนโครงการที่ 2 มีจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 เป็นคณะกรรมการดำเนินการประมูลด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ นายเอกชัย ศรีโรจน์ เบิกความว่า เอกสารของจำเลยที่ 9 และที่ 14 เสนอมานั้นไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสี่ทำการตรวจเอกสารในซองแล้วเห็นว่าถูกต้องครบถ้วน จึงได้ประกาศว่าจำเลยที่ 9 และที่ 14 เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเสนอราคาได้

ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาเอกสารทั้งหมดแล้ว จำเลยที่ 9 และที่ 14 ส่งเอกสารครบถ้วนตามประกาศประกวดราคา แต่ในส่วนของหนังสือรับรองอัตราการกินไฟที่จำเลยที่ 9 ใช้ของบริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด นั้น มีหนังสือจากนายก้อง กรรมการผู้มีอำนาจรับรองมาด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารหมาย จ.85 (ปรากฏเลขหน้า 3013, 30293) ที่มีหนังสือตั้งบริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายจอ LED แสดงว่าจอ LED ที่จำเลยที่ 9 จะนำมาใช้ย่อมเป็นจอประเภทเดียวกันกับที่บริษัท ซีอาร์เอ็มเอ คอนซัลแตนท์ (2009) (ไทยแลนด์) จำกัด เสนอในโครงการที่ 1 ซึ่งการนำผลการทดสอบอุปกรณ์ประเภทเดียวกันมา เสนอจึงมิใช่ข้อพิรุธสำหรับ จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ที่จะพิจารณาแล้วเห็นว่าเอกสารของ จำเลยที่ 9 และที่ 14 ครบถ้วน

เพราะคุณสมบัติเรื่องการประหยัดไฟเป็นคุณสมบัติของจอ LED ซึ่งเป็นวัตถุที่ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ทดสอบหรือจัดหา หากจะนำมาใช้ในงานก่อสร้างในคดีนี้ต้องมีอัตราการใช้กำลังไฟไม่เกิน 200 วัตต์ต่อตารางเมตร

นอกจากนี้โครงการทั้งสองโครงการในคดีนี้เริ่มต้นพร้อมกันเพียงแต่ประกาศให้มีการประกวดราคาที่ทิ้งระยะห่างกันไม่นาน ดังจะเห็นได้จากที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทให้พิจารณาราคากลางและคุณลักษณะพื้นฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เกี่ยวกับป้ายประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบ LED Full Color Display ทั้งสองโครงการในคราวเดียวกัน และไม่ว่าเอกสารทั้งหมดของจำเลยที่ 9 ที่ยื่นมานั้น จะเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือเป็นเอกสารปลอม ก็มิใช่ประเด็นที่จะนำมาพิจารณาว่า การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ในส่วนนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เนื่องจากเอกสารที่ปรากฏนั้นมิได้มีพิรุธที่เห็นได้ชัดถึงขนาดที่ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ระมัดระวังในการตรวจสอบ เพราะเอกสารสำคัญทุกฉบับมีตราประทับชัดเจน การตรวจสอบเอกสารของจำเลยทั้งสี่ ในฐานะเจ้าพนักงานนั้น ใช้ความระมัดระวังพอสมควรแก่กรณีแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องในประเด็นนี้

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 7 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่อาจสนับสนุนการกระทำที่ไม่เป็นความผิดได้

ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 มีความเกี่ยวข้องกันหรือตระเตรียมวางแผนร่วมกันมาก่อน แม้จำเลยที่ 13 และจำเลยที่ 15 จะให้การรับสารภาพ

แต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์เห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุอุทธรณ์ในส่วนนี้เช่นกัน

คดีนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง คำพิพากษาชอบแล้ว จึงไม่อุทธรณ์ จึงดำเนินการแจ้งเหตุผลและคำสั่งไม่อุทธรณ์ของอัยการสูงสุดให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 99 

***************

สรุปชัดๆ ก็คือ อัยการสูงสุดเห็นว่าศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษายกฟ้องถูกต้องแล้ว เพราะหลักฐานโจทก์ยังไม่หนักแน่นพอพิสูจน์ความผิด จึงมีคำสั่ง “ไม่อุทธรณ์” คดีนี้ทั้งหมด

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
ยกฟ้อง
อนุสรณ์ นาคาศัย
ทุจริตอบจ.ชัยนาท



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องบ้าน-คอนโด 3 หลัง 'สุเทพ' ปลัดศธ. ที่บุรีรัมย์โอนให้ลูกสาวเม.ย. 68
ส่องบ้าน-คอนโด 3 หลัง 'สุเทพ' ปลัดศธ. ที่บุรีรัมย์โอนให้ลูกสาวเม.ย. 68