News Logo
หน้าแรก
เปิดชีวิต 'อ.สุกรี' ตำนานดุริยางคศิลป์มหิดล สู่จำเลยคดีจ้างพนง.ซ้ำซ้อน

เปิดชีวิต 'อ.สุกรี' ตำนานดุริยางคศิลป์มหิดล สู่จำเลยคดีจ้างพนง.ซ้ำซ้อน

3 พ.ย. 2569 11:04
ผู้ชม 104 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ย้อนเส้นทางชีวิต ‘รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข’ นักแซ็กโซโฟนและนักวิชาการดนตรีชื่อดัง จากเด็กต่างจังหวัด ลูกครูเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช สู่ผู้บุกเบิกการศึกษาดนตรีระดับอุดมศึกษาของไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนตกเป็นจำเลย คดีจ้างพนักงานซ้ำซ้อนรับเงินเดือน 2 สถานะ ปรับเงินเดือนต่อสัญญาจ้างโดยมิชอบ โดนโทษจำคุก 8 เดือน ได้รอลงอาญา 2 ปี

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา รองศาสตราจารย์ ดร. หรือนายสุกรี เจริญสุข เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จ้างพนักงานวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ซ้ำซ้อนกับการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย โดยให้รับเงินเดือนจากสองสถานะ ปรับเงินเดือน และต่อสัญญาจ้าง โดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญา และส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 24,000 บาท ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน ปรับ 16,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน นิสัยและความประพฤติไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 มีมติไม่เห็นชอบกรณีอัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา

ส่วนรองศาสตราจารย์ ดร. หรือนายสุกรี เจริญสุข จำเลย ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

คุก 8 เดือน! อ.สุกรี อดีตคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหิดล ได้รอลงอาญา

อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปตรวจสอบประวัติชีวิตและเส้นทางการทำงานของสุกรี จะพบว่า เขาไม่ใช่เพียงอดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ถูกศาลฯ พิพากษาลงโทษตัดสินคดีความเท่านั้น หากแต่ยังเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการวางรากฐานการศึกษาดนตรีระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย

จากเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตมากับเสียงเพลงพื้นบ้านภาคใต้ สู่การเป็นนักดนตรีอาชีพ การศึกษาระดับปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกา และการร่วมสร้างวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นสถาบันการศึกษาดนตรีที่ได้รับการยอมรับ

เส้นทางชีวิตของเขาจึงมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ อยู่ไม่น้อย

จากลูกครูเพลงบอกเมืองคอน สู่เส้นทางนักดนตรี

สุกรี เจริญสุข เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2495 ที่อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เติบโตมาในครอบครัวที่มีความผูกพันกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้

บิดาของเขาประกอบอาชีพครู และเป็นนักร้องเพลงบอก ซึ่งเป็นศิลปะการขับร้องพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวภาคใต้

บรรยากาศภายในครอบครัวจึงมีส่วนสำคัญในการปลูกฝังความสนใจด้านดนตรีให้แก่สุกรีตั้งแต่วัยเด็ก

เมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษา เขาเรียนที่โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราช และเริ่มเข้าสู่วงการดนตรีอย่างจริงจังผ่านการเล่นเครื่องดนตรีในวงโยธวาทิตของโรงเรียน

จากนักเรียนที่เริ่มฝึกเล่นเครื่องเป่า เขาพัฒนาความสามารถจนได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าวงโยธวาทิต ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจด้านดนตรีตะวันตก โดยเฉพาะเครื่องดนตรีประเภทแซ็กโซโฟน

หลังจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา สุกรีเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ในปี 2518

ต่อมาเขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยครูจันทรเกษม

แต่เส้นทางชีวิตในช่วงนั้นไม่ได้มีเพียงการเป็นครูเท่านั้น

สุกรียังรับงานเล่นดนตรีตามร้านอาหารและสถานบันเทิง ทั้งในกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อหารายได้เพิ่มเติมและเก็บเงินสำหรับเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ

กระทั่งปี 2521 เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่ University of Northern Colorado ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก Doctor of Arts ด้าน Woodwind Performance and Pedagogy ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงและการสอนเครื่องเป่าลมไม้ ในปี 2528

การศึกษาระดับสูงในต่างประเทศครั้งนี้ กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สุกรีมีแนวคิดในการพัฒนาการเรียนการสอนดนตรีของประเทศไทยให้เป็นระบบมากขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญ! เข้าสู่มหิดล เริ่มสร้างวิทยาลัยดุริยางคศิลป์

หลังเดินทางกลับประเทศไทย สุกรีเข้าสู่เส้นทางการทำงานด้านการศึกษาดนตรีอีกครั้ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2530 เมื่อมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การบริหารของศาสตราจารย์นายแพทย์ณัฐ ภมรประวัติ เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาวิชาการดนตรี

สุกรีได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีเป้าหมายพัฒนาการเรียนการสอนดนตรีให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

ในช่วงเริ่มต้น โครงการเปิดสอนวิชาดนตรีเป็นวิชาเลือกสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาในเวลาต่อมา

ปี 2532 มีการเปิดหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตด้านวัฒนธรรมศึกษา โดยเน้นการศึกษาด้านดนตรี

ต่อมาในปี 2537 มหาวิทยาลัยมหิดลจัดตั้งโครงการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาดนตรีระดับอุดมศึกษาของไทย

สุกรีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการจัดตั้งสถาบันดังกล่าว ทั้งด้านการพัฒนาหลักสูตร การจัดหาบุคลากร และการวางระบบการเรียนการสอน

ภายหลังวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มีการขยายหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งดนตรีคลาสสิก ดนตรีแจ๊ส ดนตรีไทย ดนตรีตะวันออก และเทคโนโลยีดนตรี

ปี 2541 มีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านดนตรี และปี 2544 มีการเปิดหลักสูตรเตรียมอุดมดนตรี เพื่อรองรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสนใจศึกษาดนตรีอย่างจริงจัง

การพัฒนาเหล่านี้ทำให้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เติบโตจากโครงการขนาดเล็กไปสู่สถาบันการศึกษาดนตรีที่มีหลักสูตรหลายระดับ

ผลักดันวงดุริยางค์อาชีพ สร้างพื้นที่ให้นักดนตรีไทย

นอกจากการบริหารวิทยาลัยดุริยางคศิลป์แล้ว สุกรียังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวงการดนตรีคลาสสิกของประเทศไทย

หนึ่งในผลงานสำคัญคือการร่วมก่อตั้งวง Thailand Philharmonic Orchestra หรือวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ในปี 2548

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างวงดุริยางค์อาชีพที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักดนตรีไทยและต่างประเทศได้ทำงานร่วมกัน รวมถึงสร้างพื้นที่สำหรับการแสดงดนตรีคลาสสิกในประเทศไทย

นอกจากนี้ สุกรียังมีบทบาทในการก่อตั้งวง Dr. Sax Chamber Orchestra และการพัฒนาโครงการส่งเสริมความสามารถทางดนตรีของเยาวชน

เขายังมีผลงานด้านการเขียนตำรา งานวิชาการ การจัดทำนิตยสารถนนดนตรี ตลอดจนการริเริ่มโครงการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาพรสวรรค์ทางดนตรี

บทบาทดังกล่าวทำให้ชื่อของสุกรีเป็นที่รู้จักทั้งในฐานะนักแซ็กโซโฟน นักการศึกษา และผู้บริหารสถาบันดนตรี

ชีวิตผู้บริหารไม่ได้ราบรื่น เคยลาออกจากตำแหน่งคณบดี

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการบริหารงานของสุกรีไม่ได้ราบรื่นตลอดมา

ในปี 2554 เกิดประเด็นเกี่ยวกับการรับรองหลักสูตรของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่ให้การรับรองหลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิตใน 2 สาขาวิชา ได้แก่ เทคโนโลยีดนตรี และธุรกิจดนตรี

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับระบบการรับรองหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา

สุกรีแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งคณบดี และออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาระบบการศึกษาของประเทศไทย

ต่อมามีรายงานว่าเขากลับมาดำรงตำแหน่งคณบดีอีกครั้ง

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ได้รับความสนใจเกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อศาสตราจารย์นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

สุกรีออกมาเรียกร้องให้เลือกดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งควบ และประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข่าวอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำปี๊บมาคลุมศีรษะเพื่อประท้วง

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากบทบาทนักวิชาการดนตรีแล้ว สุกรียังเคยมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานมหาวิทยาลัยอย่างเปิดเผย

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข

จากข้อมูลที่นำเสนอไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า ตลอดเส้นทางชีวิตของรองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข จะเห็นภาพบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการศึกษาดนตรีของประเทศไทย

จากเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตมากับเสียงเพลงบอกพื้นบ้านภาคใต้ ก้าวเข้าสู่การเป็นนักดนตรีอาชีพ ก่อนเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกา และกลับมามีส่วนสำคัญในการสร้างวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผลงานที่ปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาหลักสูตรดนตรี การสร้างบุคลากร การก่อตั้งวงดุริยางค์อาชีพ และการส่งเสริมการศึกษาดนตรีของเยาวชน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติการทำงานที่ไม่อาจมองข้ามได้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของรัฐย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และหลักความรับผิดชอบในการใช้อำนาจเช่นเดียวกับผู้บริหารหน่วยงานรัฐอื่น

คดีจ้างพนักงานซ้ำซ้อนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจึงเป็นอีกบทหนึ่งของชีวิตสุกรี ซึ่งต้องพิจารณาแยกจากผลงานด้านวิชาการและการพัฒนาวงการดนตรี

เพราะผลงานในการสร้างสถาบันอาจเป็นสิ่งที่สังคมจดจำ แต่การใช้อำนาจบริหารสถาบันนั้น ย่อมต้องถูกตรวจสอบภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกัน

เหล่านี้ คือ แง่มุมหนึ่งของชีวิต ‘สุกรี เจริญสุข’ จากผู้บุกเบิกการศึกษาดนตรีไทย สู่บทเรียนเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้บริหารสถาบันการศึกษาของรัฐ

ที่นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา อุทาหรณ์สอนใจ ให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐได้เป็นอย่างดี

อ่านข่าวในหมวดเดียวกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
คำพิพากษาจำคุก
ดุริยางคศิลป์มหิดล
สุกรี เจริญสุข

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลใหม่! กก.บริษัทคว้างานจุดพักรถพันล้าน เป็นผอ.สนามช้างฯ 'เนวิน'
ข้อมูลใหม่! กก.บริษัทคว้างานจุดพักรถพันล้าน เป็นผอ.สนามช้างฯ 'เนวิน'