ย้อนเส้นทางชีวิต ‘รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข’ นักแซ็กโซโฟนและนักวิชาการดนตรีชื่อดัง จากเด็กต่างจังหวัด ลูกครูเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช สู่ผู้บุกเบิกการศึกษาดนตรีระดับอุดมศึกษาของไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนตกเป็นจำเลย คดีจ้างพนักงานซ้ำซ้อนรับเงินเดือน 2 สถานะ ปรับเงินเดือนต่อสัญญาจ้างโดยมิชอบ โดนโทษจำคุก 8 เดือน ได้รอลงอาญา 2 ปี
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา รองศาสตราจารย์ ดร. หรือนายสุกรี เจริญสุข เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จ้างพนักงานวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ซ้ำซ้อนกับการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย โดยให้รับเงินเดือนจากสองสถานะ ปรับเงินเดือน และต่อสัญญาจ้าง โดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญา และส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 24,000 บาท ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน ปรับ 16,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน นิสัยและความประพฤติไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 มีมติไม่เห็นชอบกรณีอัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา
ส่วนรองศาสตราจารย์ ดร. หรือนายสุกรี เจริญสุข จำเลย ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

คุก 8 เดือน! อ.สุกรี อดีตคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหิดล ได้รอลงอาญา
อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปตรวจสอบประวัติชีวิตและเส้นทางการทำงานของสุกรี จะพบว่า เขาไม่ใช่เพียงอดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ถูกศาลฯ พิพากษาลงโทษตัดสินคดีความเท่านั้น หากแต่ยังเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการวางรากฐานการศึกษาดนตรีระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย
จากเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตมากับเสียงเพลงพื้นบ้านภาคใต้ สู่การเป็นนักดนตรีอาชีพ การศึกษาระดับปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกา และการร่วมสร้างวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นสถาบันการศึกษาดนตรีที่ได้รับการยอมรับ
เส้นทางชีวิตของเขาจึงมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ อยู่ไม่น้อย
จากลูกครูเพลงบอกเมืองคอน สู่เส้นทางนักดนตรี
สุกรี เจริญสุข เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2495 ที่อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เติบโตมาในครอบครัวที่มีความผูกพันกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้
บิดาของเขาประกอบอาชีพครู และเป็นนักร้องเพลงบอก ซึ่งเป็นศิลปะการขับร้องพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวภาคใต้
บรรยากาศภายในครอบครัวจึงมีส่วนสำคัญในการปลูกฝังความสนใจด้านดนตรีให้แก่สุกรีตั้งแต่วัยเด็ก
เมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษา เขาเรียนที่โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราช และเริ่มเข้าสู่วงการดนตรีอย่างจริงจังผ่านการเล่นเครื่องดนตรีในวงโยธวาทิตของโรงเรียน
จากนักเรียนที่เริ่มฝึกเล่นเครื่องเป่า เขาพัฒนาความสามารถจนได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าวงโยธวาทิต ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจด้านดนตรีตะวันตก โดยเฉพาะเครื่องดนตรีประเภทแซ็กโซโฟน
หลังจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา สุกรีเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ในปี 2518
ต่อมาเขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยครูจันทรเกษม
แต่เส้นทางชีวิตในช่วงนั้นไม่ได้มีเพียงการเป็นครูเท่านั้น
สุกรียังรับงานเล่นดนตรีตามร้านอาหารและสถานบันเทิง ทั้งในกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อหารายได้เพิ่มเติมและเก็บเงินสำหรับเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ
กระทั่งปี 2521 เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่ University of Northern Colorado ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก Doctor of Arts ด้าน Woodwind Performance and Pedagogy ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงและการสอนเครื่องเป่าลมไม้ ในปี 2528
การศึกษาระดับสูงในต่างประเทศครั้งนี้ กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สุกรีมีแนวคิดในการพัฒนาการเรียนการสอนดนตรีของประเทศไทยให้เป็นระบบมากขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญ! เข้าสู่มหิดล เริ่มสร้างวิทยาลัยดุริยางคศิลป์
หลังเดินทางกลับประเทศไทย สุกรีเข้าสู่เส้นทางการทำงานด้านการศึกษาดนตรีอีกครั้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2530 เมื่อมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การบริหารของศาสตราจารย์นายแพทย์ณัฐ ภมรประวัติ เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาวิชาการดนตรี
สุกรีได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีเป้าหมายพัฒนาการเรียนการสอนดนตรีให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
ในช่วงเริ่มต้น โครงการเปิดสอนวิชาดนตรีเป็นวิชาเลือกสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาในเวลาต่อมา
ปี 2532 มีการเปิดหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตด้านวัฒนธรรมศึกษา โดยเน้นการศึกษาด้านดนตรี
ต่อมาในปี 2537 มหาวิทยาลัยมหิดลจัดตั้งโครงการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาดนตรีระดับอุดมศึกษาของไทย
สุกรีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการจัดตั้งสถาบันดังกล่าว ทั้งด้านการพัฒนาหลักสูตร การจัดหาบุคลากร และการวางระบบการเรียนการสอน
ภายหลังวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มีการขยายหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งดนตรีคลาสสิก ดนตรีแจ๊ส ดนตรีไทย ดนตรีตะวันออก และเทคโนโลยีดนตรี
ปี 2541 มีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านดนตรี และปี 2544 มีการเปิดหลักสูตรเตรียมอุดมดนตรี เพื่อรองรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสนใจศึกษาดนตรีอย่างจริงจัง
การพัฒนาเหล่านี้ทำให้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เติบโตจากโครงการขนาดเล็กไปสู่สถาบันการศึกษาดนตรีที่มีหลักสูตรหลายระดับ

ผลักดันวงดุริยางค์อาชีพ สร้างพื้นที่ให้นักดนตรีไทย
นอกจากการบริหารวิทยาลัยดุริยางคศิลป์แล้ว สุกรียังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวงการดนตรีคลาสสิกของประเทศไทย
หนึ่งในผลงานสำคัญคือการร่วมก่อตั้งวง Thailand Philharmonic Orchestra หรือวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ในปี 2548
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างวงดุริยางค์อาชีพที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักดนตรีไทยและต่างประเทศได้ทำงานร่วมกัน รวมถึงสร้างพื้นที่สำหรับการแสดงดนตรีคลาสสิกในประเทศไทย
นอกจากนี้ สุกรียังมีบทบาทในการก่อตั้งวง Dr. Sax Chamber Orchestra และการพัฒนาโครงการส่งเสริมความสามารถทางดนตรีของเยาวชน
เขายังมีผลงานด้านการเขียนตำรา งานวิชาการ การจัดทำนิตยสารถนนดนตรี ตลอดจนการริเริ่มโครงการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาพรสวรรค์ทางดนตรี
บทบาทดังกล่าวทำให้ชื่อของสุกรีเป็นที่รู้จักทั้งในฐานะนักแซ็กโซโฟน นักการศึกษา และผู้บริหารสถาบันดนตรี
ชีวิตผู้บริหารไม่ได้ราบรื่น เคยลาออกจากตำแหน่งคณบดี
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการบริหารงานของสุกรีไม่ได้ราบรื่นตลอดมา
ในปี 2554 เกิดประเด็นเกี่ยวกับการรับรองหลักสูตรของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่ให้การรับรองหลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิตใน 2 สาขาวิชา ได้แก่ เทคโนโลยีดนตรี และธุรกิจดนตรี
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับระบบการรับรองหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา
สุกรีแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งคณบดี และออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาระบบการศึกษาของประเทศไทย
ต่อมามีรายงานว่าเขากลับมาดำรงตำแหน่งคณบดีอีกครั้ง
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ได้รับความสนใจเกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อศาสตราจารย์นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สุกรีออกมาเรียกร้องให้เลือกดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งควบ และประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข่าวอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำปี๊บมาคลุมศีรษะเพื่อประท้วง
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากบทบาทนักวิชาการดนตรีแล้ว สุกรียังเคยมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานมหาวิทยาลัยอย่างเปิดเผย

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข
จากข้อมูลที่นำเสนอไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า ตลอดเส้นทางชีวิตของรองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข จะเห็นภาพบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการศึกษาดนตรีของประเทศไทย
จากเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตมากับเสียงเพลงบอกพื้นบ้านภาคใต้ ก้าวเข้าสู่การเป็นนักดนตรีอาชีพ ก่อนเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกา และกลับมามีส่วนสำคัญในการสร้างวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ผลงานที่ปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาหลักสูตรดนตรี การสร้างบุคลากร การก่อตั้งวงดุริยางค์อาชีพ และการส่งเสริมการศึกษาดนตรีของเยาวชน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติการทำงานที่ไม่อาจมองข้ามได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของรัฐย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และหลักความรับผิดชอบในการใช้อำนาจเช่นเดียวกับผู้บริหารหน่วยงานรัฐอื่น
คดีจ้างพนักงานซ้ำซ้อนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจึงเป็นอีกบทหนึ่งของชีวิตสุกรี ซึ่งต้องพิจารณาแยกจากผลงานด้านวิชาการและการพัฒนาวงการดนตรี
เพราะผลงานในการสร้างสถาบันอาจเป็นสิ่งที่สังคมจดจำ แต่การใช้อำนาจบริหารสถาบันนั้น ย่อมต้องถูกตรวจสอบภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกัน
เหล่านี้ คือ แง่มุมหนึ่งของชีวิต ‘สุกรี เจริญสุข’ จากผู้บุกเบิกการศึกษาดนตรีไทย สู่บทเรียนเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้บริหารสถาบันการศึกษาของรัฐ
ที่นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา อุทาหรณ์สอนใจ ให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐได้เป็นอย่างดี
อ่านข่าวในหมวดเดียวกัน
ป.ป.ช.เผยผลคดีอดีตเลขาฯ สศก.ประเมินผลงานมิชอบ คุก 8 ด. ไม่รอลงอาญา
ตัดสินแล้ว! คดีเบิกดูงานเท็จ อดีตนายกฯอบต.นาซำ-พวก คืนเงินครบ-รอดคุก
เปิดพฤติการณ์! อดีตนายกฯนาซำ-พวก รอดคุก โป๊ะแตกบิลดูงานพ่วงคาราโอเกะ
รอดคุกยกชุด! อดีตปฏิรูปที่ดินอุตรดิตถ์-พวก โกงงบแต่งสวน 5 หมื่น
จบที่โดนคุก 8 ด.! คดี อดีต สส.ปชป. เสียบบัตรฯแทน ป.ป.ช.เห็นชอบตาม อสส.




